Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
TUMWEB.ONLINE
•
ติดตาม
17 มี.ค. เวลา 04:38 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
วิธีการจัดการเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนใน WordPress
การใช้งานระบบจัดการเนื้อหาอย่างเวิร์ดเพรสนั้นให้ความสะดวกสบายอย่างมาก แต่นั่นก็มาพร้อมกับกลไกบางอย่างที่มักจะสร้างหน้าเว็บขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว กูเกิลมีความฉลาดล้ำลึกและมีวิธีประมวลผลที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ระบบของกูเกิลทำการจัดดัชนีหน้าเว็บหลาย 1000 หน้าในระยะเวลาอันสั้นเพียงเสี้ยววินาที
ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์นั้นยังไม่สามารถทำได้ด้วยความเร็วระดับเดียวกัน อัลกอริทึมการค้นหาของมันนั้นทำงานอย่างขะมักเขม้นและบ่อยครั้งที่พบว่ามีเนื้อหาคล้ายๆ กันในหน้าต่าง ๆ ของเว็บไซต์เดียวกัน สิ่งนี้สร้างภาระให้กับการประมวลผลและเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนนั้นส่งผลเสียต่อกระบวนการทำ SEO อย่างรุนแรง มันอาจทำให้อันดับของเว็บไซต์คุณตกลงไปอยู่ในจุดที่คุณไม่อยากเห็น และทำให้ยอดผู้เข้าชมหายไปอย่างน่าเสียดาย
อะไรคือ Duplicate Content
หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน สำหรับความหมายนั้นตรงตามชื่อเลย คำว่า เนื้อหาซ้ำ หมายถึงข้อความหรือบทความเดียวกันเป๊ะแม้จะปรากฏอยู่ใน URL ที่แตกต่างกัน ไม่ว่า URL เหล่านั้นจะอยู่ภายใต้โดเมนเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์
yourdomain.com/a
และอีกลิงก์หนึ่งคือ
example.com/b
แล้วดันมีเนื้อหาที่ตรงกันเป๊ะ เมื่อระบบเข้ามาตรวจสอบ กูเกิลจะทำการตรวจจับอย่างแม่นยำและระบุทันทีว่านี่คือ เนื้อหาซ้ำ นั่นเอง กฎข้อนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกรองข้อมูลขยะและมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลที่หลากหลายและมีคุณค่าสูงสุดให้แก่ผู้ที่กำลังค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
เนื้อหาที่ซ้ำกันสามารถส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของคุณได้อย่างไร
ผลกระทบจากเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณควรปล่อยผ่าน เพราะมันสามารถบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและยอดขายของคุณได้ในระยะยาว เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหานี้ขึ้น เว็บไซต์ของคุณจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์เชิงลบ 3 ประการหลักดังต่อไปนี้
ประการแรก เว็บไซต์ของคุณอาจมีอันดับที่ต่ำลงในผลการค้นหาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อกูเกิลตรวจพบเนื้อหาซ้ำในหลาย URL ระบบจะไม่รู้ว่าควรจะเลือกหน้าไหนไปนำเสนอให้ผู้คนอ่านดี ท้ายที่สุดอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดอันดับให้ลดลงไปเลย เนื่องจากกูเกิลพยายามอย่างหนักที่จะแสดงผลการค้นหาที่หลากหลายและไม่ซ้ำซากจำเจ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด
ประการที่ 2 ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ไม่ดี ผู้อ่านที่กดเข้ามาแล้วพบเนื้อหาซ้ำกันบนหลายหน้าเว็บอาจรู้สึกหงุดหงิดหรือสับสน พวกเขาจะรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้ขาดความใส่ใจในการนำเสนอสิ่งใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดอัตราการคงอยู่บนเว็บไซต์และส่งผลต่อเนื่องไปถึงอัตราการเข้าชมและการตัดสินใจซื้อบนเว็บไซต์ของคุณให้ดิ่งลงตามไปด้วย
ประการที่ 3 หากคุณมีโดเมนย่อยสำหรับมือถือแยกต่างหากจากเว็บไซต์หลักบนเดสก์ท็อป จำนวนเนื้อหาที่ซ้ำกันอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในชั่วพริบตา หมายความว่าหากคุณมีเวอร์ชันของเว็บไซต์สำหรับมือถือและเดสก์ท็อปที่มีเนื้อหาเหมือนกันทุกตัวอักษร คุณอาจกำลังสร้างเนื้อหาซ้ำในทั้ง 2 แพลตฟอร์มโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับของคุณในผลการค้นหาและสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้อย่างหนักหน่วง
วิธีจัดการกับ Duplicate Content
แม้ปัญหาที่กล่าวมาจะดูน่ากังวล แต่ในโลกของการพัฒนาเว็บไซต์มีทางแก้เสมอ ปัจจุบันมีเครื่องมือปรับแต่งเว็บไซต์ใหม่ ๆ หลายตัวที่มีฟังก์ชันการตรวจสอบเนื้อหาที่ซ้ำกัน หากคุณทำการตรวจสอบแล้วพบว่าเว็บไซต์ของคุณกำลังมีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกันอยู่ ก็ยังมีเทคนิคอีกหลายวิธีที่จะช่วยกำจัดเนื้อหาเหล่านั้นก่อนที่มันจะส่งผลร้ายต่อเว็บไซต์จนยากจะแก้ไข มาดูวิธีที่ได้รับความนิยมกันเลย
1 NoIndex หน้าหมวดหมู่ (Category Pages)
ระบบหมวดหมู่เป็นตัวช่วยในการจัดแบ่งเนื้อหาให้เป็นระเบียบ แต่ก็มักจะสร้างปัญหาการสร้างหน้าซ้ำซ้อนโดยอัตโนมัติ การตั้งค่าไม่ให้หน้าหมวดหมู่ถูกจัดดัชนีโดยเครื่องมือค้นหา เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุด หมายความว่าเราไม่อนุญาตให้หน้าเว็บที่แสดงรายการบทความตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ในเว็บไซต์ของเรา ปรากฏอยู่ในผลการค้นหาของกูเกิลหรือเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด
เหตุผลสำคัญที่เราทำเช่นนี้เพราะว่าเมื่อเครื่องมือค้นหาทำดัชนีหน้าหมวดหมู่ อาจทำให้เกิดปัญหาเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากคุณมีบทความที่มีชื่อว่า คู่มือเรื่องความปลอดภัยของ WordPress และบทความนั้นถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ Security ก็จะเกิดการดึงข้อมูลไปแสดงผลทั้งในหน้าบทความเฉพาะและหน้าหมวดหมู่นั้นๆ ด้วย โดยมีทั้งชื่อบทความและส่วนย่อของเนื้อหาปรากฏอยู่เหมือนกันทุกประการ ซึ่งทำให้เนื้อหาเดียวกันนี้สามารถเข้าถึงได้จาก URL 2 ที่ที่แตกต่างกัน พูดง่ายๆ ก็คือมันซ้ำซ้อนกันนั่นเอง
ดังนั้นจึงต้องตัดปัญหาด้วยการตั้งค่าไม่ให้หน้าหมวดหมู่ถูกจัดเก็บเข้าสู่ระบบ คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเนื้อหาซ้ำซ้อนได้อย่างเด็ดขาด และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานะและอันดับการค้นหาของเว็บไซต์ในอนาคต ทำให้พลังของการทำเว็บไซต์ถูกส่งตรงไปยังหน้าบทความหลักที่คุณต้องการให้คนอ่านจริง ๆ
2 No Index Tags Pages
ฟีเจอร์แท็กคือสิ่งที่อยู่คู่กับระบบเวิร์ดเพรสมาอย่างยาวนาน การใช้แท็กเป็นวิธีที่ดีในการจัดระเบียบเว็บไซต์ของคุณให้ผู้คนสามารถค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันได้ง่าย แต่การทำดัชนีแท็กนั้นได้พิสูจน์แล้วในวงการนักการตลาดว่าเป็นวิธีการที่ไม่ดีต่อการทำ SEO ในทางอ้อม โดยเฉพาะในกรณีที่มีบทความจำนวนมหาศาลที่ถูกดึงมารวมกันจนเกิดการก๊อปปี้มาแสดงผลแบบซ้ำไปซ้ำมา
คุณสามารถแก้ไขปัญหาด้วยการตั้งค่าไม่ให้หน้าแท็กปรากฏในผลการค้นหา หรือที่เรียกว่า noindexing tags pages อย่างที่เราได้กล่าวไว้ว่าปลั๊กอิน WordPress อย่าง Yoast SEO สามารถจัดการเรื่องนี้ได้สบายมาก และสำหรับเว็บไซต์ของคุณ ปลั๊กอินจัดการระบบค้นหาส่วนใหญ่บนตลาดจะมีตัวเลือกให้ตั้งค่าไม่ให้หน้าแท็กถูกจัดเก็บมาให้อยู่แล้ว
การตั้งค่า noindex สำหรับแท็กใน Yoast SEO
มาถึงขั้นตอนการลงมือปฏิบัติจริงสำหรับคนที่ใช้งานเครื่องมือยอดนิยม ถ้าคุณติดตั้ง Yoast SEO อยู่แล้ว ให้ไปที่เมนูการแสดงผลการค้นหาในระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ จากนั้นเลือกไปที่แท็บหมวดหมู่ข้อมูล
เมื่อหน้าการตั้งค่าโหลดเสร็จเรียบร้อย ให้เลื่อนไปยังด้านล่างจนพบกับการจัดการแท็ก ให้มองหาหัวข้อที่ถามความต้องการเกี่ยวกับการแสดงผล และเลื่อนสวิตช์ไปที่คำว่า No ทันที นี่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติง่ายๆ ผ่านปลั๊กอินที่มีชื่อเสียงด้านระบบค้นหาที่เรารู้จักกันดี ซึ่งจะช่วยปิดประตูความเสี่ยงเรื่องข้อมูลซ้ำซ้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบเพียงแค่คลิกเดียว
3 Noindex tags in SEO framework
สำหรับนักพัฒนาที่ชื่นชอบความรวดเร็วและใช้ทรัพยากรเครื่องน้อย ปลั๊กอินอีกตัวเลือกหนึ่งก็คือ SEO Framework ซึ่งเป็นปลั๊กอินที่มีความนิยมมากในปัจจุบันสำหรับการทำโครงสร้างเว็บไซต์เช่นกัน คุณสามารถปิดการตั้งค่าดัชนีของแท็กโดยใช้ปลั๊กอินนี้ผ่านขั้นตอนสั้นๆ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ไปที่เมนูการตั้งค่าของปลั๊กอินตัวนี้ และกวาดสายตาหาเมนูย่อยที่เข้าไปที่หัวข้อ Canonical
ขั้นตอนที่ 2 เมื่อเข้าสู่หน้าต่างใหม่ ให้เลื่อนลงมาจนกว่าคุณจะพบการตั้งค่าในกรอบ Robots Meta และมองหาหัวข้อการดัชนี
ขั้นตอนที่ 3 ในหัวข้อนี้เลือกตัวเลือกที่ 2 ซึ่งจะเป็นคำสั่งระบุการปิดกั้นแท็ก และอย่าลืมกดบันทึกการตั้งค่าเพื่อให้ระบบเริ่มทำงานตามคำสั่งใหม่
โดยรวมแล้วปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาที่ซ้ำกันใน WordPress ส่วนใหญ่สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ง่ายด้วยวิธีการที่กล่าวมาข้างต้น คุณจะสามารถหวังผลอันดับการค้นหาให้มาแบบออร์แกนิกได้ตามที่คุณต้องการ หากทำขั้นตอนนี้แล้วระบบหลังบ้านของคุณจะสะอาดและส่งผลดีต่อตัวชี้วัดทุกมิติอย่างแน่นอน
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย