16 มี.ค. เวลา 11:00 • นิยาย เรื่องสั้น

เรื่อง - ผีจรจัด

จัดทำโดย - ชายขี้เล่า Story
ตอนนั้นผมอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ผมจัดว่าเป็นเด็กเกเร มีโดดเรียนบ้าง หนักสุดก็คงเป็นเรื่องติดบุหรี่ สมัยนั้นผมแอบสูบกับกลุ่มเพื่อนหลายคน พอเลิกเรียนผมมักไปนั่งมั่วสุมกับเพื่อนที่ร้านค้าใกล้โรงเรียน ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวเด็กทุกรูปแบบ มีตั้งแต่ติดบุหรี่ ติดเหล้า ไปจนถึงติดยา สำหรับผมลองแค่บุหรี่อย่างเดียวเท่านั้น
เย็นวันนั้น ผมนั่งคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่ามืดค่ำแล้ว บ้านผมอยู่ค่อนข้างไกล ผมเลยขอตัวหนีกลับมาก่อน ทางเดินจากร้านค้าไปป้ายรอรถอยู่ค่อนข้างไกล ระหว่างทางผมเลยแวะไปนั่งพักที่ไซต์ก่อสร้างเก่า ผมหยิบบุหรี่ของเพื่อนติดมาด้วย จึงเอามาจุดสูบแก้เบื่อ
ผมมองให้แน่ใจว่าแถวนี้ไม่มีคนอื่นอยู่ เพราะกลัวว่ากลิ่นบุหรี่จะทำให้คนอื่นไม่พอใจ พอเห็นว่าไม่มีใคร ผมจึงนั่งสูบต่อด้วยความสบายใจ ผมใช้ชีวิตแบบนี้เป็นประจำ นั่งมั่วสุมกับเพื่อนแล้วค่อยกลับบ้าน แวะล้างกลิ่นตัวที่ห้องน้ำสาธารณะก่อนเข้าบ้าน เลยทำให้พ่อแม่ไม่เคยจับได้ว่าผมสูบบุหรี่แม้แต่ครั้งเดียว
ช่วงหัวค่ำอากาศค่อนข้างเย็น ผมยกขวดน้ำดื่มไปอึกใหญ่ ตั้งใจว่าจะนั่งไปอีกสักพักแล้วค่อยเดินไปต่อที่ป้ายรอรถ แต่ระหว่างนั้นผมได้ยินเสียงใครบางคนเดินมาจากข้างหลัง ตอนนั้นผมเข้าใจว่าอาจเป็นเด็กโรงเรียนอื่น ผมกับเพื่อนเคยมีเรื่องกับเด็กโรงเรียนอื่นอยู่หลายครั้ง ซึ่งคงเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นเลือดร้อน
ผมหันหลังไปดู ปรากฏว่าเสียงเดินเงียบลง แต่คราวนี้กลับมีเสียงเคาะดังมาจากในอาคาร ไม่ใช่เสียงเคาะธรรมดา แต่เหมือนเคาะเพื่อต้องการก่อกวนให้รำคาญใจ เสียงเคาะดังมากขึ้น ผมเองก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา เลยเดินตามเสียงไป ผมเดินมาถึงจุดที่เสียงดัง ตรงนั้นเป็นทางขึ้นไปที่ชั้นสองของไซต์ก่อสร้างเก่า
ผมเงยหน้าขึ้นดูตรงทางขึ้น เห็นมือของใครบางคนถือท่อนไม้เคาะที่ราวบันได ผมเดาว่าคงเป็นนักเรียนโรงเรียนอื่นที่เคยมีเรื่องกับผม เด็กพวกนี้คงแอบมามั่วสุมกันที่นี่ เพราะร้านค้าแถวนี้ถูกเด็กโรงเรียนผมจับจองเอาไว้เกือบหมด ผมคิดว่ามันคงมาแค่คนเดียว ผมเป็นเด็กตัวใหญ่ ต่อให้มันมีท่อนไม้ผมก็ไม่กลัว
“เฮ้ย มึงเด็กไหนวะ อยากโดนกระทืบรึไง” ผมตะโกนขึ้นไป
หลังจากที่ผมพูดไปแบบนั้น มือที่ถือท่อนไม้ได้ถอยออกจากราวบันได แต่แทนที่มันจะจบลงแค่นั้น มือที่ถอยกลับไปโผล่ออกมาอีกครั้ง คราวนี้มันกวักเรียกให้ผมขึ้นไป พอโดนท้าทายแบบนั้น ผมเลยโกรธมาก ผมรีบวิ่งขึ้นไปที่ชั้นสองของอาคาร แต่พอขึ้นไปถึงผมกลับไม่เจอใคร
ที่ตรงนี้มีแต่กองเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พังแล้ว นอกนั้นเป็นเศษขยะที่หล่นอยู่ตามพื้น ผมสงสัยว่าไอ้คนที่กวักมือเรียกมันหายตัวไปไหน แถวนี้ไม่มีทางให้หนี ที่หลบซ่อนก็ไม่มี แล้วมันหายไปแบบนี้ได้อย่างไร ผมเดินหาตัวอยู่อีกสักพักแต่ก็ไม่พบเจอ ผมคิดว่ามันคงซ่อนตัวอยู่แถวนี้ ถ้าจับตัวได้เมื่อไหร่คงจัดให้หนัก เอาให้หัวแตกได้เลือดกันไปเลย
ขณะที่ผมกำลังเดินหาตัวคนอยู่ ผมได้กลิ่นบางอย่างลอยอบอวลมาแต่ไกล กลิ่นเหม็นเหมือนคนไม่เคยอาบน้ำ กลิ่นเหม็นหนักมากขึ้น เหมือนกับว่าอยู่ใกล้ตัวผม ผมกวาดสายตามองดูรอบห้อง และนั่นก็ทำให้ผมได้พบใครบางคนที่ตามหา ผู้ชายตัวใหญ่ ใส่เสื้อกล้าม กางเกงขายาว หน้าตาดำคล้ำ ผมหยิกฟูทั้งหัว ดูจากหน้าตาคงเป็นชายวัยกลางคน
ผมตกใจเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เด็กโรงเรียนอื่น แต่มันเป็นคนบ้า ถ้าเป็นเด็กรุ่นเดียวกันผมคงไม่กลัว แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ แถมยังเหมือนท่าทางสติไม่ดี ผมเลยไม่อยากมีปัญหา ผมยกมือยื่นไปข้างหน้า เพื่อต้องการบอกว่าผมเข้าใจผิด และไม่อยากมีเรื่อง ผมถอยออกมา เตรียมตัวลงบันได แต่ผู้ชายคนนั้นกลับวิ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว
ผมตกใจ แต่ยังพอมีสติ ผมรีบวิ่งลงบันไดให้ไวที่สุด มีเสียงฝีเท้าไล่ตามหลังมา เสียงอยู่ใกล้มาก เสียงเหมือนเกือบถึงตัวผมอยู่แล้ว ผมตัดสินใจหันหลัง เพื่อเตรียมสวนกลับไปสักหมัด แต่จังหวะที่หันไปผมกลับไม่พบใคร เหมือนกับว่าไม่ได้มีใครวิ่งตามผมมาตั้งแต่แรก ผมสับสนนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ผมหันหลังเพื่อเตรียมตัวออกจากไซต์ก่อสร้าง
ช่วงที่หน้าผมหันกลับไป ผมเจอคนบ้าอีกครั้ง คราวนี้มันอยู่ใกล้ผมมาก ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ เขายิ้มและโยกหัวไปมา ยิ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งทำให้ผมมองเห็นหน้าได้ชัดมากขึ้น เขามีใบหน้าดำคล้ำ ดวงตาโตจนเหมือนจะหลุดออกมาจากเบ้าตา คนบ้าจิกดึงผมตัวเอง ทำท่าทางแปลกประหลาดที่ยากจะเข้าใจ
“พี่ ผมจะกลับแล้ว ผมไม่อยากมีเรื่อง” ผมพูดออกไป
“มึงไปไหน กูไปด้วย” คนบ้าพูดสวนกลับมา
แบบนี้ไม่จบง่ายแน่ ท่าทางคงคุยไม่รู้เรื่อง คนบ้ายังคงเดินเข้ามาใกล้ ผมถอยห่าง คิดในใจว่าถ้าเข้ามาใกล้มากกว่านี้ คงได้ชกต่อยกันแน่ แต่จู่ ๆ ชายคนนั้นกลับหยุดเดิน เขาจ้องหน้าผมแล้วยิ้มกว้าง รอยยิ้มเหมือนตัวร้ายในหนังสยองขวัญที่ผมเคยดู มันเอามือลูบไปที่แก้มตัวเอง ลูบแรงขึ้น แรงขึ้นจนแก้มฉีกหลุดติดมือ
“เฮ้ย อะไรวะ” ผมตกใจจนลืมตัว
คนบ้าลูบหน้าตัวเองแรงขึ้น ผิวหนังและแก้มหลุดติดฝ่ามือ เกิดเป็นแผลฉีกขาดตั้งแต่ปากจนถึงใบหู ผมไม่อยากหาคำตอบไปมากกว่านี้ สิ่งที่เห็นมันชัดเจนอยู่แล้วว่านั่นคือผี ผมกลั้นหายใจ ฝืนทนต่อความกลัว ผมไม่รู้ว่าผีมันทำอะไรได้บ้าง บางทีผมอาจตาย หรือถูกเล่นงานจนเจ็บหนัก สิ่งที่อยู่ในหัวคือผมต้องหาทางออกไปจากที่นี่
ไม่มีเวลาให้คิดอีกแล้ว คนบ้าวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นผมเลือกวิ่งชน วัดใจกันไปเลย แต่จังหวะที่ตัวผมชนกับผู้ชายคนนั้น ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนกับผมวิ่งผ่านความว่างเปล่าไปเท่านั้น ผมหันไปมองดูเพื่อความแน่ใจ แต่ไม่พบเห็นใครอีกเลย พอเห็นว่าทางสะดวก ผมเลยรีบวิ่งออกไปที่ป้ายรอรถ
ผมรอดพ้นจากค่ำคืนที่น่ากลัวมาได้ คนบ้าไม่ได้ตามผมออกมา นั่นจึงทำให้ผมกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หลังจากเรื่องนี้จบลง ผมเอาเรื่องที่พบเจอคนบ้าไปเล่าให้เพื่อนฟัง แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อผมเลย ทุกคนเอาแต่ล้อเลียน หาว่าผมกลัวจนหลอนไปเอง แต่ผมไม่ได้สนใจมากนัก
เรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ผมไม่กล้ากลับบ้านมืด ผมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ไปมั่วสุมกับเพื่อนเหมือนแต่ก่อน บุหรี่ที่เคยติดหนัก ผมเลิกได้อย่างถาวร เรื่องนี้ทำให้ผมเชื่อว่าผีมีจริง ซึ่งเล่นเอาผมจิตตกไปหลายวัน ส่วนเรื่องคนบ้าที่เจอยังเป็นปริศนา ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร หรือเสียชีวิตได้อย่างไร บางทีอาจเป็นวิญญาณของคนจรจัดที่อยู่แถวนั้นก็เป็นไปได้...
โฆษณา