Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PPTV Wealth
•
ติดตาม
8 มี.ค. เวลา 10:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
SC รีแบรนด์ในรอบ 20 ปี ชู 3 เครื่องยนต์ดันกำไร New Hight ภายในปี 2030
SC กางแผนยุทธศาสตร์รีแบรนด์ในรอบ 20 ปี สู่องค์กรไร้ขีดจำกัด ชู 3 เครื่องยนต์ดันสัดส่วนกำไรธุรกิจนอกที่อยู่อาศัยทะลุ 30% ภายในปี 2030 พร้อมแนะรัฐงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผยุงตลาดอสังหาฯ
SC รีแบรนด์ในรอบ 20 ปี ชู 3 เครื่องยนต์ดันกำไร New Hight ภายในปี 2030
SC กางแผนยุทธศาสตร์รีแบรนด์ในรอบ 20 ปี สู่องค์กรไร้ขีดจำกัด ชู 3 เครื่องยนต์ดันสัดส่วนกำไรธุรกิจนอกที่อยู่อาศัยทะลุ 30% ภายในปี 2030 พร้อมแนะรัฐงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผยุงตลาดอสังหาฯ
นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC
บริษัทจึงมีแนวคิดว่าแบรนด์จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในแต่ละยุค จึงตัดสินใจปรับโลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี พร้อมนำคำว่า “Asset” ออกจากชื่อ เพื่อสะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น และรองรับการขยายไปสู่ธุรกิจที่หลากหลาย
โลโก้ใหม่ออกแบบโดยบริษัทดีไซน์ระดับโลก ใช้รูปแบบที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ดอกทานตะวัน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดการทำงานที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ขณะที่โครงสร้างของดอกทานตะวันที่ประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมากบนฐานเดียวกัน ถูกนำมาใช้สื่อถึงการเติบโตขององค์กรที่มีโครงสร้างรองรับธุรกิจหลายด้าน
ทั้งนี้ โลโก้ใหม่ถูกออกแบบให้มีโทนสีหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ สีส้มหลายเฉด สีขาว สีเทา และสีชมพู
"ดอกทานตะวัน โดยธรรมชาติแล้วมันมักจะหันหน้าไปหาดวงอาทิตย์ เราเปรียบบริษัทเราเหมือนเป็นดอกทานตะวัน ที่หันหน้าไปหาลูกค้าอยู่เสมอ เพราะเราอยากรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร"
อย่างไรก็ดี ในการขับเคลื่อนองค์กรก้าวต่อไป SC ยึดเป้าประสงค์เดียวคือการสร้างคุณค่าสู่คนและโลก โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 บริษัทจะทำกำไรเป็นสถิติใหม่ และต้องมีส่วนผสมของกำไรจากธุรกิจนอกที่อยู่อาศัย (Non-residential) ในสัดส่วนอย่างน้อย 30% ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายคือการใช้ความหลากหลายรับมือกับความผันผวนผ่าน 3 เครื่องยนต์หลัก (3 Engines) ได้แก่
-เครื่องยนต์ที่ 1 คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย
-เครื่องยนต์ที่ 2 คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)
-เครื่องยนต์ที่ 3 คือกลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะถูกขับเคลื่อนภายใต้บริษัท "SCanva" ซึ่งมุ่งเน้นการผสานบริการและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตคนให้ดีขึ้น
"ทั้ง 3 เครื่องยนต์ จะอยู่ภายใต้ 1 เป้าประสงค์ นั่นก็คือ การสร้างคุณค่าสู่คนและโลก พูดง่ายๆ คือ เราจะเติบโตไปยังไงก็ตาม ธุรกิจเราจะหลากหลายแค่ไหน ทุกธุรกิจของ SC ต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนและโลกนี้"
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2026 นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า SC เลือกที่จะไม่ประคองตัว แต่มุ่งท้าทายตลาดด้วยเป้าหมายการเติบโตในทุกมิติ โดยตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 27,000 ล้านบาท เติบโต 33% จากทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม
พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้รวมที่ 25,500 ล้านบาท เติบโต 21% ซึ่งมีปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่งจากยอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ของคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังเตรียมงบลงทุนรวม 8,000 ล้านบาทเพื่อขยายธุรกิจให้ครอบคลุมในทุกเครื่องยนต์ โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวดด้วยการลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (IBD/E) ให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1.2
"เป้าหมายของเรา ปีนี้เราตั้งเป้าหมาย ไม่ประคองตัวนะครับ เราตั้งเป้าหมายเติบโตในทุกๆตัวเลข เราจะท้าทายแล้วก็มุ่งมั่นกับเศรษฐกิจในสถานการณ์แบบนี้"
ทั้งนี้ในส่วนของเครื่องยนต์ที่ 1 ปัจจุบัน SC มีโครงการกระจายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวน 98 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านบาท ปีนี้เตรียมเปิดเพิ่มอีก 6 โครงการใหม่ มูลค่า 28,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 4 โครงการ และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ
ไฮไลต์ของฝั่งแนวราบคือการเปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ถึง 8 ซีรีส์ ใน 17 โครงการ โดยมีซีรีส์เรือธงชื่อ "Pause" ที่ได้อินไซต์มาจากความต้องการพื้นที่สำหรับหยุดพักจากความวุ่นวาย ความไม่แน่นอน และพฤติกรรม Toxic ในโลกปัจจุบัน
ส่วนกลุ่มคอนโดมิเนียมจะมีการทยอยโอนโครงการในช่วงไตรมาส 1 และเริ่มโอนอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในช่วงกลางไตรมาส 2 นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดตัว 2 โครงการเมกะโปรเจกต์ที่เป็นที่สุดตั้งแต่ SC เคยทำมา ได้แก่ แบรนด์ "The Crest" คอนโดมิเนียมวิวสวนลุมพินี ซึ่งจะทำราคาสูงที่สุด และโครงการริมแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระดับราคาที่จับต้องได้
อีกทั้งยังเตรียมเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ "Gen scription" เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและการเช่าเป็นหลัก ด้วย 3 โซลูชัน คือ เช่าเผื่อซื้อ (Rent to Buy) เช่าเผื่อย้ายระยะ 6-9 เดือน และเช่ายาวแบบไม่ผูกมัด รวมถึงมีแผนขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในจังหวัดภูเก็ตและพัทยา เพื่อรองรับความต้องการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ
ด้านเครื่องยนต์ที่ 2 หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ ปัจจุบันมีพอร์ตโฟลิโอ 21 โครงการ ครอบคลุมทั้งโรงแรมกว่า 1,200 คีย์ อาคารสำนักงานพื้นที่ 120,000 ตารางเมตร คลังสินค้า 200,000 ตารางเมตร และอพาร์ทเม้นต์ 74 คีย์จาก 5 อาคารในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ปีนี้บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้กลุ่มนี้ให้แตะระดับ 2,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 70%
พร้อมกันนี้ยังเตรียมลงทุนเพิ่มในโครงการโรงแรมที่ภูเก็ตและพัทยารวมกันอีก 450 คีย์ ขยายพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร และได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ "SCX 360" เพื่อเดินหน้าลงทุนในธุรกิจพลังงานโซลาร์ ตอบรับความต้องการด้านพลังงานสะอาดของธุรกิจ Data Center ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย
ขณะที่เครื่องยนต์ที่ 3 ภายใต้การนำของบริษัท SCANVA ได้มีการเตรียมเงินลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาทสำหรับระยะเวลา 3 ปี โดยจะโฟกัสใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย
1.) การขยายธุรกิจการบริหารโครงการหลังการขาย (Community Management) ทั้งโครงการของ SC และภายนอก จาก 150 โครงการเป็น 260 โครงการ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ "LINTON" สำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าUltra luxury
2.) การขยายฐานผู้ใช้งานดิจิทัลแพลตฟอร์ม "รู้ใจ" จาก 30,000 รายเป็น 40,000 ราย เพื่อนำเสนอโซลูชันการใช้ชีวิตร่วมกับแบรนด์พันธมิตรที่หลากหลาย
3.) การรุกลงทุนในธุรกิจด้านสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ผู้คนทุกช่วงวัยต้องการยืดระยะเวลาของการมีสุขภาพที่ดีหรือ Healthspan
นอกจากมิติของการขยายธุรกิจแล้ว SC ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเตรียมนำมาตรฐานระดับโลกอย่าง "FTSE Russell" มาปรับใช้ สานต่อภารกิจลดก๊าซเรือนกระจก 100,000 ตันคาร์บอนภายใน 5 ปี (ตั้งแต่ 2025-2030) และเตรียมเปิดตัวมาตรฐาน "SC Green Mark" ในช่วงกลางปี เพื่อนำไปประทับลงบนทุกสิ่งก่อสร้างใหม่ของบริษัทในอนาคต เพื่อเป็นเครื่องการันตีถึงการสร้างคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย
นอกเหนือจากการประกาศแผนธุรกิจของบริษัทแล้ว นายณัฐพงศ์ยังได้สะท้อนมุมมองต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญกับ 3 ความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้า ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัวจากความไม่แน่นอนของสงคราม ปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่อยู่ในระดับสูง และการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงรุนแรงในตลาด
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้กำลังซื้อโดยรวมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนสูงและไม่แข็งแรงนัก ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 ปี ตลาดอสังหาริมทรัพย์จึงจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดในกลุ่มระดับบนยังคงมีความแข็งแกร่ง สะท้อนได้จากข้อมูลความสามารถในการกู้และการโอนกรรมสิทธิ์ด้วยเงินสดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการในภาวะเช่นนี้คือการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด หากกระแสเงินสดรับเข้ามาไม่มาก การใช้จ่ายก็ต้องถูกควบคุมให้สอดคล้องกัน
"ผมคิดว่าปีนี้จะเป็นอีกปีนึงที่กำลังซื้อมีความไม่แน่นอน แต่กลุ่มตลาดบนเนี่ยยังมีความแข็งแรงอยู่นะครับ ผมดูจากข้อมูล ทั้งความสามารถในการกู้แล้วก็การโอนด้วยเงินสดก็ยังมีความสามารถสูงอยู่ สิ่งสำคัญคือต้องกลับมาที่วินัยทางการเงิน ถ้าเงินเข้าไม่เยอะ เงินออกก็ต้องไม่เยอะด้วย"
พร้อมกันนี้ นายณัฐพงศ์ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมองว่าประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ความขัดแย้ง มีความปลอดภัย และมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ เป็นจุดยืนสำคัญในการดึงดูดชาวต่างชาติและนักลงทุนให้ย้ายถิ่นฐานเข้ามา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในประเทศได้อย่างมหาศาล
โดยมี 3 ประเด็นหลักที่อยากให้รัฐบาลช่วยผลักดันเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจภาพรวม
1.) การออกนโยบายกระตุ้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มคนที่ยังมีกำลังซื้อไหว
2.) การสนับสนุนการโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากยังมีประชาชนจำนวนมากที่มีความสามารถในการผ่อนชำระและต้องการโอน แต่ต้องติดขัดข้อจำกัดด้านข้อมูลประวัติหรืออาชีพที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
3) การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติผ่านการอนุญาตให้ทำสิทธิการเช่าระยะยาวหรือ Leasehold โดยอาจมีการกำหนดเงื่อนไขจำกัดพื้นที่และจำกัดระยะเวลาการเช่าอย่างชัดเจน เพื่อช่วยแก้ปัญหาความกังวลและลดความเสี่ยงในมุมมองของสังคม ควบคู่ไปกับการเปิดรับโอกาสจากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในยามวิกฤต
"ผมมองว่าการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามา มันไม่ใช่นโยบายอสังหา มันเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมว่าการทำเรื่องของLeasehold แล้วก็จำกัดพื้นที่ จำกัดระยะปี จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความเสี่ยงได้ และยังได้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศด้วย"
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/270188
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTV Wealth :
https://www.facebook.com/PPTVWealth/
YouTube Wealth :
www.youtube.com/@PPTVWealth
เศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจ
ธุรกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย