1 ชั่วโมงที่แล้ว • ความคิดเห็น
ปะต้าว่านะครับ!
เหมือนดาบสองคมที่คมที่สุด
ของอารยธรรมมนุษย์พัฒนา
ด้านหนึ่งน่ากลัวจนเกินเหตุผล
แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้โลก “ระวังตัว”มากกว่ายุคที่ยังไม่มี
เสียอีกนะ
หากปะต้าจะมองแง่ที่เห็นด้วย
กับการที่มีอยู่ของหลายคนจะ
มองว่านิวเคลียร์คือ“อาวุธยับยั้ง” มากกว่าอาวุธโจมตีแนวคิดที่
เราเรียกว่าMutually Assured Destruction
คือเหตุผลสำคัญเพราะทุกฝ่าย
รู้ว่าถ้ายิงก่อนโลกก็พังทั้งสอง
ฝ่ายจะไม่มีผู้ชนะจริงดอกความกลัวนั้นจึงกลายเป็นสมดุล
น่าแปลกประหลาดจริงที่ทำให้มหาอำนาจไม่กล้าชนกันตรงๆ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่2
ไม่เคยเห็นสงครามใหญ่ระหว่างมหาอำนาจโดยตรงอีกเลย
หลายคนเถียงว่าอาวุธที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ทำให้สงครามใหญ่“ไม่เกิด”
อีกด้านหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเลย
ก็มองว่านี่คือความเสี่ยงระดับอารยธรรมและคืออาวุธเดียวที่สามารถทำลายบ้านทำลายเมืองในวินาทีเดียวเหมือนที่โลกเคยเห็นBombings of Hiroshima and Nagasaki
เป็นหลักฐานว่ามนุษย์สามารถสร้างเครื่องมือเกินการควบคุมของศีลธรรมได้
การมีอยู่จึงเหมือนการแขวน
ดาบไว้เหนือหัวมนุษยชาติต่อ
ให้ไม่มีใครตั้งใจใช้แต่อุบัติเหตุ ความผิดพลาดของระบบหรือ
ผู้นำที่ตัดสินใจพลาดครั้งเดียว
ก็อาจจบโลกได้
อีกมุมนึงที่ปะต้าคิดนะ!
แนวคิดที่ว่าเก็บไว้เพื่อป้องกัน
ภัยจากอวกาศในทางทฤษฎี
มันมีเหตุผลอยู่บ้างเพราะถ้า
วันหนึ่งมีวัตถุขนาดใหญ่จะ
เข้าพุ่งชนโลก
เทคโนโลยีระเบิดพลังงานสูง
อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือเบี่ยง
วิถีได้แต่นักวิทยาศาสตร์หลาย
คนก็ยังมองว่านิวเคลียร์ไม่ใช่
วิธีที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยีเบี่ยงวงโคจรแบบอื่น
เมื่อมองในระดับโครงสร้างโลก ความจริงที่น่าคิดอีกอย่างคือ อำนาจโลกไม่เคยว่างเปล่า
ถ้ามหาอำนาจเริ่มอ่อนแรงลง
โลกมักจะเกิดผู้เล่นใหม่ขึ้นมา
แทนเสมอ
คือธรรมชาติของภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่จักรวรรดิโบราณจนถึงยุคปัจจุบันอันนี้ปะต้าก่ะคิดเพ้อไป
ดังนั้นอาวุธนิวเคลียร์จึงไม่ใช่
แค่เรื่องอาวุธแต่คือหลักประกันอำนาจของรัฐมหาอำนาจเสีย
มากกว่า
ถ้าใครถือก็มีน้ำหนักบนโต๊ะ
เจรจาระดับโลกเพื่อคุมอำนาจ
คุมผลประโยชน์จากทรัพยากร
ในโลกทุกมิติคิด
คำตอบที่สมดุลที่สุดอาจไม่ใช่
มีหรือไม่มีแต่มีภายใต้เงื่อนไขอะไร?
การควบคุมระหว่างประเทศการลดจำนวนหัวรบการสร้างระบบตรวจสอบและการใช้ให้เป็นเพียง “อาวุธยับยั้งสุดท้าย”ไม่ใช่อาวุธสำหรับชัยชนะ
มนุษย์อาจยังไม่พร้อมจะยอมปล่อยดาบเล่มนี้ทิ้งถ้ามองเชิงปรัชญาลึกๆประเด็นนี้สะท้อนคำถามใหญ่ของมนุษย์เลยว่า
เราพัฒนาเทคโนโลยีเร็วกว่าปัญญาหรือไม่?
คำถามที่สำคัญกว่าที่ว่า
“เราควรมีมันไหม”?
แต่คือมนุษย์ใช้ความฉลาดทาง
ปัญญาชั้นสูงที่จะไม่ใช้ได้หรือเปล่า? ปะต้าคิดว่านะ
กระทู้ดีจังครับ!
โฆษณา