Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เพื่อนลงทุนออนไลน์ by investor
•
ติดตาม
11 มี.ค. เวลา 01:35 • หุ้น & เศรษฐกิจ
โมเดลวัฎจักรการลงทุนที่ทำให้ต้นทุนหุ้นลดลง
นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคยกับวิธีลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการทยอยซื้อสินทรัพย์ในจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน วิธีนี้มีข้อดีคือเรียบง่าย มีวินัย และลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดพลาด
แต่ถ้ามองลึกลงไป วิธีนี้ก็มีข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง คือ เราซื้อทั้งตอนถูกและตอนแพงในปริมาณเท่ากันเสมอ
คำถามที่น่าสนใจคือ
ถ้าเราสามารถ “ซื้อหนักตอนตลาดตก” และ “ขายบางส่วนตอนตลาดฟื้น” เพื่อให้หุ้นที่เหลือมีต้นทุนต่ำลงเรื่อย ๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับพอร์ตลงทุนของเราในระยะยาว?
แนวคิดนี้นำไปสู่โมเดลการลงทุนที่ผมขอเรียกว่า HLPR Singularity
วิธีนี้จะผสมผสานใช้สูตร HLPR ใช้กลยุทธ์ Barbell ร่วมกับใช้สูตรลดต้นทุนหุ้น
จุดเริ่มต้นของแนวคิด HLPR
HLPR มาจากแนวคิดง่าย ๆ คือการดูว่าราคาปัจจุบันอยู่ตรงไหนระหว่าง ราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในอดีต
สูตรพื้นฐานคือ
HLPR = (Price − Low) ÷ (High − Low)
ค่าของ HLPR จะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1
ใกล้ 0 → ราคาถูกเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
ใกล้ 1 → ราคาแพงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
แนวคิดการลงทุนจึงเรียบง่ายมาก
ถ้า HLPR ต่ำ → ซื้อเยอะ
ถ้า HLPR สูง → ซื้อน้อย
ตัวอย่างแบบง่าย เช่น กำหนดค่า X คือจำนวนเงินที่จะซื้อหุ้น
ค่า HLPR 0-20% ซื้อ 5X , 20-40% 3X, 40-60% 1X, 60-80% 0.5X, 80-100% 0.2X
โมเดลแบบนี้สามารถนำไปใช้กับสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ETF (รายละเอียดวิธีคิดย้อนกลับไปดูโพสต์ก่อนหน้า)
สะท้อนภาพของตลาดอย่าง
ปัญหาของการลงทุนแบบ DCA
แม้ DCA จะเป็นวิธีที่ดีสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น
ซื้อหุ้นในปริมาณเท่ากันทั้งตอนถูกและตอนแพง
ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากช่วงวิกฤตของตลาด
ต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตมักไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นในความเป็นจริงมักเคลื่อนไหวเป็น วัฏจักร
ช่วงฟองสบู่
ช่วงปรับฐาน
ช่วงวิกฤต
ช่วงฟื้นตัว
ช่วงเวลาเหล่านี้สร้างโอกาสมหาศาลสำหรับนักลงทุนที่มีเงินสดพร้อมซื้อ
แนวคิด Barbell Strategy
หนึ่งในแนวคิดที่ช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดได้ดี คือ Barbell Strategy ซึ่งได้รับความนิยมจากนักคิดด้านความเสี่ยงอย่าง
แนวคิดคือการแบ่งพอร์ตออกเป็นสองด้าน
ประเภทสินทรัพย์
สัดส่วน
สินทรัพย์ปลอดภัย
40–60%
สินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น)
40–60%
สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินสดหรือพันธบัตร ทำหน้าที่เป็น กระสุนสำรอง สำหรับการลงทุนในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤต
สูตรต้นทุนแท้จริง: หัวใจของระบบ
สิ่งที่ทำให้ HLPR พัฒนาไปอีกขั้น คือแนวคิดเรื่อง ต้นทุนแท้จริงหลังการขาย
แทนที่จะขายหุ้นเพียงเพื่อทำกำไร เราสามารถขายบางส่วนเพื่อให้หุ้นที่เหลือมีต้นทุนใหม่ที่ต่ำลง
สูตรที่ใช้คือ
B = (A − C×X) ÷ (Z − C)
โดยที่
A = เงินลงทุนรวมทั้งหมด
X = จำนวนหุ้นทั้งหมด
Z = ราคาปัจจุบัน
C = ต้นทุนใหม่ที่ต้องการ
B = จำนวนหุ้นที่ต้องขาย
แนวคิดนี้ทำให้การขายหุ้นไม่ใช่แค่การรับกำไร แต่เป็นการ ปรับโครงสร้างต้นทุนของพอร์ต (รายละเอียดวิธีคิดย้อนกลับดูโพสต์ก่อนหน้า)
ตัวอย่างเช่น เมื่อ HLPR>75% กำหนดให้ขายออกบางส่วนโดยใช้สูตรลดต้นทุน ค่า HLPR 75% ลดต้นทุน 10%, 85% ลด 20%, 95% ลด 35%
วงจรของ HLPR Singularity
เมื่อรวมแนวคิดทั้งหมดเข้าด้วยกัน ระบบจะทำงานเป็นวงจร
Crash → ซื้อหนัก
Recovery → ขายบางส่วน
Bull Market → ลดต้นทุน
Bubble → สะสมเงินสด
Crash ใหม่ → ซื้ออีกครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไปหลายรอบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
ต้นทุนหุ้นลดลงเรื่อย ๆ
เงินสดเพิ่มขึ้นจากการขายบางส่วน
มีเงินพร้อมสำหรับวิกฤตครั้งต่อไป
ทำไมจึงเรียกว่า “Singularity”
คำว่า Singularity ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ทางเทคโนโลยี แต่หมายถึงจุดที่พอร์ตลงทุนเริ่ม ขับเคลื่อนตัวเอง
เมื่อระบบทำงานผ่านหลายวัฏจักรของตลาด
หุ้นที่ถืออยู่มีต้นทุนต่ำมาก
กำไรบางส่วนถูกรีไซเคิลกลับเข้าพอร์ต
เงินสดสะสมเพิ่มขึ้น
ผลลัพธ์คือพอร์ตเริ่มมี แรงขับเคลื่อนในตัวเอง drawdown ต่ำกว่า DCA 20-25% ทำให้พอร์ตลดลงไม่แรง กำไรเพิ่ม
ข้อดีของโมเดล HLPR Singularity
ข้อดีหลักของระบบนี้ ได้แก่
ใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด
ซื้อหนักในช่วงที่คนส่วนใหญ่กลัว
ลดต้นทุนหุ้นในระยะยาว
มีเงินสดสำรองสำหรับโอกาสใหม่
ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจ
แม้โมเดลนี้จะมีแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่
ต้องมีวินัยสูง
ต้องมีเงินสำรองในพอร์ต
ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น
ระบบนี้เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่มองตลาดเป็นวัฏจักร
บทสรุป
ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวนและเหตุการณ์ไม่คาดคิด แต่แทนที่จะพยายามทำนายอนาคต เราอาจเลือกสร้าง ระบบการลงทุนที่ใช้ประโยชน์จากความผันผวนเหล่านั้น
HLPR Singularity เป็นแนวคิดหนึ่งที่พยายามทำสิ่งนั้น
มันไม่ได้พยายามทำนายว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่พยายามออกแบบพอร์ตให้สามารถ
ซื้อเมื่อราคาถูก
ขายบางส่วนเมื่อราคาสูง
และลดต้นทุนของการลงทุนลงเรื่อย ๆ
เมื่อเวลาผ่านไปหลายวัฏจักรของตลาด วิกฤตที่เคยเป็นความกลัวของนักลงทุน อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้พอร์ตของเราเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย