เมื่อวาน เวลา 02:49 • ธุรกิจ

⚡🚗 อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า: การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ หลังหมดมาตรการคืนภาษี

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างรวดเร็วจากแรงหนุนของนโยบายรัฐ โดยเฉพาะมาตรการ EV3.0 ที่ใช้ทั้งการลดภาษีนำเข้า ลดภาษีสรรพสามิต และเงินสนับสนุนผู้ซื้อโดยตรงตามขนาดแบตเตอรี่
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาตรการอุดหนุนเริ่มทยอยลดลง ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากยุคที่การเติบโตถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบาย ไปสู่ยุคที่การแข่งขัน เทคโนโลยี และโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเป็นตัวกำหนดทิศทางแทน
ปี 2025 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นปีที่สะท้อนการปรับสมดุลของทั้งตลาด
🌍 EV กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ
รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ในปี 2024 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทะลุ 17 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเพียงประมาณ 4% ในปี 2020 การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยสามภูมิภาคหลัก
🇨🇳 จีนยังคงเป็นตลาด EV ใหญ่ที่สุดของโลก โดยคิดเป็นมากกว่าครึ่งของยอดขาย EV ทั้งโลก และเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และซัพพลายเชนที่สำคัญ
🇪🇺 ยุโรปเร่งผลักดันนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนและกำหนดเป้าหมายยุติการขายรถเครื่องยนต์สันดาปภายในในระยะยาว
🇺🇸 สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและเงินสนับสนุน เพื่อดึงการลงทุนด้าน EV กลับเข้าประเทศ
การแข่งขันในอุตสาหกรรม EV จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ แต่กลายเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ในการครอบครองห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงแร่สำคัญอย่างลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเริ่มถูกจับตามองในฐานะฐานการผลิตใหม่ของอุตสาหกรรม EV และไทยกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค
📈 ภาพรวมยานยนต์ไฟฟ้า: ปี 2025 ตลาดยังเติบโต แม้แรงสนับสนุนลดลง
ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ระบุว่า ในปี 2025 มีการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้ารวม 302,891 คัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แบ่งเป็น
- BEV: 147,260 คัน
- HEV: 137,263 คัน
- PHEV: 18,368 คัน
รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด ขณะที่ HEV ยังคงมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ แต่สัดส่วนเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2023–2024
การเติบโตนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เงินอุดหนุนจากภาครัฐลดลงแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังเริ่มยืนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจีนที่สามารถนำเสนอรถไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำนวนหัวชาร์จทั่วประเทศเพิ่มจาก 2,572 หัวในปี 2022 เป็นกว่า 13,000 หัวในปี 2025 ช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้งานรถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
🤔 หลังยุค “คืนภาษีผู้ซื้อ” พฤติกรรมตลาดเริ่มเปลี่ยน
มาตรการ EV3.0 ซึ่งให้เงินสนับสนุนผู้ซื้อรถไฟฟ้า 70,000–150,000 บาทต่อคัน สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2023 และถูกแทนที่ด้วย EV3.5 ที่ลดระดับเงินสนับสนุนลงอย่างมีนัยสำคัญ
- รถยนต์ไฟฟ้า: 50,000–100,000 บาท
- รถกระบะไฟฟ้า: 100,000 บาท
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: 10,000 บาท
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มปรับตัว ผู้ซื้อมีความระมัดระวังมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ รวมถึงเครือข่ายบริการหลังการขาย ขณะเดียวกัน HEV ยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่ยังมีความกังวลเรื่องระยะทางการวิ่งและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ
นโยบายใหม่: จาก “กระตุ้นการซื้อ” สู่ “สร้างฐานการผลิต”
ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ทิศทางนโยบาย EV ของไทยเริ่มเปลี่ยนอย่างชัดเจน รัฐบาลหันมาเน้นการสร้าง ฐานการผลิตภายในประเทศ มากกว่าการอุดหนุนผู้บริโภคโดยตรง สะท้อนความพยายามของไทยในการยกระดับจาก ตลาดผู้บริโภค EV ไปสู่ ศูนย์กลางการผลิตรถไฟฟ้าในภูมิภาค โดยผู้ผลิตจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปเริ่มลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถไฟฟ้า รวมถึงโรงงานผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญในไทยมากขึ้น
⚠️ ความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญ
แม้แนวโน้มระยะยาวยังเป็นบวก แต่อุตสาหกรรม EV ของไทยยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน
ประการแรกคือการแข่งขันจากผู้ผลิตต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีพัฒนาเร็ว และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรง
ประการที่สองคือความไม่แน่นอนของบางแบรนด์ใหม่ในตลาด ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามถึงความมั่นคงของผู้ผลิตในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ
ประการที่สามคือข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
สุดท้ายคือความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านแบตเตอรี่ ซึ่งอาจทำให้สินค้าคงคลังเสี่ยงต่อการล้าสมัยได้ในระยะสั้น
🚀 ปีแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ และอนาคตที่ต้องใช้ “ความเร็ว + ความรอบคอบ”
ปี 2025 คือปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าก้าวผ่านจากยุคการพึ่งพานโยบายอุดหนุนจากรัฐ และเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้น “การเติบโตด้วยความเข้มแข็งจากภายใน” ทั้งในมุมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนต่าง ๆ
แม้นโยบายคืนภาษีและเงินสนับสนุนจะลดลง แต่ตลาดยังคงเติบโต เพราะราคายานยนต์ไฟฟ้าปรับตัวลงเองจากการแข่งขันที่รุนแรง และเพราะรัฐยังคงสนับสนุนด้านภาษีสรรพสามิตและการส่งเสริมการผลิตอย่างเหนียวแน่น
ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ไทยมีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเฝ้าระวังการแข่งขันจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และต้องเสริมจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้า บริการหลังการขาย หรือความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ถ้าทุกฝ่ายเดินไปพร้อมกัน ทั้งรัฐ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์แห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 🌏⚡🚗
เรื่องและภาพ: สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics
════════════════
Bnomics - Be an Economist for Everyone
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
════════════════
#อุตสาหกรรม #ยานยนต์ #ยานยนต์ไฟฟ้า #EV #BEV #PHEV #HEV #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา