6 มี.ค. เวลา 04:59 • ข่าวรอบโลก

🔥เมื่อทองคำ 550 ตันต้องกลายเป็นเกราะคุ้มชาติ: โปแลนด์ยอมปล่อยของมีค่าที่สุด

⚔️ เพื่อปกป้องเอกราชท่ามกลางเปลวไฟสงคราม
🛡️ จาก "ผู้ซื้อ" สู่ "ผู้ขาย": เมื่อความมั่นคงทางทหารบีบให้โปแลนด์ต้องแลกทองคำเป็นอาวุธ ⚔️
.
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โปแลนด์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดทองคำโลก โดยธนาคารกลางโปแลนด์ (NBP) ได้กว้านซื้อทองคำรวมกว่า 200 ตันในปี 2024 และ 2025 ส่งผลให้ราคาทองคำทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์การสะสมสินทรัพย์ปลอดภัยของประเทศกำลังจะเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน เมื่อรัฐบาลเริ่มพิจารณาการขายทองคำสำรองเพื่อนำเงินมาสมทบทุนในการสร้างขุมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
.
ชนวนเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนตะวันออก ซึ่งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 โดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ประกอบกับความไม่แน่นอนภายในกลุ่มพันธมิตร NATO ที่ทำให้โปแลนด์รู้สึกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
นายอาดัม กลาพินสกี ผู้ว่าการธนาคารกลางโปแลนด์ จึงได้นำเสนอแผนการระดมทุนมูลค่ามหาศาลกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์จากการขายทองคำสำรองบางส่วน เพื่อนำมาใช้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเป็นสองเท่าตามนโยบายของประธานาธิบดี คาโรล นาฟรอตสกี
.
แผนการขายทองคำครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางการเงิน แต่เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน เนื่องจากรัฐบาลโปแลนด์ต้องการหาแหล่งเงินทุนทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งพาสหภาพยุโรป (EU)
โดยเฉพาะโครงการเงินกู้เพื่อซื้ออาวุธมูลค่า 1.74 แสนล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีคัดค้าน โปแลนด์กังวลว่าการผูกติดกับเงื่อนไขเงินกู้ของ EU อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับวอชิงตัน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านความมั่นคงมาโดยตลอด
.
ในรายละเอียดของแผนระดมทุน นอกจากการขายทองคำในคลังที่มีอยู่ประมาณ 550 ตันแล้ว ธนาคารกลางยังมีแผนที่จะดึงรายได้จากส่วนอื่นมาสมทบอีกกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ปีนี้ปีเดียวโปแลนด์มีงบประมาณเสริมทัพเพิ่มขึ้นถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจพุ่งสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในระยะยาว
นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อ "ตีราคาพอร์ตทองคำใหม่" ตามราคาตลาดที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำกำไรส่วนต่างมาใช้ในงบประมาณกลาโหมโดยเฉพาะ
.
การเปลี่ยนท่าทีจาก "ผู้ซื้อรายใหญ่" มาเป็น "ผู้ขาย" ถือเป็นการหักปากกาเซียนและขัดกับคำพูดเดิมของผู้ว่าการธนาคารกลางอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน นายกลาพินสกียังเคยประกาศก้องว่าทองคำคือ "สินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด" ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก และตั้งเป้าจะถือครองทองคำให้ถึง 30% ของสินทรัพย์สำรองทั้งหมด
แต่เมื่อภัยคุกคามจากสงครามขยับเข้ามาประชิดพรมแดน ความจำเป็นในการมี "รถถังและเครื่องบิน" จึงเริ่มมีความสำคัญเร่งด่วนยิ่งกว่าการเก็บ "ทองคำ" ในห้องนิรภัย
โฆษณา