15 มี.ค. เวลา 07:18 • ข่าวรอบโลก

การปิดอ่าวฮอร์มุช (Strait of Hormuz) โดยอิหร่าน เปรียบเสมือนการ "บีบหลอดลม" ของเศรษฐกิจโลก

เพราะนี่คือเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญในโลก ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างไกลจากจุดยุทธศาสตร์นี้หลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยนั้นรุนแรง ตรงตัว และหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสรุปประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของบ้านเราได้ดังนี้ครับ
​1. วิกฤตพลังงาน: "น้ำมันแพง" คือจุดเริ่มต้นของโดมิโน
​ผลกระทบที่คนไทยจะรู้สึกได้เร็วที่สุดคือ ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางสูงถึง 50-60% ของการนำเข้าทั้งหมด เมื่ออ่าวฮอร์มุชถูกปิด น้ำมันมหาศาลวันละกว่า 20 ล้านบาร์เรลจะไม่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้
​ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง: ราคาในตลาดโลกอาจดีดตัวไปแตะระดับ 120-150 ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้นในระยะเวลาอันสั้น
​กลไกเงินเฟ้อ: เมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนการขนส่งสินค้าทุกชนิดก็จะเพิ่มขึ้นทันที ตั้งแต่ผักในตลาดสดไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
ทำให้ค่าครองชีพของคนไทยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะ "ของแพงทั้งแผ่นดิน"
​2. ต้นทุนการผลิตและค่าไฟฟ้า
​คนไทยมักกังวลแค่น้ำมันรถ แต่ลืมไปว่า ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ก็ถูกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน ประเทศไทยนำเข้า LNG เพื่อมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า
​หากการนำเข้าหยุดชะงัก หรือราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ค่า FT ในบิลค่าไฟของบ้านเราจะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้กระทบโดยตรงต่อต้นทุนโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสุดท้ายแล้วภาระหนี้สินและความแพงนี้ก็จะถูกผลักมาที่ผู้บริโภคอย่างเราในที่สุด
​3. การส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
​ตะวันออกกลางไม่ได้เป็นแค่แหล่งขายน้ำมันให้เรา แต่ยังเป็นคู่ค้าสำคัญที่ซื้อสินค้าจากไทย โดยเฉพาะ ข้าว ชิ้นส่วนยานยนต์ และอาหารแปรรูป
​เส้นทางขนส่งเป็นอัมพาต: เรือสินค้าไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ หรือต้องอ้อมไปใช้เส้นทางอื่นที่ไกลและค่าประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้นมหาศาล ทำให้ราคาสินค้าไทยแข่งขันได้ยากขึ้น
​การขาดแคลนวัตถุดิบ: อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกในไทยที่ต้องใช้วัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตหยุดชะงักและอาจเกิดการเลิกจ้างงานในบางเซกเตอร์
​4. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
​การท่องเที่ยวคือ "รายได้หลัก" ของไทย นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเข้ามารับบริการด้านสุขภาพ (Medical Tourism) ในไทย
​หากเกิดความไม่สงบจนปิดอ่าวฮอร์มุช นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะหายไปทันที ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจากยุโรปหรืออเมริกาที่กังวลเรื่องค่าตั๋วเครื่องบิน (ซึ่งจะแพงขึ้นตามราคาน้ำมันเครื่องบิน) ก็อาจตัดสินใจยกเลิกการเดินทางมาไทย ทำให้เม็ดเงินต่างชาติที่ควรจะไหลเข้าประเทศหายไปในพริบตา
​5. ตลาดทุนและเงินบาท
​ในเชิงการเงิน ความผันผวนจะเกิดขึ้นทันที นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้นไทย) และเปลี่ยนไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือดอลลาร์สหรัฐ
​หุ้นตก: หุ้นกลุ่มขนส่งและอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเยอะจะแดงเถือกทั้งกระดาน
​เงินบาทอ่อนค่า: เมื่อเราต้องใช้เงินซื้อน้ำมันที่แพงขึ้นในสกุลดอลลาร์ จะทำให้ความต้องการดอลลาร์สูงขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซ้ำเติมปัญหาการนำเข้าสินค้าอื่น ๆ ให้แพงขึ้นไปอีก
​บทสรุปและทางออกของไทย
​การปิดอ่าวฮอร์มุชคือฝันร้ายของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง มันไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองโลก แต่มันคือเรื่อง "เงินในกระเป๋า" ของคนไทยทุกคน สิ่งที่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเตรียมรับมือคือการเร่งหาแหล่งพลังงานสำรอง การปรับตัวไปสู่พลังงานสะอาดที่รวดเร็วขึ้น และการกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก
​เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในอ่าวฮอร์มุชได้ แต่เราสามารถเตรียม "ภูมิคุ้มกัน" ให้เศรษฐกิจในบ้านเราแข็งแรงพอที่จะรับแรงกระแทกจากคลื่นยักษ์นี้ได้
โฆษณา