Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Advance Cool Technology
•
ติดตาม
4 มี.ค. เวลา 17:54 • ธุรกิจ
การประเมิน Carbon Footprint และ Lifecycel Emissions ของ Chiller ทั้งระบบ
ในยุคที่คำว่า Net Zero หรือ ESG ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่คือ พันธะสัญญาขององค์กร ที่ต้องรับผิดชอบต่อโลก ระบบทำความเย็นและปรับอากาศ (HVAC) กำลังถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะ Chiller ที่ถูกนำมาใช้งานในแทบทุก อาคาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ไปจนถึง โรงงานอุตสาหกรรม
Carbon Footprint จาก "ชิลเลอร์" มาจากจุดที่เราคาดไม่ถึง
ใครคือผู้ร้ายตัวจริง ? เมื่อแกะรอยคาร์บอนฟุตพรินต์จาก "ชิลเลอร์" เวลาเราพูดถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก "สารทำความเย็น" มักจะถูกยกให้เป็นผู้ร้ายเบอร์หนึ่งในทันที ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะสื่อและตำราต่างก็บอกเรามาตลอดว่า สารบางชนิดมันร้ายกาจขนาดมีฤทธิ์ทำลายล้างสูงกว่า CO₂ นับพันเท่า แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นแค่ "ตัวประกอบ" ที่มีบทบาทเล็กน้อยเท่านั้น
การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของระบบชิลเลอร์ มักดำเนินการภายใต้กรอบของการประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ LCA (Life Cycle Assessment) ตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 14040/14044 เปรียบเสมือนการ "แกะรอย" ทุกขั้นตอนในชีวิตของ Chiller ตั้งแต่เกิด และทำงานต่อเนื่องนาน 20-25 ปี หรือจนกว่าจะหมดอายุ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
🔎 Carbon Footprint ของ Chiller มาจากไหน?
• การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct Emissions)
เกิดจากการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งบางชนิดมีค่า GWP (Global Warming Potential) สูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์นับพันเท่า
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากระบบ Chiller มักมาจากสารทำความเย็น (refrigerants) ที่รั่วไหลออกจากระบบ สารทำความเย็นหลายชนิด เช่น สารกลุ่ม hydrofluorocarbons (HFCs) มีค่า Global Warming Potential (GWP) สูง ซึ่งหมายความว่ามีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศได้สูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หลายพันเท่า
การประเมินส่วนนี้จะพิจารณาจาก ชนิดของสารทำความเย็น (ที่มีค่า GWP ที่แตกต่างกัน) และอัตราการรั่วไหล การดูแลรักษาที่ดีจะช่วยลดอัตราการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลด Carbon Footprint โดยตรง
• การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Indirect Emissions)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมส่วนใหญ่มาจาก การใช้พลังงานไฟฟ้า ของระบบ Chiller เพื่อให้เครื่องทำงาน ซึ่งเป็นที่มาของ Operational Emissions และถือเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดกว่า 90% ของรอยเท้าคาร์บอนทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก (เช่น ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน)
การใช้ไฟฟ้าของระบบ Chiller จึงส่งผลให้เกิดการปล่อย CO2 อย่างมหาศาล ปริมาณคาร์บอนในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก :
- ประสิทธิภาพของ Chiller :
อย่างค่า COP หรือ Integrated Part Load Value (IPLV) Chiller ที่มีประสิทธิภาพสูงจะใช้ไฟฟ้าน้อยลง ทำให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง
- ชนิดของแหล่งพลังงานไฟฟ้า :
การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ) จะปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (Emission Factor) มากกว่าการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ดังนั้น Operational Emissions ถูกยึดโยงกับการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยตรง โดยมีปัจจัยมาจาก ชิลเลอร์ ที่คุณใช้ ไม่ว่าจะเป็น
1. ประสิทธิภาพของชิลเลอร์และระบบ
นี่คือปัจจัยอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปล่อยคาร์บอน เพราะชิลเลอร์เป็นเหมือนหัวใจของระบบปรับอากาศในอาคารขนาดใหญ่ และกินไฟถึง 65% ของพลังงานรวมทั้งหมดในระบบ
หากเลือกชิลเลอร์ที่มี ค่า COP (Coefficient of Performance) สูง หรือ kW/RT ต่ำ ก็เหมือนมีเครื่องจักรที่ใช้ไฟน้อยลงเพื่อสร้างความเย็นเท่าเดิม ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมหาศาล
โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทยที่ค่า Emission Factor ยังสูงอยู่ที่ประมาณ 0.47 kgCO₂/kWh (ข้อมูลปี 2023 ที่มีเป้าหมายลดลงเหลือ ~0.35 ในปี 2050 ตามแผนพัฒนาไฟฟ้า)
ดังนั้นการเลือกชิลเลอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงและออกแบบระบบที่ดี (ปั๊มน้ำ วาล์ว Cooling Tower ฯลฯ) จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการลดคาร์บอน
2. ชนิดของชิลเลอร์
ชิลเลอร์แบบ Vapor Compression มีการปล่อยทางตรงจากสารทำความเย็น ส่วนชิลเลอร์แบบอื่นเช่น Absorption Chiller ที่ใช้น้ำ เป็นสารทำความเย็นซึ่ง GWP=0 แต่ใช้ความร้อนในการขับเคลื่อน (ซึ่งถ้าเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังมีการปล่อย CO₂ ในทางอ้อมอยู่) การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลต่อการปล่อยคาร์บอนของระบบชิลเลอร์
3. การออกแบบระบบชิลเลอร์และระบบประกอบ (Chiller Plant Design)
การออกแบบระบบที่ดีสามารถลดการใช้พลังงานได้อีกมหาศาล สามารถลดทั้งภาระการใช้พลังงานและการสูญเสียในระบบ เช่น ระบบ Chiller Plant ที่รวมชิลเลอร์หลายตัวเข้าด้วยกันและมี "สมอง" ที่คอยจัดลำดับการทำงาน (Optimal Sequencing) จะทำให้ชิลเลอร์ทำงานได้ตามความต้องการจริงของอาคาร
การเลือกขนาดและจำนวนของชิลเลอร์ เพื่อรองรับโหลดสูงสุดและสำรอง ไปจนถึง อุณหภูมิน้ำเย็นและน้ำหล่อเย็น ในการลด "Load" และ "Lift" ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดภาระของคอมเพรสเซอร์ ทำให้ชิลเลอร์ใช้ไฟน้อยลง
• การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝง (Embodied Emissions)
คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาตลอด ช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การติดตั้ง และการกำจัดเมื่อหมดอายุการใช้งาน รวมถึงการจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้รั่วไหลออกสู่ชั้นบรรยากาศ (โดยไม่รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน หรือ Operational Emissions)
สรุปแล้วที่มาของ คาร์บอนฟุตพรินต์ มากกว่า 90% มาจาก "ค่าไฟ" ที่ทำให้ Chiller ทำงานทุกวันชิลเลอร์ที่กินไฟจึงกลายเป็นโรงงานผลิตคาร์บอนขนาดย่อมๆ ที่เรามองไม่เห็น ดังนั้น แม้เราจะเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหนก็ตาม ถ้าหาก Chiller ยังทำงานแบบไม่มีประสิทธิภาพ และยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสกปรก
📊 การอัปเกรดหรือปรับปรุงระบบชิลเลอร์เพื่อลด Carbon Footprint
Chiller Plant Upgrade
• เปลี่ยนหรือปรับปรุงชิลเลอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น :
การ เปลี่ยนชิลเลอร์เก่า (อายุ 15-20 ปี) เป็นรุ่นใหม่ที่มี COP สูงกว่า หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ สามารถลดการใช้พลังงานลงได้มากถึง 20-30%
สำหรับกรณีที่ยังไม่เปลี่ยนเครื่อง อาจพิจารณาการดัดแปลงชิลเลอร์เดิม เช่น ติดตั้ง ชุด VSD ให้คอมเพรสเซอร์ หรือ re-tubing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งจะลดภาระงานของคอมเพรสเซอร์
• ติดตั้งระบบ VSD/VFD :
เทคโนโลยี Variable Speed Drive ถูกนำมาใช้กับทั้งชิลเลอร์ ปั๊มน้ำ และพัดลมใน หอหล่อเย็น อย่างแพร่หลาย เพื่อให้มอเตอร์หมุนช้าลงเมื่อโหลดลดลง แทนการควบคุมแบบเดิมที่สิ้นเปลืองพลังงาน
• ระบบ Free Cooling :
หรือ การทำความเย็นฟรีจากสภาพอากาศ สำหรับอาคารที่มี ช่วงเวลาที่สภาพอากาศเย็นลง เช่น กลางคืน หรือฤดูหนาว สามารถติดตั้ง น้ำยาหล่อเย็นระบบ Free Cooling ที่มี Heat Exchanger ระหว่างวงจรน้ำหล่อเย็นกับน้ำเย็น ให้น้ำเย็นถูกผลิตโดยตรงจาก Cooling Tower
เมื่ออุณหภูมิภายนอกเอื้ออำนวย ในประเทศไทย free cooling แบบใช้อากาศโดยตรงอาจใช้ได้จำกัด แต่ Water-side Economizer อาจสามารถพิจารณานำมาใช้ (ในบางโครงการ) ที่มีช่วงอุณหภูมิภายนอกต่ำพอ
• ติดตั้งระบบกักเก็บความเย็น (Thermal Energy Storage) :
เป็นการติดตั้งถังน้ำเย็น หรือถังน้ำแข็ง เพื่อผลิตความเย็นเก็บสำรองไว้ใช้ช่วงที่มีความต้องการสูง ระบบ TES ช่วยลดภาระชิลเลอร์ช่วงพีค และยังเปิดโอกาสให้เดินชิลเลอร์ในช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้นอกจากลดคาร์บอนฟุตพรินต์แล้วยังลดค่าไฟฟ้าตามโครงสร้างอัตราค่าไฟ
• Smart Control :
ระบบชิลเลอร์สมัยใหม่ควรติดตั้ง BAS หรือ Chiller Plant Controller อัจฉริยะที่สามารถควบคุมทุกองค์ประกอบอย่างประสานกัน โดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ มาคำนวณหา setpoint ที่เหมาะสมและสั่งการอุปกรณ์
หรือ Supervisory Control สามารถปรับการทำงานของชิลเลอร์, ปั๊ม, และหอหล่อเย็นอย่างต่อเนื่องให้รับกับภาระความเย็นที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังมีการใช้ IoT ที่วิเคราะห์ข้อมูลระยะยาวเพื่อชี้จุดที่ยังปรับปรุงต่อได้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปอีก
🚀 ปัจจุบันนี้ การอัปเกรดชิลเลอร์ไม่ต้อง "ควักเงินก้อน" อีกต่อไป
จากข้อมูลด้านบน หลายคนคงเข้าใจแล้วว่า การเปลี่ยนหรืออัปเกรดชิลเลอร์คือวิธีในการลดคาร์บอนที่ได้ผลดีมากที่สุด แต่ปัญหาใหญ่มักจะติดอยู่ที่ "งบประมาณ" ก้อนโตที่ต้องใช้ลงทุนในตอนแรก แต่รู้หรือไม่ว่า ในโลกยุคใหม่ คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนนั้นเองอีกต่อไป
นี่คือโอกาสทองที่จะได้ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน และได้เทคโนโลยีใหม่โดยไม่ต้องลงทุนเอง ด้วยโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า ESCO (Energy Service Company) หรือที่ปรึกษาด้านการจัดการพลังงาน
• ESCO คืออะไร ?
เปรียบง่ายๆ ESCO ก็เหมือน "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่จะเข้ามาดูแลโปรเจกต์อัปเกรดชิลเลอร์ของคุณตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การประเมิน การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
• แล้วใครจ่าย ?
ESCO จะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดก่อน โดยมีสัญญาที่เรียกว่า "Energy Performance Contract (EPC)" ซึ่งจะการันตีผลการประหยัดพลังงานไว้ชัดเจน จากนั้น ESCO จะได้รับส่วนแบ่งจากค่าพลังงานที่ประหยัดได้ ให้กับ ESCO ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา EPC
ข้อดีที่ได้มากกว่าความประหยัด :
• ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง : ESCO จะเป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ "หากไม่ประหยัด ก็ไม่ต้องจ่าย"
• ได้ผู้เชี่ยวชาญมาดูแล : คุณจะได้ทีมงานมืออาชีพที่มีความรู้และประสบการณ์มาดูแลระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
• ลดภาระคาร์บอนทันที : ทันทีที่การอัปเกรดสำเร็จ คุณก็จะเห็นตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
ในประเทศไทยก็มีการสนับสนุนโมเดล ESCO อย่างจริงจังผ่าน กองทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งช่วยให้หลายโครงการประสบความสำเร็จและลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20-40%
แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง
iso.org
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP)
coolingbestpractices.com
solutions.mhi.com
seas.org.sg
tci-thaijo.org
วารสารวิชาการ MDPI
ENCON Fund
สมาคม ESCO ไทย
asiacleanenergypartners.com
𝗔𝗖𝗧 : 𝗔𝗱𝘃𝗮𝗻𝗰𝗲 𝗖𝗼𝗼𝗹 𝗧𝗲𝗰𝗵𝗻𝗼𝗹𝗼𝗴𝘆 ในฐานะบริษัทที่ได้รับการรับรอง ESCO (Energy Service Company) และมีความเชี่ยวชาญในการวัดและยืนยันประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศ พร้อมด้วย ใบรับรอง PMVA เราพร้อมช่วยองค์กรคุณ ลด Carbon Footprint + ลดค่าไฟ + เพิ่มความยั่งยืน ไปพร้อมกัน
Line id : @advancecool หรือคลิก
https://lin.ee/Uv6td2a
Website :
http://www.advance-cool.com/
Email :
info@advance-cool.com
#ESCO #ESCOModel #SmartEnergy #ChillerEfficiency #EnergyPerformance #ACT #Chiller #ชิลเลอร์ #CarbonFootprint
วิศวกรรม
อุตสาหกรรม
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย