12 มี.ค. เวลา 17:34 • ศิลปะ & ออกแบบ

Arakawa (1936-2010) and Gins (1941-2014)

ด้วยการใช้สถาปัตยกรรมเป็นสื่อกลาง อารากาวะ และ กินส์ สนับสนุนให้ผู้คนประเมินการรับรู้ของตนเองใหม่ ปลดปล่อยประสาทสัมผัส และท้าทายความตาย
ในปี 2010 ชูซากุ อารากาวะและแมเดลิน กินส์ ศิลปินที่ผันตัวมาเป็นสถาปนิก ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Reversible Destiny ขึ้นที่ห้องพักและสตูดิโอของพวกเขาบนถนนฮิวสตันในนิวยอร์ก เพื่อเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่มุ่งเป้าหมายหลักไปที่การสานต่อโครงการแสวงหาความเป็นอมตะ ผ่านงานสถาปัตยกรรมเชิงวิพากษ์ (speculative architecture) และการสืบเสาะทางทฤษฎี
* speculative architecture คือแนวคิดการออกแบบที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างอาคารให้เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่เป็นการใช้ "การออกแบบ" เป็นเครื่องมือในการ ตั้งคำถาม ต่ออนาคต สังคม การเมือง และเทคโนโลยี - ผู้แปล
สถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ภายใต้ชื่อ "โชคชะตาที่ย้อนกลับได้" (reversible destiny) นี้ ถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 ภายใต้คำประกาศที่ท้าทายว่า "เราตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ตาย"
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความตื่นตัวของจิตใจและร่างกาย อาคารของพวกเขาถูกออกแบบมาเพื่อฝึกฝนผู้อยู่อาศัยให้ "ไม่ตาย" ผ่านคุณลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งรวมถึงพื้นที่มีความขรุขระและเป็นลอนคลื่น การปรับเปลี่ยนขนาดพื้นที่อย่างไม่คุ้นเคย และการใช้คู่สีที่สดใส ซึ่งตั้งใจให้ผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญหน้ากับร่างกายและประสาทสัมผัสของตนเอง
วิธีการของ อารากาวะและกินส์ คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่บังคับให้เราต้องจดจ่อ โดยท้าทายประสาทสัมผัสผ่านการกระตุ้นทางสายตาและร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อบีบให้เราต้องประเมินโลกและตัวเองใหม่อีกครั้ง พวกเขาเสนอว่า การทำให้สภาวะทางร่างกายของเราเผชิญกับอุปสรรคหรือความยากลำบาก จะทำให้เราไม่สามารถหยุดนิ่งหรือยอมจำนนต่อความตายได้ ดังที่ กินส์ เคยกล่าวไว้ว่า "เราไม่จำเป็นต้องตั้งรับเฉย ๆ เราสามารถย้อนกลับเส้นทางขาลงตามปกติของสรรพสิ่งได้"
โครงการร่วมกันของอารากาวะและกินส์ ซึ่งพัฒนาผ่านการเป็นคู่หูสร้างสรรค์งานมายาวนานกว่าห้าทศวรรษนั้น ครอบคลุมทั้งสถาปัตยกรรม ภาพยนตร์ จิตรกรรม ปรัชญา บทกวี และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผลงานทั้งหมดของพวกเขาเปรียบเสมือนการเดินทางอันยาวนานในการสำรวจเรื่องการกลายสภาพและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทั้งคู่ศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดอาชีพการทำงาน
หัวใจสำคัญของการทดลองทางศิลปะของพวกเขาคือการตั้งคำถามถึงศักยภาพในการรับรู้และประสบการณ์ของมนุษย์ รวมถึงคำถามที่ว่าความเข้าใจต่อตัวเราในฐานะ "ร่างกายที่ดำรงอยู่ในพื้นที่" นั้น จะถูกสร้างรูปทรงขึ้นใหม่หรือปรับเปลี่ยนวิธีคิดไปมาได้อย่างไรบ้าง
ทั้งคู่ (ทั้งในฐานะคู่ชีวิตและคู่หูเพื่อนร่วมงาน) ต่างเป็นส่วนหนึ่งของแวดวงศิลปะในย่านดาวน์ทาวน์ของนิวยอร์กในช่วงทศวรรษ 1960 อารากาวะ เกิดที่เมืองนาโงยะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1936
เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปะมูซาชิโนะ (Musashino Art University) ในโตเกียว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาได้เข้าร่วมกลุ่ม Neo-Dadaist Organizers กลุ่มศิลปินหัวก้าวหน้าที่หยิบยืมวัสดุจากชีวิตประจำวันมาใช้ เพื่อนำเสนอแง่คิดเชิงไหวพริบและอารมณ์ขันแบบหน้าตาย พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแสดงแบบมีส่วนร่วมที่ทำให้ผู้ชมตระหนักรู้ถึง "การมอง" ของตนเอง
ส่วนกินส์เกิดที่นิวยอร์กในปี 1941 หลังจากสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยบาร์นาร์ด (Barnard College) ในปี 1962 ด้านฟิสิกส์และปรัชญาตะวันออก เธอได้หันมาสนใจการเขียนกวีนิพนธ์และนิยายเชิงทดลอง อารากาวะย้ายมาอยู่นิวยอร์กในฤดูใบไม้ร่วงปี 1961 และกลายเป็นเพื่อนสนิทกับมาร์แซล ดูช็อง อย่างรวดเร็ว รวมถึงบุคคลสำคัญคนอื่นๆ อย่างจอห์น เคจ และเขาได้เริ่มจัดแสดงผลงานที่ Dwan Gallery ในลอสแอนเจลิสในปี 1965
เขาได้พบกับกินส์ ในปี 1962 ขณะเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะพิพิธภัณฑ์บรูคลิน (BMAS) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อชีวิตทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองในสหรัฐอเมริกา
เมื่อผนวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า อารากาวะเกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ไม่นาน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความพยายามร่วมกันของทั้งคู่ในการสร้างโลกในเวอร์ชันที่เปี่ยมด้วยความหวังมากขึ้น เป็นโลกที่เชื่อมโยงบทสนทนาของ Conceptual Art เข้ากับวาทศิลป์แบบดาดา (Dadaism) และการสืบเสาะทางปรัชญาในเรื่องปรากฏการณ์วิทยา ภาษาศาสตร์ และการรับรู้
ผ่านการทำงานแยกกันในระยะแรก โดยที่อารากาวะเป็น conceptual artist ที่ผันตัวมาเป็นจิตรกร และกินส์ เป็นนักเขียนเชิงทดลอง ทั้งคู่ต่างสำรวจเรื่องการสร้างความหมายผ่านการใช้ถ้อยคำและสัญลักษณ์ เพื่อพยายามขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของศิลปะและภาษา
ภาพวาดในยุคแรกของอารากาวะ ท้าทายขีดความสามารถในการรับรู้ของมนุษย์ และหลายชิ้นมีการอ้างอิงถึงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่นการใช้ภาพในลักษณะผังงานที่ดูคล้ายกับพิมพ์เขียวและแผนภูมิ รวมถึงรูปหน้าต่างที่ปรากฏในผลงาน Alphabet Skin (1965-66) ของเขา
ส่วนในหนังสือ บทกวี และบทประพันธ์ของกินส์ ซึ่งรวมถึงผลงานตีพิมพ์สองเล่มแรกอย่าง WORD RAIN (หรือ a Discursive Introduction to the Intimate Philosophical Investigations of G,R,E,T,A, G,A,R,B,O, It Says) จากปี 1969 และ What the President Will Say and Do!! ในปี 1984 เธอได้ใช้ลีลาทางภาษาและการจัดวางตัวอักษรอย่างขี้เล่น เพื่อสำรวจประเด็นทางปรัชญาภายในพื้นที่ที่ถูกกระตุ้นขึ้นระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน
ความใส่ใจในการกระตุ้นประสาทสัมผัสและการรับรู้นั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในโครงการความร่วมมืออย่างเต็มตัวชิ้นแรกของพวกเขาซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1963 ผลงานชื่อ The Mechanism of Meaning คือชุดภาพต่อแบบสื่อผสมขนาดเท่าตัวมนุษย์จำนวน 83 แผง ซึ่งนำเสนอชุดแบบฝึกหัดทางสายตา ภาษา และความคิด โดยหลายชิ้นจำเป็นต้องมีการปฏิสัมพันธ์ทางร่างกายเพื่อทดสอบวิธีที่ผู้คนรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวโดยอัตโนมัติ
ผลงาน The Mechanism of Meaning ตั้งใจให้เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนกลไกการรับรู้ของเรา และเป็นงานที่มาก่อนกาลสำหรับผลงานในยุคต่อมาของอารากาวะและกินส์ ที่เริ่มมีความเป็นพื้นที่มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากหน้ากระดาษไปสู่สามมิติ และก้าวเข้าสู่ขอบเขตของสถาปัตยกรรมในที่สุด
ในปี 1969 อารากาวะและกินส์ ได้เข้าร่วมในโครงการศิลปะและวรรณกรรมแบบกองโจรที่ชื่อ Street Works IV โดยสร้างสรรค์งานศิลปะบนทางเท้าของแมนแฮตตัน ซึ่ง อารากาวะ ได้วางแผนที่จะ "ย้ายตึกเอ็มไพร์สเตตมาวางไว้หน้าสมาคมสถาปนิก (Architectural League)"
ผลงานของพวกเขาละทิ้งแนวคิดดั้งเดิมเรื่องความสะดวกสบาย โดยมุ่งหวังที่จะให้ร่างกายต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทั้งทางกายภาพและจิตใจ เพื่อพยายามเพิ่มพูนวิธีการที่ร่างกายมีปฏิสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรม
การพิจารณาพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมขนาดเท่าของจริงครั้งแรกของพวกเขาเกิดขึ้นในปี 1983 กับผลงานชื่อ Container for Mind-Blank-Body ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ได้ถูกสร้างจริง โดยเสนอแผนงานสำหรับเกาะ Madonna del Monte ในเมืองเวนิส
โครงการนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในรูปแบบของภาพวาดเชิงสำรวจที่แสนพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นลำดับของ "หน่วยประสาทสัมผัส" (sensorial units) ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานต้องเดินผ่าน โดยมีลักษณะเด่นคือภูมิประเทศที่เป็นลอนคลื่น กำแพงที่ออกแบบมาให้เดินทะลุผ่าน และช่องทางเดินที่คล้ายกับคูสนามเพลาะเพื่อให้ร่างกายได้เผชิญหน้ากับขีดจำกัดของตนเอง
องค์ประกอบหลายอย่างที่ว่ามานี้ สามารถพบเห็นได้ที่ สวนโยโร (Yoro Park) ในจังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น พื้นที่ทดลองของคนเมืองขนาด 18,000 ตารางเมตรที่สร้างขึ้นในปี 1995 แห่งนี้ คือพื้นที่สาธารณะรูปวงรีซึ่งเป็นที่รู้จักจากภูมิประเทศที่เอียงกะเท่เร่และ conceptual sculptures
ในอาคารที่ชื่อ Critical Resemblance House ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างของสวน เขาวงกตของกำแพงได้ตัดแบ่งข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อ่างอาบน้ำ เก้าอี้ หรือโถส้วม เพื่อตั้งคำถามว่าเราให้คำนิยามต่อวัตถุและหน้าที่ของมันอย่างไร
ศักยภาพในการกำหนดความหมายและประสบการณ์ใหม่ยังเป็นหัวใจสำคัญของผลงาน Ubiquitous Site * Nagi’s Ryoanji * Architectural Body ซึ่งเป็นหนึ่งในสามงานจัดแสดงถาวรขนาดใหญ่ที่ Nagi Museum of Contemporary Art ในจังหวัดโอกายามะ ผลงานของอาราตะ อิโซซากิ (Arata Isozaki)
งานจัดแสดงรูปทรงแคปซูลนี้สร้างเสร็จในปี 1994 และเป็นงานสถาปัตยกรรมถาวรชิ้นแรกของอารากาวะและกินส์ ภายในมีสวนเรียวอันจิ (Ryoanji Garden) แห่งเกียวโตจำลองสองชุดติดตั้งไว้บนผนังในลักษณะสะท้อนเงากันและกัน ในขณะที่มีไม้กระดกปรากฏอยู่ทั้งบนพื้นและเพดานด้วยขนาดที่ต่างกัน เพื่อล้อเล่นกับการรับรู้และทำให้เรารู้สึกสับสนในทิศทาง
สำหรับโครงการที่พักอาศัยสองแห่ง ได้แก่ Reversible Destiny Lofts, Mitaka ในโตเกียว (ปี 2005) และ Bioscleave House (Lifespan Extending Villa) ในอีสต์แฮมป์ตัน นิวยอร์ก (สามปีให้หลัง) ทั้งคู่มีการใช้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีสัน โดยห้องพักในโครงการที่มิตากะใช้สีทาอาคารรวม 14 สี ส่วนโครงการ Bioscleave ใช้ถึง 52 สี ด้วยพื้นผิวที่ขรุขระและเป็นปุ่มป่ำเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส โครงการทั้งสองนี้เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้ "ค้นพบศักยภาพสูงสุดของร่างกาย"
แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นงานสถาปัตยกรรมขนาดเท่าของจริงเพียงไม่กี่ชิ้นที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ในช่วงชีวิตของพวกเขา แต่มันก็ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการที่อารากาวะและกินส์ สำรวจมาตลอดชีวิตการทำงาน และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันสูงสุดที่พวกเขามีต่อสถาปัตยกรรม
เช่นเดียวกับการสืบเสาะอิสระในช่วงเริ่มต้นของทั้งคู่ จิตวิญญาณทางสถาปัตยกรรมที่แหวกแนวนี้พยายามที่จะรื้อถอนความเคยชินทางร่างกายและจิตใจอย่างเป็นระบบ เพื่อสั่นคลอนพฤติกรรมอัตโนมัติและความพึงพอใจในบรรทัดฐานปกติที่พวกเขามองว่าเป็นความประมาท
พวกเขามองว่าโครงการสถาปัตยกรรมของตนคือกลยุทธ์เพื่อยกระดับความตระหนักรู้และเป็นนวัตกรรมการทดลองเพื่อยืดอายุขัย โดยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่พบเห็นได้ทั่วไปจะถูกปฏิเสธอย่างตั้งใจ และถูกแทนที่ด้วย "กระบวนการ" สำหรับวิธีคิดและวิธีเคลื่อนไหวในพื้นที่แบบใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่คิดค้นขึ้นเพื่อฝึกฝนร่างกายใหม่ หรือแม้กระทั่ง "บังคับ" ร่างกาย พื้นที่ เวลา และตัวตน จึงถูกมองว่าเป็นลำดับของประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง มากกว่าจะเป็นประสบการณ์ที่หยุดนิ่งหรือมีข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียว
เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจและร่างกายผ่านพื้นที่ พวกเขาได้ขยายขอบเขตไปยังบทสนทนาที่หลากหลาย โดยก้าวข้ามผ่านทั้ง conceptual art กวีนิพนธ์เชิงทดลอง การสืบเสาะทางปรัชญา ภาษาศาสตร์ การรับรู้ ความพิการศึกษา (disability studies) การวิจัยทางการแพทย์ และปรากฏการณ์วิทยา โดยนำความสนใจที่หลากหลายเหล่านี้มาหลอมรวมไว้ในโครงการสถาปัตยกรรมของพวกเขา
ครั้งหนึ่งกินส์เคยเรียกการแสดงออกทางสถาปัตยกรรมในผลงานของพวกเขาว่าเป็น "ห้องปฏิบัติการเชิงปฏิสัมพันธ์สำหรับชีวิตประจำวัน"
แนวทางที่พวกเขามีต่อสถาปัตยกรรม รวมถึงในทุกแขนงที่พวกเขาศึกษา อาจทำความเข้าใจได้ดีที่สุดในฐานะการ "ตั้งคำถาม" มากกว่าการเสนอ "คำตอบ" ที่ตายตัว เช่นเดียวกับการที่ดูช็อง ทำให้จิตรกรรมกลับมา "รับใช้จิตใจ" อารากาวะและกินส์ ก็ทำให้สถาปัตยกรรมกลับมารับใช้ "ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงได้" หัวใจสำคัญของอุดมการณ์นี้คือแนวคิดที่ว่า สถาปัตยกรรมสามารถช่วยในการจัดระเบียบตัวตนขึ้นมาใหม่
ในสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นบทความวิชาการทางสถาปัตยกรรมของศิลปินคู่นี้ รูปลักษณ์ของมนุษย์นั้นไม่อาจแยกออกจากสถานที่ได้ เนื่องจากร่างกาย บุคคล และโลกล้วนถักทอเข้าด้วยกัน ทั้ง อารากาวะและกินส์ ต่างได้รับแรงบันดาลใจจาก เฮเลน เคลเลอร์ (Helen Keller) นักเขียนผู้พิการทางสายตาและหูหนวกชาวอเมริกัน
หนังสือชีวประวัติที่ทลายกรอบประเภทงานเขียนและรวบรวมตัวละครหลากหลายไว้ด้วยกันอย่าง Helen Keller or Arakawa (1994) ของกินส์ได้หลอมรวมชีวิตของบุคคลในประวัติศาสตร์ (เคลเลอร์) ชีวิตของศิลปิน (อารากาวะ) และชีวิตของตัวผู้เขียนเอง (กินส์) เข้าด้วยกัน เพื่อทำลายเส้นแบ่งของเวลา สถานที่ และอัตลักษณ์ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็น "ร่างกายที่สมบูรณ์"
ในความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของการรับรู้อย่างสุดขั้ว พวกเขาได้บัญญัติชุดคำศัพท์ของตนเองขึ้นเพื่ออธิบายเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงคำว่า "ร่างกายเชิงสถาปัตยกรรม" (architectural body) ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือคำประกาศชื่อเดียวกันในปี 2002
ในหนังสือเล่มนี้ พวกเขาได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างร่างกายและสถาปัตยกรรม และวิธีที่สถาปัตยกรรมช่วยให้ความหมายถูกสร้างและนิยามขึ้น ผ่านกระบวนการ "สร้างตัวตนขึ้นใหม่" (self-invention)
โครงการเชิงวิพากษ์ ในยุคต่อมาของพวกเขาถูกวาดฝันไว้ในระดับสเกลเมือง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาอาคารชุดที่พักอาศัย เคหะชุมชน และผังเมืองทั้งเมือง ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบันในรูปแบบของภาพร่างศึกษาวางผัง แบบจำลอง และภาพจำลองด้วยระบบดิจิทัล
อารากาวะและกินส์ ได้นำองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกับผลงานในอดีตมาใช้กับโครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศที่วกวนเหมือนเขาวงกต สถาปัตยกรรมที่มีสีสันสดใสและเน้นรูปทรงเรขาคณิตสามมิติ (ลูกบาศก์ ทรงกลม พีระมิด) รวมถึงการทดลองอย่างต่อเนื่องกับฟังก์ชันการใช้งานและพื้นที่
เกี่ยวกับโครงการ Isle of Reversible Destiny ในฟุกุโอกะเมื่อปี 2003 ซึ่งไม่ได้ถูกสร้างจริงนั้น กินส์ ได้เขียนไว้ว่า "ภูมิประเทศที่ถูกวิศวกรรมขึ้นมาให้ดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ภูมิประเทศที่มีการปรับโครงสร้างใหม่ให้ชัดเจนในทุกสัดส่วนเช่นนี้ จะช่วยให้ร่างกายและเมืองทำงานสอดประสานกันได้ ทั้งในแง่ของความรู้สึกจากการเคลื่อนไหว (kinaesthetically) การรับรู้อากัปกิริยาของอวัยวะ (proprioceptively) และการสัมผัส (tactilely) พอๆ กับการมองเห็น"
แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะไม่เคยถูกสร้างขึ้นจริง แต่การตั้งคำถามของพวกเขาที่ว่า "อะไรคือสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นร่างกาย" ผ่านแนวทางการสร้างงานออกแบบเพื่อ "รื้อสร้างประสบการณ์ใหม่" ก็ทำให้ผลงานของพวกเขามีความใกล้เคียงกับสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การวิจัยเรื่องชีวิตประดิษฐ์ (artificial life research)
นับตั้งแต่การเสียชีวิตของพวกเขา (อารากาวะ ในปี 2010 และกินส์ ในปี 2014) หลายคนได้ร่วมตีความผลงานของพวกเขาไปในทิศทางที่หลากหลาย บางคนเสนอว่ามันคือการยั่วยุเชิงเปรียบเทียบ บางคนเชื่อว่าควรทำความเข้าใจตามความหมายตรงตัว ขณะที่คนอื่นๆ มองว่าผลงานเหล่านี้คือเรื่องของ "กระบวนการเรียนรู้" มากกว่าจะเป็นการโต้เถียงว่าสถาปัตยกรรมสามารถย้อนกลับความตายได้จริงหรือไม่
สำหรับอารากาวะและกินส์ วิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจโลก (และทำความเข้าใจตัวเอง) คือการพลิกด้านสิ่งที่โลกเป็นอยู่ และเหนือสิ่งอื่นใด ความพยายามที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและการทดลองเช่นนี้เองที่ยังคงเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
ที่มา: Architectural Review
Arakawa (1936-2010) and Gins (1941-2014)
25 March 2021 By Tiffany Lambert
โฆษณา