14 มี.ค. เวลา 13:28 • หนังสือ

Ghost Me Free Wifi หลอกได้แต่จ่ายด้วย

ถ้าจะพูดถึงหนังสือที่กระแสมาแรงสุดๆในช่วงงานหนังสือเมื่อปลายปีที่แล้ว Ghost Me Free Wifi #หลอกได้แต่จ่ายด้วย จาก Shine Publishing ต้องมีชื่อติดอยู่ในลิสต์กับเขาด้วยอย่างแน่นอน จำได้ว่าช่วงนั้นเลื่อนฟีดทีไรก็ต้องเจอหน้าปกสีเหลืองกับตัวอักษรสีชมพูนีออนแสบตาเล่มนี้ทุกที พอได้มาลองอ่านเองก็รู้สึกว่า เออ สนุกจริง 555555
"กิต" เป็นหนุ่ม(?)ลำปางที่ต้องจากบ้านมาอยู่เมืองหลวงตั้งแต่อายุน้อย ความยากจนในบ้านเกิดก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แต่แย่กว่านั้นคือการที่เขาถูก "เจ้าอุษา" ผีเจ้าแห่งนครลำปาง ผู้เป็นใหญ่เหนือบรรดาผีทั้งปวง จองตัวเอาไว้ให้เป็น "ม้าขี่" ตั้งแต่กิตยังเป็นทารกวัยเตาะแตะ ดังนั้นเมื่อเขาอายุถึงเกณฑ์ กิตจึงถูกที่บ้านบังคับให้รับขัน เพื่อหนีจากภาระหน้าที่นั้น กิตจึงตัดขาดกับที่บ้านแล้วมุ่งหน้าสู่กรุงเทพ
หลังจากต่อสู้ดิ้นรนมาหลายปี ในที่สุดกิตก็ได้บรรจุเป็นข้าราชการประจำย่านราชเทวี ดินแดนที่ค่าครองชีพแพงหูฉี่จนเงินเดือนเขาไม่น่าจะพอใช้ แต่หากเขาไม่ยอมจ่ายค่าที่พักใกล้ที่ทำงาน ชีวิตของเขาก็คงต้องดับดิ้นเพราะการเดินทางอันแสนน่าเบื่อเป็นแน่ และในระหว่างตระเวนหาห้องเช่าที่เขาพอจะจ่ายไหว กิตก็จับพลัดจับผลูได้เจอเข้ากับคอนโดหรูทำเลดี แต่ค่าเช่ารายเดือนแค่ครึ่งหมื่น พร้อมโปรโมชั่นอยู่ครบ 7 วัน อยู่ฟรี 1 ปี
โปรโมชั่นแบบนี้มองจากดาวอังคารยังรู้ว่าห้องนี้แถมกุ๊กกู๋แน่นอน ทว่าลูกหลานตระกูลคนทรงเจ้าชื่อดังของภาคเหนืออย่างเขามีหรือจะกลัว หลังจากงัดความสามารถสมัยเด็กอย่างการเตะปากผีออกมาใช้แล้ว กิตจึงได้ทำข้อตกลงกับผีประจำห้องว่าจะอยู่ร่วมกันแบบนี้ก็ได้ แต่ต้องช่วยกันหาเงินมาจ่ายค่าห้องด้วย และนี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความชุลมุนของคนและผี ท่ามกลางโลกทุนนิยมที่หมุนเร็วจนยากจะตามได้ทันใบนี้
เอาจริงๆนะ อ่านตอนแรกก็เริ่มคิดว่าเลิกอ่านดีไหมวะ น่ากลัวเกิ้นนน 55555 คือส่วนตัวเป็นคนกลัวผีขึ้นสมองอยู่แล้ว ก็เลยจะพยายามหลีกเลี่ยงอะไรที่จะกระตุ้นให้ตัวเองกลัวจนนอนไม่ได้ แต่ช่วงแรกของเล่มนี้ก็คือหลอนเกิน ทั้งผีประจำห้องที่เฮี้ยนสุดๆ ทั้งผีเจ้าที่อิทธิฤทธิ์เยอะมาก ไม่นับเรื่องที่ตัวเอกของเราเห็นผีเร่ร่อนไปทั่วอีก อยากจะบ้าตาย
แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เฮ้ย ความสนุกมันเริ่มมาว่ะ มันมีความตลกแทรก พวกผีที่ดูน่ากลัวตอนแรกก็เริ่มดูเป็นผู้เป็นคน(?)ขึ้น แล้วระหว่างอ่านเราก็เริ่มเกิดภาพขึ้นมาว่า เชี่ยย แก่นของหนังสือเล่มนี้มันไม่ได้เล่าเรื่องผี แต่มันกำลังสะท้อนภาพของชีวิตที่ต้องคอยแก่งแย่งแข่งขันในเมืองหลวง ด้วยการเอาเรื่องราวของ "ผี" มาเสียดสีชีวิตของ "คน" ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าเขียนออกมาได้เจ็บแสบมากๆ
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้เราเชื่อในเรื่องที่ว่า หนังสือทุกเล่มมีจังหวะเวลาที่เหมาะสมของมันเอง เพราะการได้อ่านเล่มนี้ในช่วงที่ต้องบินขึ้นลงกรุงเทพบ่อยๆ มันยิ่งทำให้เนื้อหาของหนังสือกระแทกใจเรามากยิ่งขึ้น
มีคนเคยร้องไห้ในเมืองนี้กี่คน ฝนถึงเทกระหน่ำลงมาเป็นน้ำตารอการระบายท่วมทั้งเมืองขนาดนี้
ด้วยความที่กิตมองเห็นผีได้ ทุกที่ที่กิตเดินผ่าน เขาจะต้องเห็นดวงวิญญาณทั้งหลายที่ยังคงติดค้างอยู่ในเมืองแห่งนี้ ทั้งหญิงสาวที่ถูกรถชนตอนข้ามทางม้าลาย ตำรวจที่ถูกรถหรูพุ่งชน คุณลุงที่ถูกระเบิดสังหารกลางเมือง แม่ลูกที่โดนลูกหลงจากกลุ่มนักเรียนช่างตีกัน คนยากไร้ที่อาศัยเงามืดของเมืองเป็นที่พักพิง และผู้คนอีกมากมายที่ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของพวกเขา
ร่องรอยของความเจ็บช้ำยังคงฝังลึกอยู่ในทุกตรอกซอกซอยของเมืองใหญ่แห่งนี้ แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่จะมองเห็นมัน ไม่มีใครสักคนที่จะมองเห็นความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นต่อพวกเขา ไม่ว่าจะในตอนที่พวกเขายังมีลมหายใจอยู่ หรือตอนที่กลายเป็นผีเฝ้าเมืองไปแล้วก็ตาม เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของพวกเขา เคยโกรธแทนพวกเขา แต่สุดท้ายเราจะก็หลงลืมมันไปในเวลาไม่นาน เพราะสังคมเราถูกออกแบบมาแบบนี้ โลกทุกวันนี้มันทำให้เรามองเห็นแต่เพียงตัวเองเท่านั้นแหละ
บิลค่าใช้จ่ายทั้งหลายไม่ต่างจากใบมรณกรรมล่วงหน้าที่เขาต้องเจียดเงินผ่อนส่ง
ก็จะให้เอาเวลาไหนไปคิดเรื่องคนอื่น เอาแค่การเดินทางแต่ละวันก็ดูดพลังชีวิตจนแทบไม่เหลือแล้ว กว่าจะถึงห้อง กว่าจะได้นอน ไม่ทันไรก็ต้องลุกขึ้นตามเสียงนาฬิกาปลุก แล้วออกไปเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชนที่เบียดเสียดกันใช้ขนส่งสาธารณะ ไหนจะต้องดิ้นรนหาเงินมาเลี้ยงปากท้อง เตรียมจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าห้องตอนสิ้นเดือนอีก นี่ยังไม่พูดถึงแจ็คพ็อตแบบสุ่มที่เมืองเทพสร้างประทานให้ ไม่ว่าจะเป็นตึกถล่ม ปูนร่วง ถนนยุบ เป็นอีเว้นท์พิเศษแบบรู้ตัวอีกทีก็ไปโผล่โลกหน้าแล้ว
แต่สิ่งที่ตลกก็คือ แม้ว่าเมืองนี้มันจะโหดร้ายปานนั้น เราก็ยังจำเป็นต้องอยู่ ต้องจำใจอยู่ โลกของผีกับโลกของคนก็คงเหมือนกันที่จุดนี้นี่แหละ พวกเราต่างก็ถูกความรู้สึกบางอย่างผูกยึดเราเอาไว้กับโลกใบนี้ คอยบีบบังคับให้เราต้องเดินตามเส้นทางที่ถูกขีดเอาไว้ สำหรับผีความรู้สึกนั้นอาจจะเป็นจิตสุดท้ายก่อนตาย ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละผี
เมืองนี้มันร้ายจะตาย ถ้าฉันไม่ร้ายกลับ ฉันคงตายไปตั้งแต่ปีแรกที่ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว
แต่สำหรับคนความรู้สึกนั้นคงเป็นความกลัว และความกลัวของทุกคนนั้นเหมือนกัน สิ่งเดียวที่คนเป็นอย่างพวกเรากลัวยิ่งกว่าผี กลัวยิ่งกว่าความตาย จะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจาก "ความจน" นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนบางคน (จริงๆก็อาจจะหลายคน) สามารถทำได้ทุกอย่าง โดยไม่เกี่ยงว่าสิ่งนั้นจะดีชั่วอย่างไร ขอแค่เพียงตัวเองไม่ต้องร่วงหล่นลงไปในขุมนรกของความจนก็พอ เพราะในโลกทุนนิยม ความจนมันน่ากลัวกว่าเวรกรรม
เหล่าชนชั้นกลางที่กำลังต่อสู้ในเมืองหลวงอยู่ต้องไม่พลาดเล่มนี้ เพราะมันโคตรจะจี้ใจดำเลย https://s.shopee.co.th/40bmvKungt
โฆษณา