วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 9

คำถามที่ 1
พีระ : สมมุติพี่วินทร์มีไอเดียเขียนงานเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นไอเดียที่พี่วินทร์ชอบมากๆ ถึงขั้นหลงรักเลย แต่ยังไม่มีเวลาลงมือเขียน พอเวลาผ่านไปพักหนึ่ง มีนักเขียนคนหนึ่งเขียนงานในลักษณะเดียวกับที่พี่วินทร์คิดไว้ออกมาก่อนด้วยความบังเอิญ พี่วินทร์จะยังเขียนงานนั้นอยู่ไหมครับ? หรือว่าจะทิ้งไปเลย? เพราะถ้าเขียนอยู่อาจถูกมองได้ว่าเป็นการเขียนตามแนวทางงานคนอื่น (ถึงแม้ว่าจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างไม่ให้ซ้ำกันได้บ้างก็ตาม)
แต่ถ้าทิ้งไปไม่เขียนเลย จะรู้สึกน่าเสียดายที่ละทิ้งความตั้งใจเดิมไปโดยยังไม่ได้แม้แต่เริ่มทำไหมครับ?
วินทร์ เลียววาริณ : ผมมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้หลายครั้ง ทั้งสองด้าน
เมื่อนวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ได้รับรางวัลซีไรต์ นักเขียนรุ่นพี่คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงบอกผมว่า คิดเขียนเรื่องแนวเดียวกันเลย แต่เมื่อผมเขียนแล้ว นักเขียนอาวุโสผู้นี้ก็หยุดโครงการนั้น
1
ผมทำงานโดยคิดโครงเรื่องไว้จำนวนมาก จดไอเดียต่างๆ เป็นแฟ้มใหญ่ แล้วค่อยๆ ไล่เขียนไป ตามอารมณ์ในแต่ละช่วง
บางครั้งมีนักเขียนคนอื่นเขียนเรื่องเดียวกับไอเดียที่ผมคิดมาก่อนเป็นสิบปี ผมก็กาไอเดียนั้นทิ้งไป ถือว่าผมลงมือช้าไป
พูดง่ายๆ คือ คิดก่อนไม่สำคัญ สำคัญว่าใครเขียนก่อน
คนเขียนก่อนจะได้รับเครดิต
2
นี่เป็นหลักปฏิบัติของคนในวงการ
ผมยังมีอีกประสบการณ์หนึ่งคือ เขียนหนังสือออกมาแล้วไอเดียตรงกับหนังสือหรือหนังของต่างประเทศ บางเรื่องเหมือนกันแทบเป๊ะ โชคดีที่เขียนก่อน จึงรอดตัวจากข้อกล่าวหาว่าลอก
1
นี่ทำให้ผมมีหลักการหนึ่งคือ หากผมมีไอเดียหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าดีมาก ผมจะลงมือเขียนทันที
1
นี่บอกว่าไอเดียลอยอยู่ในอากาศ เราคิดอะไรได้ คนอื่นก็อาจคิดได้เช่นกัน ถ้าคิดจับจองเป็นเจ้าของไอเดียนั้น ก็ต้องลงมือเขียนเลย อย่ารอ
คำถามที่ 2
ไม่ประสงค์ออกนาม : ในโลกนี้มี ‘คนที่ใช่’ จริงๆ หรือ
1
วินทร์ เลียววาริณ : เวลาเราชอบใครสักคนจนคิดว่าจะใช้ชีวิตกับเขาหรือเธอไปจนวันตาย เราบอกว่า “คนนี้ใช่”
เราชอบใช้วลี ‘คนที่ใช่’ เมื่อใช้หาคู่
ถ้า ‘ไม่ใช่’ ก็ไม่อยากแต่งงาน
อะไรคือ ‘คนที่ใช่’ ?
น่าจะเป็น
- คนที่มีรสนิยมเดียวกับเรา
- คนที่รักเรา
- คนที่มีเสน่ห์ โรแมนติก อารมณ์ขัน
- มีน้ำใจ
- หน้าตาดี
- รสนิยมดี
2
หายากไหม? โดยหลักการก็ไม่ยาก เพราะในโลกที่มีประชกรแปดพันล้านคน น่าจะมีเพศตรงข้ามกับเราราวๆ สี่พันล้านคน
1
ในสี่พันล้านคนนี้ ตัดเด็กและคนชราออกไป ตัดคนที่มีวิถีชีวิตไม่ตรงกันออกไป ก็น่าจะมีนับล้านคนที่เหมาะสมกับเรา ตัดคนที่ไม่รักหมาเหมือนเรา ก็อาจเหลือหลายแสนคน ตัดคนที่ไม่ชอบต้นไม้เหมือนเรา ตัดคนที่แต่งงานแล้ว ฯลฯ ก็อาจเหลือหลายหมื่นคนที่มีนิสัยคล้ายกับเรา รักหมาเหมือนกัน ชอบอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ชอบเดินใต้ฝนปรอยเหมือนกัน
ถ้าเจอกัน ต้องรักกันแน่
แต่ปัญหาคือเราไม่ได้เจอเขาหรือเธอ เพราะจังหวะ โอกาส ภูมิศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ และ cause-effect ของโลกทั้งใบ ทำให้เราอาจจะไม่เจอ ‘คนที่ใช่’
บ่อยครั้งมาตรวัด ‘คนที่ใช่’ ก็ลดลงมาเรื่อยๆ ตามอายุ ยิ่งแก่ตัว ระดับ ‘คนที่ใช่’ ก็ลดลงมาหน่อย จากสิบข้อเหลือห้าข้อ
ในที่สุดเราก็แต่งงานกับคนที่ ‘พอจะใช่’ และอยู่กินจนเกิดความรัก หรือความเคยชิน แล้วตายจากไป
1
นี่ก็คือ cause-effect ของโลกทั้งใบ ที่ทำให้เราไม่ได้เจอ ‘คนที่ใช่ที่สุด’ คนนั้น
1
อาจจะมีสักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่โชคดีได้เจอกัน
นี่ไม่ใช่เรื่องเศร้า ไม่ใช่โศกนาฏกรรม มันเป็นอย่างนั้นเอง จึงป่วยการบ่นว่าคู่ครองของเราไม่ใช่ ‘คนที่ใช่’
เพราะคู่ของเราก็อาจแอบบ่นในใจอย่างนี้เหมือนกัน
2
คำถามที่ 3
Yo : ในบริบทของสังคมที่ขาดหลักนิติธรรม ยึดถือในระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยม ทำให้ผมสงสัยว่าคำสอนที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว….” เป็นคำสอนที่ถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ นำไปใช้สอนเด็กๆ หรือคนทั่วๆ ไปได้หรือไม่ครับ
หรือสมมติว่าในอนาคต เรามีเทคโนโลยีแยกได้ว่ายุงตัวไหนมีโอกาสแพร่เชื้อไข้เลือดออกมากแค่ไหน แล้วเราฆ่ามันเพื่อป้องกันเชื้อโรค แบบนี้เรียกว่า ทำชั่วหรือไม่ครับ
อะไรคือดี อะไรคือชั่ว หรือยึดหลัก cause-effect ตามที่ลุงวินทร์เขียนบ่อยๆ ครับ
วินทร์ เลียววาริณ : สิ่งที่น่าสนใจคือ พระมักเทศน์ให้เรา “ทำดี” และ “อย่าทำชั่ว” แต่แก่นของปรัชญาตะวันออกนั้นไม่มีดี-ชั่ว เพราะทั้งสองอย่างเป็นทวินิยม เป็นสัมพัทธ์ วัดค่าไม่ได้
2
ยกตัวอย่างเช่น ร้อนกับเย็น เรากำหนดด้วยมาตรวัดของเราว่า น้ำเดือดคือร้อน น้ำแข็งคือเย็น
แต่สัตว์ทะเลบางสายพันธุ์อาศัยอยู่ในปล่องน้ำเดือดใต้สมุทรอย่างสบายๆ สำหรับพวกมัน 100 องศาเซลเซียสคือเย็นสบาย
นี่แปลว่าทวินิยมเป็นสัมพัทธ์ ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ ขึ้นกับมุมมอง
ไม่ว่าสูง-ต่ำ ดำ-ขาว ร้อน-เย็น ถูก-ผิด ฯลฯ ล้วนเป็นมายา
ดี-ชั่วก็เหมือนกัน มันกำหนดไม่ได้ว่าแค่ไหนคือดี แค่ไหนคือชั่ว และถ้าคนคนหนึ่งมีส่วนผสมของ ‘ดี’ กับ ‘ชั่ว’ เราจะวัดค่าเขาอย่างไร
1
เมื่อมองอย่างนี้ จะใช้ชีวิตง่ายขึ้น
1
แต่ระวังนะครับ นี่ไม่ได้บอกว่าถ้าโลกไม่มีดี-ชั่ว เราจะสามารถทำเรื่องเลวร้ายได้ คนละประเด็นกัน
เพราะต่อให้เราหลุดพ้นจากกรอบคิดเรื่องดี-ชั่ว เราก็ยังอยู่ในกลไกของ cause-effec
ทุกการกระทำมีผลที่ตามมา (consequence)
และในสังคมมนุษย์ที่มีกฎหมายเป็นกรอบสังคม หากใครคนหนึ่งฆ่าคนตาย consequence ของการฆ่าคนนั้นก็อาจทำให้เขาเข้าคุกหรือถูกประหาร
การเข้าคุกหรือถูกประหารเป็น consequence หรือ effect ที่เกิดมาจาก cause
เราคุม cause-effect ไม่ได้เสมอไป ดังนั้นบางครั้งบางเรื่องก็จะได้ผลลัพธ์ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” แต่บางครั้งบางเรื่อง ก็จะได้ผลลัพธ์ “ทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี”
ปัจจัยในโลกมีมากมายจนทำให้ไม่ทุกครั้งที่ consequence ของการฆ่าคนทำให้ต้องเข้าคุกหรือถูกประหาร บางครั้งมันส่งผลตรงข้าม คือทำให้ชีวิตดีขึ้น
1
เคยดูหนังของ วูดดี อัลเลน เรื่อง Match Point (2005) ไหมครับ? หนังชี้ให้เราเห็นว่า เราคุม cause-effect ของโลกภายนอกไม่ได้เสมอไป บางครั้งมันก็มาแบบที่คาดไม่ถึง และล้มล้างความเชื่อว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” โดยสิ้นเชิง
2
ที่แน่ๆ คือ ทุกการกระทำมีผลที่ตามมา
มันเป็นหลักของจักรวาลเช่นนั้นเอง
โฆษณา