วันนี้ เวลา 01:08 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

นักดาราศาสตร์จับภาพแรกการกำเนิด "แมกนีตาร์" ไขปริศนาซูเปอร์โนวาสว่างสุดในจักรวาล

ทีมนักดาราศาสตร์ประสบความสำเร็จในการสังเกตการณ์การกำเนิดของ "แมกนีตาร์" (Magnetar) หรือดาวนิวตรอนที่มีสนามแม่เหล็กมหาศาลเป็นครั้งแรก การค้นพบนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีที่ว่าดาวดวงนี้คือแหล่งพลังงานเบื้องหลัง "ซูเปอร์โนวา" (Supernova) หรือการระเบิดของดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบางดวงในเอกภพ โดยงานวิจัยชิ้นสำคัญนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
ที่ผ่านมา ซูเปอร์โนวาที่มีความสว่างยิ่งยวด (Superluminous supernova) ถือเป็นปริศนาแห่งวงการดาราศาสตร์ เพราะมันสว่างกว่าการระเบิดทั่วไปถึง 10 เท่าและมีแสงสว่างคงอยู่ยาวนานผิดปกติ จนกระทั่งมีการเสนอทฤษฎีว่า เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัยและยุบตัวลงเป็นดาวนิวตรอนที่หมุนเร็วและมีสนามแม่เหล็กแรงจัด หรือที่เรียกว่าแมกนีตาร์ การหมุนอย่างบ้าคลั่งนี้จะเร่งอนุภาคให้พุ่งชนเศษซากการระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดแสงสว่างมหาศาลที่ส่องประกายยาวนาน
หลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยยืนยันแนวคิดนี้มาจากข้อมูลของซูเปอร์โนวา SN 2024afav ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,000 ล้านปีแสง นักวิจัยพบว่าหลังจากความสว่างพุ่งสูงสุด กราฟแสงของมันไม่ได้ค่อย ๆ จางลงตามปกติ แต่กลับมีความสว่างแกว่งตัวและกระพริบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายกับความถี่ของเสียงนกร้อง
ปรากฏการณ์แสงกระพริบนี้สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ด้วย "ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป" ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวคือ เมื่อสสารจากการระเบิดตกลงมาสร้าง "จานพอกพูนมวล" (Accretion disk) ล้อมรอบแมกนีตาร์ มวลมหาศาลที่กำลังหมุนจะทำการลาก "ปริภูมิ-เวลา" (Space-time) รอบ ๆ ไปด้วย ส่งผลให้จานสสารเกิดการส่าย การส่ายนี้ทำหน้าที่เหมือนประภาคารอวกาศที่บดบังและสะท้อนแสงสลับไปมา และยิ่งจานสสารหดเล็กลงเข้าหาศูนย์กลางดาว มันก็ยิ่งส่ายเร็วขึ้นจนเกิดเป็นแสงกระพริบถี่ดังที่นักดาราศาสตร์สังเกตพบ
การค้นพบนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมาใช้อธิบายกลไกการเกิดซูเปอร์โนวาได้อย่างชัดเจน ในอนาคตเมื่อหอดูดาวเวรา ซี. รูบิน (Vera C. Rubin Observatory) เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ นักดาราศาสตร์คาดว่าจะค้นพบซูเปอร์โนวาที่มีลักษณะกระพริบแสงเช่นนี้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยไขความลับแห่งเอกภพที่เรายังไม่เข้าใจได้อีกมากมาย
โฆษณา