1 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

BC ขยายพอร์ตรายได้ ลุยต่อยอด BOS-TPO

หุ้นวิชั่น – BC กางแผนปี 2569 รุกกลยุทธ์ Asset-Light Strategy ในฐานะ Third Party Operator (TPO) เพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าบริหารที่มาร์จิ้นสูง ควบคู่เดินหน้าโมเดล Build–Operate–Sale (BOS) ตั้งเป้าจำหน่ายเงินลงทุน 2–3 โครงการ เสริมสภาพคล่องและแข็งแกร่งทางการเงิน อีกทั้งเพื่อยกระดับความสามารถทำกำไรในระยะยาว
นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ “Build–Operate–Sale” (BOS) เปิดเผยว่าปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ โดยต่อยอดจากการลงนามสัญญาแฟรนไชส์โรงแรมภายใต้เครือ Accor ครอบคลุมแบรนด์ Mövenpick, Mercure และ Handwritten Collection
พร้อมทั้งยกระดับการให้บริการสู่การเป็น Third Party Operator (TPO) อย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย โดยบริษัทมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากค่าบริหาร ซึ่งใช้เงินลงทุนต่ำและให้มาร์จิ้นสูง ควบคู่การเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์เดิม และบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตระดับสองหลัก พร้อมผลักดัน EBITDA ให้ขยายตัวตามการปรับดีขึ้นของอัตราการเข้าพักและ ADR สะท้อนทิศทางการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
“ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการต่อยอดเชิงกลยุทธ์ จากการลงทุนและการยกระดับพอร์ตผ่านความร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมระดับสากลที่เริ่มดำเนินการในปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีแห่งการต่อยอดเชิงกลยุทธ์ของบริษัทที่จะผลักดันการเติบโตทั้งรายได้และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ขณะเดียวกัน ด้านโมเดลธุรกิจ BOS บริษัทตั้งเป้าที่จะจำหน่ายเงินลงทุนในโครงการ 2–3 โครงการตามมูลค่าและภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม
เพื่อบริหารพอร์ตและหมุนเวียนเงินทุนสู่การลงทุนใหม่ ควบคู่การเร่งขยายบทบาทในธุรกิจ Third Party Operator (TPO) เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำจากค่าบริหาร สร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว
ผลการดำเนินงานประจำปี 2568 มีรายได้รวม อยู่ที่ 630.5 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการจำหน่ายเงินลงทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล (Tokenization) ในไตรมาส 1/2568 ประกอบกับการรีโนเวทและรีแบรนด์โรงแรมในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ในช่วงไตรมาส 2–3/2568
ซึ่งเปิดดำเนินงานอย่างจำกัด ก่อนกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในชื่อ โรงแรมเมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง เจอร์นี่ย์ฮับ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมาส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 21.2 ล้านบาทพลิกจากขาดทุน 14.1 ล้านบาท ในปี 2567
โดยภาพรวมธุรกิจโรงแรมและศูนย์การค้าเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 4/2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะภายหลังการรีแบรนด์เป็น โรงแรมเมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง เจอร์นี่ย์ฮับ ส่งผลให้ ADR เดือนธันวาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 57.3% ในเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการยกระดับรายได้ แม้จะกลับมาเปิดให้บริการเพียง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น
ด้านผลการดำเนินงานรวม EBITDA ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 19.9 ล้านบาท พลิกจากติดลบ 12.1 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2568 และเพิ่มขึ้นจาก 16.8 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2567 จากการฟื้นตัวรายได้ของธุรกิจโรงแรม ควบคู่กับมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
โฆษณา