Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Judgment Files
•
ติดตาม
39 นาทีที่แล้ว • ข่าว
📂 บัตรที่ไม่ได้รูด หนี้ที่ไม่ได้ก่อ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568)
ตอนที่ 10 (ตอนจบ) : คำพิพากษาที่เปลี่ยนสมดุล
👥 ตัวละครสำคัญในเรื่อง (นามสมมติทั้งหมดเพื่อความชัดเจนในการอ่าน)
👱🏻♂️ ภาสกร วิชญเมธา - นักธุรกิจวัย 45 ปี เจ้าของกิจการนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในกรุงเทพฯ เป็นคนสุขุม รอบคอบ และมีนิสัยตรวจสอบเอกสารทางการเงินอย่างละเอียด เขาใช้บัตรเครดิตในการทำธุรกิจมานานกว่า 20 ปี และไม่เคยมีประวัติค้างชำระหนี้กับธนาคารมาก่อน เหตุการณ์ในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อมีรายการใช้จ่ายจำนวนมากในบัตรเครดิตของเขา ทั้งที่เขาไม่ได้ใช้บัตรในวันดังกล่าว ทำให้เขาต้องต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน
🏦 ธนาคารศิรภัทรพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) - ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทั่วประเทศ และเป็นผู้ออกบัตรเครดิตให้แก่ "ภาสกร" ธนาคารยืนยันว่าระบบบัตรเครดิตของตนเป็นบัตรชิป EMV ซึ่งมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และเป็นฝ่ายฟ้องเรียกเก็บหนี้จากภาสกรตามรายการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
👩💼 รัชดา ปัญญาโชติ - เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมและติดตามสินเชื่อบัตรเครดิตของธนาคาร ผู้มีหน้าที่ติดตามยอดหนี้และประสานงานกับลูกค้า เธอเป็นหนึ่งในพยานที่ธนาคารนำมาเบิกความในศาล
👨💼 กฤตเมธ วีระเดช - เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตของธนาคาร ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต และให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของบัตรเครดิต
👨⚖️ อธิคม ศรศิริ - ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภค ผู้ทำหน้าที่ว่าความให้ "ภาสกร" และเป็นผู้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์และหน้าที่ของธนาคารในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
⚖️ ช่วงเวลาสำคัญของการตัดสินคดี
หลังจากการพิจารณาพยานหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างละเอียด ศาลฎีกาได้เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของคดี นั่นคือการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าฝ่ายใดควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อยอดเงินจากการใช้บัตรเครดิตที่เป็นข้อพิพาทกันในคดีนี้
แม้ในใบแจ้งยอดบัตรเครดิตเดิมจะปรากฏรายการใช้จ่ายรวม 7 รายการ ในวันเกิดเหตุ แต่เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาล ประเด็นที่ยังคงมีข้อโต้แย้งและต้องวินิจฉัยกันจริงๆ เหลือเพียง 4 รายการ เท่านั้น ส่วนรายการอื่นไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทในชั้นฎีกาอีกต่อไป
ดังนั้น ศาลฎีกาจึงต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อพิจารณาว่า รายการใช้บัตรเครดิตทั้ง 4 รายการที่ยังเป็นข้อพิพาทนั้น เกิดจากการใช้บัตรของ "ภาสกร วิชญเมธา" จริงหรือไม่ และเขาควรต้องรับผิดชำระเงินตามที่ธนาคารฟ้องเรียกหรือไม่
💳 ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของบัตรเครดิต
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ธนาคารได้อ้างว่าบัตรเครดิตประเภทชิป EMV มีระบบเข้ารหัสข้อมูลที่ปลอดภัยและยากต่อการปลอมแปลง แต่หลักฐานที่ธนาคารนำมาแสดงกลับเป็นเพียงคำเบิกความของพนักงานธนาคารเท่านั้น โดยไม่มีเอกสารทางวิชาการหรือคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาสนับสนุน
ศาลจึงเห็นว่าหลักฐานดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าบัตรเครดิตของธนาคารมีความปลอดภัยจนไม่สามารถถูกคัดลอกข้อมูลหรือปลอมแปลงได้
🔍 ประเด็นเรื่องตัวบุคคลผู้ใช้บัตร
นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตในวันเกิดเหตุ ซึ่งพบว่า ลายมือชื่อในสลิปการชำระเงินมีลักษณะแตกต่างจากลายเซ็นของ "ภาสกร" อย่างชัดเจน และธนาคารไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านค้า หรือข้อมูลอื่นๆ ที่อาจช่วยระบุตัวบุคคลผู้ใช้บัตรเครดิตได้
🧠 ประเด็นเรื่องความประมาทของผู้ถือบัตร
ศาลยังพิจารณาด้วยว่า ไม่มีหลักฐานใดแสดงให้เห็นว่า "ภาสกร" ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้บุคคลอื่นสามารถนำข้อมูลบัตรเครดิตของเขาไปใช้ได้โดยมิชอบ ดังนั้นจึงไม่อาจสรุปได้ว่าการเกิดธุรกรรมดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของผู้ถือบัตร
⚖️ หลักการเรื่องภาระการพิสูจน์
ศาลฎีกายังวินิจฉัยโดยอาศัยหลักการตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ซึ่งกำหนดว่า...
หากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้บริการหรือระบบเทคโนโลยีอยู่ในความรู้เฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบธุรกิจย่อมมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้นต่อศาล
เมื่อธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ความปลอดภัยของระบบและไม่สามารถพิสูจน์ตัวผู้ใช้บัตรเครดิตได้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังว่า "ภาสกร" เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตตามรายการพิพาท
📊 ผลของการพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดร่วมกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่า
ธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบัตรเครดิตของตนมีความปลอดภัยจนไม่สามารถถูกคัดลอกข้อมูลได้
ธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า "ภาสกร" เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าตามรายการพิพาท
และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า "ภาสกร" มีความจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้เกิดการใช้บัตรโดยมิชอบ
ดังนั้น "ภาสกร" จึง ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้บัตรเครดิตตามฟ้อง
📜 รายละเอียดคำพิพากษาของศาลฎีกา
คดีนี้เป็น คดีแพ่งเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเดิมธนาคารได้ฟ้องเรียกเงินจาก "ภาสกร" เป็นจำนวน 239,806.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 201,615.41 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาให้ "ภาสกร" ชำระเงิน 57,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ต่อมา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคแก้คำพิพากษา ให้ "ภาสกร" ชำระเงิน 100,807.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
แต่เมื่อคดีมาถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงสำคัญได้ จึงมีคำพิพากษา กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง "โจทก์" ทั้งจำนวน
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังมีคำสั่งให้
- คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,147 บาท แก่ธนาคาร
- คืนค่าส่งคำคู่ความแก่ "ภาสกร" ในชั้นอุทธรณ์ 500 บาท และในชั้นฎีกา 500 บาท
- ค่าฤชาธรรมเนียมทั้ง 3 ศาลนอกจากที่สั่งคืน ให้เป็นพับ
🌱 บทเรียนจากคดีนี้
คำพิพากษาคดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายผู้บริโภคว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับบริการทางการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้และเทคโนโลยีมากกว่าควรเป็นฝ่ายรับภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องพิสูจน์สิ่งที่ตนเองไม่มีความสามารถหรือข้อมูลเพียงพอจะพิสูจน์ได้
📖 จุดจบของคดี และความหมายที่กว้างกว่านั้น
สำหรับ "ภาสกร" คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าผู้บริโภคธรรมดาก็สามารถใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ และคำพิพากษานี้เองได้กลายเป็นหลักสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจในยุคของเทคโนโลยีการเงิน
✨ จบบริบูรณ์ - ซีรีส์ “บัตรที่ไม่ได้รูด หนี้ที่ไม่ได้ก่อ”
คดีเล็กๆ ของผู้ถือบัตรคนหนึ่ง ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของกฎหมายผู้บริโภคในโลกธุรกรรมดิจิทัล
การลงทุน
ธุรกิจ
ข่าวรอบโลก
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
📂 บัตรที่ไม่ได้รูด หนี้ที่ไม่ได้ก่อ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568)
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย