Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ฐานเศรษฐกิจ_Thansettakij
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 01:01 • หุ้น & เศรษฐกิจ
รัฐบาลใหม่มาเร็ว ลดเสี่ยงการเมือง ดันหุ้นไทยฟื้น ชู ค้าปลีก-เครื่องดื่ม-ไฟแนนซ์ เด่น
●
การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่รวดเร็วกว่าคาดการณ์จะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย
●
การมีรัฐบาลใหม่เร็วขึ้นทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้า และสามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพยุงกำลังซื้อในประเทศได้ทันเวลา
●
หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มเครื่องดื่ม และกลุ่มไฟแนนซ์
ต้องยอมรับว่าในเวลานี้ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่มีความไม่แน่นอนอย่างความตึงเครียดในตะวันออกกลางและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากภูมิภาคเอเชีย
ทำให้มุมมองต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนให้น้ำหนัก โดยเฉพาะผลต่อกำลังซื้อในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนในระยะถัดไป ทำให้ความชัดเจนทางการเมืองกำลังกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดทุนไทย
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทยว่า การจัดตั้งรัฐบาลไทยภายหลังการเลือกตั้งในรอบนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้น เร็วกว่ากรอบเวลาปกติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และสร้างแรงสนับสนุนเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงกลาง มี.ค.69 ดังนี้
●
14 มี.ค.69 มีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของกระบวนการทางนิติบัญญัติ
●
15 มี.ค.69 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาและรองประธานสภา
●
19 มี.ค.69 มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
●
ต้น-ปลายเม.ย.69 เป็นช่วงจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ รวมถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
●
พ.ค.69 รัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
ไทม์ไลน์ดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยอาจมีรัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้สัก 1-1.5 เดือน โดยประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการยุบพรรคหรือการรับรองผลเลือกตั้ง ถูกกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน ทำให้ความเสี่ยงเชิงกระบวนการลดลง
สิ่งที่หนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย หลังการจัดตั้งรัฐบาลเร็วกว่ากำหนด ได้แก่
●
งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไม่สะดุด : หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าไป 2-3 ซึ่งจะฉุดรั้งการลงทุนภาครัฐ แต่การได้รัฐบาลที่เร็วขึ้นทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณทันกรอบเวลา ช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง
●
ความเชื่อมั่นและ FDI : ตลาดหุ้นมักจะตอบรับเชิงบวก (ELECTION RALLY) เมื่อมีความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ และนักลงทุนต่างชาติที่รอ WAIT AND SEE จะเริ่มตัดสินใจขยายฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม S-CURVE
●
การบริโภคในประเทศ : รัฐบาลใหม่ที่มาพร้อมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (QUICK WIN) ในช่วงกลางปี จะช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังเปราะบางจากหนี้สิน ทำให้ GDP ปี 2569 ที่สำนักวิจัยต่างๆ คาดการณ์ไว้อาจเปิด UPSIDE ได้
ทั้งนี้ ในมุมของสถิติอดีต ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2562 หลังจากวันที่เปิดประชุม SET บวกกว่า 100 จุด จาก 1,600 จุดสู่ระดับ 1,700 จุด ซึ่งก่อนหน้านั้นมีสงคราม TRADE WAR 1 ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันมาก
"การจัดตั้งรัฐบาลไทยที่เร็วกว่ากำหนด ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่เป็นตัวแปรเชิงบวกเชิงโครงสร้าง ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน ช่วยลดความไม่แน่นอน ฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน เร่งการใช้งบประมาณภาครัฐ และเปิดทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันเวลา"
ในด้านปัจจัยกดดันจากภายนอกอย่างสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กดดันให้เดือนมีนาคม (MTD) ตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชียต้องเผชิญกับแรงขายของกระแสเงินทุนต่างชาติ (FUND FLOW) ที่ไหลออกทุกแห่งในภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นเดือน(MTD) ติดลบถ้วนหน้า
เมื่อปัจจัยภายนอกพึ่งพาได้ยากที่สุด การหันมาโฟกัสที่หุ้นอิงการบริโภคภายในประเทศจึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลผสม (พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย) มีความชัดเจนในการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลดค่าครองชีพเป็นหลัก
ซึ่งหลายนโยบายมีโอกาสเกิดขึ้นจริงในระยะเวลาอันใกล้ (100 วันแรก) อาทิ
●
กลุ่มนโยบายลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้ (พรรคภูมิใจไทย) : โครงการคนละครึ่ง พลัส (รัฐช่วยจ่าย 50%), การตรึงค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย (200 หน่วยแรก)
●
กลุ่มนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นรากหญ้า (พรรคเพื่อไทย) : การล้างหนี้/พักหนี้, การแจกคูปองดิจิทัล และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง/รักษาพยาบาล
ดังนั้น กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์เป็นด่านแรก คือ กลุ่มค้าปลีก อย่าง CPAXT และ BJC จะได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากนโยบายคนละครึ่ง พลัส ตามด้วยกลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม อาทิ CBG, OSP และ ICHI เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายเครื่องดื่มเติบโตสูงสุดในรอบปี
และสุดท้ายกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ MTC และ TIDLOR ที่ความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL) อาจลดลงจากการที่ประชาชนมีสภาพคล่องมากขึ้น
การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วขึ้นมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในหลายมิติ ทั้งการลดความไม่แน่นอนทางการเมือง การเดินหน้ากระบวนการงบประมาณภาครัฐ และการเปิดทางให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มดำเนินการได้เร็วขึ้น
ในขณะเดียวกันปัจจัยภายนอกยังคงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศและนโยบายภาครัฐกลายเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้นในระยะต่อไป
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่คือจังหวะและประสิทธิภาพของนโยบายเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะสะท้อนผ่านกำลังซื้อของประชาชน การใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
ดังนั้น การติดตามทิศทางนโยบาย การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะถัดไป.
บันทึก
2
2
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย