17 มี.ค. เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์

ทำไม Afghanistan ถึงถูกเรียกว่า “สุสานของจักรวรรดิ” (Graveyard of Empires)

คำว่า “สุสานของจักรวรรดิ” (Graveyard of Empires) เป็นฉายาที่ถูกใช้เรียกประเทศ Afghanistan มาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ ฉายานี้สะท้อนความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า มหาอำนาจจำนวนมากพยายามเข้ายึดครองดินแดนแห่งนี้ แต่สุดท้ายกลับล้มเหลว สูญเสียทรัพยากร และต้องถอนตัวออกไป
ตั้งแต่จักรวรรดิในยุคโบราณ จนถึงมหาอำนาจสมัยใหม่อย่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ล้วนต้องเผชิญกับปัจจัยหลายประการที่ทำให้อัฟกานิสถานกลายเป็นดินแดนที่ “ยึดได้ยาก และปกครองยากยิ่งกว่า”
บทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Afghanistan ได้รับฉายานี้ ผ่านมุมมอง ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมชนเผ่า
1. ภูมิศาสตร์ที่โหดร้าย: ป้อมปราการธรรมชาติของโลก
ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ภูมิประเทศ
ใจกลางของประเทศคือเทือกเขาขนาดใหญ่ที่เรียกว่า
Hindu Kush
เทือกเขานี้เป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่ยากต่อการเดินทางที่สุดในโลก
ลักษณะสำคัญ ได้แก่
ภูเขาสูงกว่า 7,000 เมตรหลายลูก
หุบเขาลึก
ทางผ่านแคบ
ฤดูหนาวรุนแรง
กองทัพที่พยายามเข้ายึดครองต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ เช่น
การขนส่งเสบียง
การเคลื่อนทัพ
การสื่อสาร
แม้แต่ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีทางทหารยังไม่สามารถแก้ปัญหาภูมิประเทศได้ทั้งหมด
พื้นที่สำคัญอีกแห่งคือ
Khyber Pass
ช่องเขานี้เป็นเส้นทางหลักระหว่างเอเชียกลางและเอเชียใต้
ใครก็ตามที่ควบคุมช่องเขานี้ได้ จะสามารถควบคุมการเคลื่อนย้ายกองทัพและการค้าได้
2. จุดตัดของอารยธรรมโลก
ตำแหน่งของ Afghanistan อยู่ตรงกลางระหว่าง
เอเชียกลาง
เอเชียใต้
ตะวันออกกลาง
จีนตะวันตก
ในอดีต ดินแดนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
Silk Road
เส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ของโลกโบราณ
ด้วยเหตุนี้ อัฟกานิสถานจึงกลายเป็นพื้นที่ที่จักรวรรดิต่าง ๆ ต้องการควบคุม
แต่ในขณะเดียวกัน การเป็นจุดตัดของอารยธรรมก็ทำให้พื้นที่นี้เต็มไปด้วย
ชนเผ่าหลากหลาย
ภาษาแตกต่าง
วัฒนธรรมหลายแบบ
ซึ่งทำให้การปกครองเป็นเรื่องยากมาก
3. การต่อต้านของชนเผ่า
สังคมของ Afghanistan ไม่ได้รวมศูนย์แบบรัฐสมัยใหม่
ประชากรจำนวนมากอยู่ภายใต้ระบบ ชนเผ่า
ชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดคือ
Pashtun
ชนเผ่านี้มีระบบกฎหมายดั้งเดิมเรียกว่า
Pashtunwali
กฎเกณฑ์นี้เน้น
เกียรติยศ
การแก้แค้น
การปกป้องดินแดน
ดังนั้น เมื่อมีผู้รุกรานจากภายนอก
ชนเผ่าจะรวมตัวกันต่อต้านทันที
แม้จะไม่มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง
แต่การต่อต้านแบบกองโจรของชนเผ่าทำให้กองทัพขนาดใหญ่ประสบปัญหาอย่างมาก
4. จักรวรรดิโบราณที่เข้ามา
แม้จะยึดครองยาก แต่หลายจักรวรรดิก็พยายามเข้าควบคุมอัฟกานิสถาน
ตัวอย่างสำคัญคือการเดินทัพของ
Alexander the Great
ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช
เขาสามารถพิชิตพื้นที่ได้ แต่ต้องใช้เวลานานในการปราบกบฏ
หลังจากนั้น อาณาจักรต่าง ๆ ก็เข้ามาปกครอง เช่น
Kushan Empire
จักรวรรดิเปอร์เซีย
จักรวรรดิมองโกล
แม้จักรวรรดิเหล่านี้จะครอบครองได้ชั่วคราว
แต่การควบคุมระยะยาวมักล้มเหลว
5. มองโกลและความโหดร้ายของสงคราม
ในศตวรรษที่ 13
กองทัพของ
Genghis Khan
ได้บุกเข้ามาในภูมิภาคนี้
มองโกลใช้วิธีทำลายเมืองจำนวนมาก
แต่แม้จะใช้ความรุนแรงสูง
การควบคุมภูมิประเทศก็ยังคงยาก
หลังจากจักรวรรดิมองโกลล่มสลาย
พื้นที่นี้ก็กลับสู่การปกครองของชนเผ่าอีกครั้ง
6. สงครามอังกฤษ–อัฟกานิสถาน
ในศตวรรษที่ 19
จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานั้นคือ
British Empire
อังกฤษต้องการควบคุมอัฟกานิสถานเพื่อป้องกันการขยายอำนาจของรัสเซีย
จึงเกิดสงครามหลายครั้งที่เรียกว่า
Anglo-Afghan Wars
ผลลัพธ์คือ
อังกฤษสูญเสียทหารจำนวนมาก
เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ
การถอนทัพจากกรุงคาบูลในปี 1842
ทหารอังกฤษกว่า 16,000 คน
รอดชีวิตกลับไปเพียง 1 คน
เหตุการณ์นี้ทำให้โลกเริ่มมองว่า
อัฟกานิสถานเป็นดินแดนที่จักรวรรดิไม่สามารถควบคุมได้
7. สงครามโซเวียต
ในปี 1979
Soviet Union
ได้ส่งกองทัพเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน
เหตุการณ์นี้เรียกว่า
Soviet–Afghan War
โซเวียตมีเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัย
รถถัง
เฮลิคอปเตอร์
เครื่องบินรบ
แต่พวกเขาต้องเผชิญกับกองกำลังกองโจรที่เรียกว่า
Mujahideen
สงครามดำเนินนานเกือบ 10 ปี
สุดท้ายโซเวียตต้องถอนทัพในปี 1989
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า
สงครามนี้มีส่วนทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย
8. สงครามของสหรัฐอเมริกา
หลังเหตุการณ์
September 11 attacks
สหรัฐอเมริกาได้เปิดปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถาน
เป้าหมายคือการล้มล้างรัฐบาลของ
Taliban
สงครามนี้ดำเนินยาวนานถึง 20 ปี
แม้สหรัฐจะมีเทคโนโลยีทางทหารที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
แต่การควบคุมประเทศทั้งประเทศกลับเป็นเรื่องยากมาก
ในปี 2021
สหรัฐถอนทัพออกจากอัฟกานิสถาน
และตาลีบันกลับมาควบคุมประเทศอีกครั้ง
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำฉายา
“สุสานของจักรวรรดิ”
9. สงครามกองโจร: อาวุธของผู้ที่อ่อนแอกว่า
ปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือ
สงครามกองโจร
ในภูมิประเทศแบบภูเขา
กองทัพขนาดใหญ่มีข้อเสีย
เคลื่อนที่ช้า
ใช้เสบียงมาก
ในขณะที่นักรบชนเผ่า
เคลื่อนที่เร็ว
รู้จักภูมิประเทศดี
รูปแบบการโจมตีแบบ Hit and Run
ทำให้กองทัพมหาอำนาจเสียเปรียบอย่างมาก
10. บทเรียนของประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ของ Afghanistan แสดงให้เห็นบทเรียนสำคัญ
จักรวรรดิสามารถชนะสงครามใหญ่ได้
แต่ไม่สามารถควบคุมสังคมชนเผ่าในระยะยาวได้
การปกครองประเทศต้องอาศัย
ความเข้าใจวัฒนธรรม
การเมืองท้องถิ่น
ความร่วมมือของชนเผ่า
ซึ่งมหาอำนาจจากภายนอกมักไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
สรุป
เหตุผลที่ Afghanistan ถูกเรียกว่า
“สุสานของจักรวรรดิ”
เกิดจากการผสมกันของหลายปัจจัย ได้แก่
ภูมิประเทศภูเขาที่ยากต่อการควบคุม
การเป็นจุดตัดของอารยธรรม
สังคมชนเผ่าที่รักอิสรภาพ
ประวัติศาสตร์การต่อต้านผู้รุกราน
สงครามกองโจรที่ได้เปรียบภูมิประเทศ
ตั้งแต่ยุคของ
Alexander the Great
จนถึงมหาอำนาจยุคใหม่
ดินแดนแห่งนี้ได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
แม้จักรวรรดิจะยิ่งใหญ่เพียงใด
แต่การปกครองอัฟกานิสถานนั้น
แทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
โฆษณา