16 มี.ค. เวลา 12:47 • หนังสือ

ตัวตนและการคงอยู่ในจักรวาล บทที่ 1 จุดกำเนิดของตัวตนคำถามแรกของมนุษยชาติ

ก่อนที่มนุษย์จะสร้างอารยธรรม ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะถือกำเนิด และก่อนที่ศาสนาจะถูกบันทึกเป็นคำสอน สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ตั้งคำถามมาโดยตลอดคือ
“เราเป็นใคร”
คำถามนี้ดูเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วมันเป็นหนึ่งในคำถามที่ลึกที่สุดของการมีอยู่ เพราะมันไม่ได้ถามเพียงเกี่ยวกับร่างกายหรือชื่อของเรา หากแต่ถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการรับรู้ทั้งหมด
สิ่งที่เรียกว่า ตัวตน
มนุษย์ทุกคนรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังรับรู้โลกอยู่ภายในตัวเรา บางสิ่งที่คิด จำ และตัดสินใจ เราเรียกมันว่าจิต หรือสำนึกของตนเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง คำถามสำคัญก็ปรากฏขึ้น
ตัวตนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
มันเป็นเพียงผลลัพธ์ของสมอง หรือเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ใหญ่กว่านั้น
คำถามนี้นำมนุษย์ไปสู่การศึกษาหลายแขนง ตั้งแต่จักรวาลวิทยาใน Cosmology ไปจนถึงการวิเคราะห์ธรรมชาติของจิตใน Philosophy of Mind
แม้จะมีความก้าวหน้ามากเพียงใด แต่ปริศนาของตัวตนก็ยังคงเปิดอยู่
จักรวาลในฐานะต้นกำเนิดของทุกสิ่ง
หากต้องการเข้าใจตัวตน เราอาจต้องเริ่มจากคำถามที่ใหญ่กว่านั้นก่อน
จักรวาลคืออะไร
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เสนอว่าจักรวาลอาจเริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่เรียกว่า Big Bang ซึ่งเป็นการขยายตัวของพลังงานและสสารจากสภาวะที่หนาแน่นอย่างยิ่ง
จากจุดเริ่มต้นนั้น จักรวาลได้วิวัฒน์มาเป็นเวลาหลายพันล้านปี จนก่อกำเนิดดวงดาว กาแล็กซี และดาวเคราะห์
ในที่สุด หนึ่งในดาวเคราะห์เหล่านั้นได้พัฒนาสิ่งมีชีวิตที่สามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของตัวเองได้
ดาวเคราะห์นั้นคือโลก
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเข้าใจวิวัฒนาการของสสารได้ดีขึ้น แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่
เหตุใดจักรวาลจึงสามารถสร้างสิ่งที่รับรู้ตัวเองได้
คำถามนี้ทำให้บางนักคิดเสนอว่า จักรวาลอาจไม่ใช่เพียงระบบทางกายภาพ แต่เป็นระบบที่เอื้อให้เกิดการรับรู้
จากสสารสู่จิต
ในระดับพื้นฐานที่สุด จักรวาลประกอบด้วยพลังงานและอนุภาค
การศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้อยู่ในขอบเขตของ Quantum Mechanics ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นจริงในระดับลึกอาจไม่ได้มีลักษณะคงที่อย่างที่เราคิด
ในโลกควอนตัม อนุภาคสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกัน และปรากฏขึ้นเมื่อมีเงื่อนไขที่เหมาะสม
หากมองในมุมนี้ ความเป็นจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการของความเป็นไปได้
เมื่อสสารและพลังงานจัดเรียงตัวกันอย่างซับซ้อนมากพอ มันอาจก่อให้เกิดระบบที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้
ระบบเหล่านั้นคือสิ่งมีชีวิต
และในบางกรณี ระบบเหล่านั้นได้พัฒนาความสามารถในการรับรู้ตัวเอง
สิ่งนั้นคือ จิต
ตัวตนในฐานะกระแสของประสบการณ์
แม้เราจะรู้สึกว่าตัวตนเป็นสิ่งที่มั่นคง แต่ปรัชญาหลายแขนงเสนอว่ามันอาจไม่ใช่เช่นนั้น
นักปรัชญาอย่าง David Hume เคยเสนอว่า เมื่อเรามองเข้าไปในจิตของตัวเอง เราไม่ได้พบตัวตนที่แท้จริง
สิ่งที่เราพบคือ
ความคิดความรู้สึกความทรงจำ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ดังนั้น ตัวตนอาจไม่ใช่สิ่งที่คงที่ แต่เป็น กระแสของประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกัน
แนวคิดนี้ยังปรากฏใน Buddhist Philosophy ซึ่งเสนอว่าความเป็นตัวตนเป็นเพียงกระบวนการที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ
ในมุมมองนี้ สิ่งที่เราเรียกว่าตัวตนอาจเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบของการรับรู้
ภาชนะของจิต
หากตัวตนเป็นกระแสของประสบการณ์ คำถามต่อไปคือ
สิ่งใดทำให้กระแสนี้ดำรงอยู่ได้
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ สมอง
สมองของมนุษย์เป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ซับซ้อนที่สุดในจักรวาลที่เรารู้จัก มันประกอบด้วยเซลล์ประสาทหลายหมื่นล้านเซลล์ที่เชื่อมต่อกันอย่างมหาศาล
เครือข่ายเหล่านี้ทำให้เกิดความสามารถในการรับรู้ เรียนรู้ และจดจำ
อย่างไรก็ตาม นักคิดบางคนเสนอว่า สมองอาจไม่ได้สร้างจิตโดยตรง
แต่มันอาจทำหน้าที่เป็น ภาชนะหรือเครื่องมือของจิต
คำถามนี้ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่สำคัญที่สุดของการศึกษาจิตสำนึก
การเกิดขึ้นของตัวตน
เมื่อจิตสามารถรับรู้โลกและสะสมประสบการณ์ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ
การสร้าง ตัวตน
ตัวตนเกิดจากการที่จิตเชื่อมโยงประสบการณ์ในอดีตเข้ากับการรับรู้ในปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคต
กระบวนการนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความต่อเนื่อง
เราจำอดีตของเราได้เรารับรู้ปัจจุบันและเราคาดหวังอนาคต
ความต่อเนื่องนี้สร้างภาพลวงตาของตัวตนที่มั่นคง
แต่ในความเป็นจริง ตัวตนอาจเป็นเพียงกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
การเดินทางของตัวตน
หากตัวตนเป็นกระบวนการ มันย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา
ชีวิตจึงอาจไม่ใช่เพียงการดำรงอยู่ แต่เป็น การเดินทางของการรับรู้
มนุษย์เรียนรู้จากประสบการณ์ สร้างความเข้าใจต่อโลก และพยายามค้นหาความหมายของการมีอยู่
ในบางกรณี การค้นหานี้นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า การตื่นรู้
แนวคิดนี้ปรากฏในหลายศาสนา รวมถึงสภาวะที่เรียกว่า Nirvana
ซึ่งหมายถึงการเข้าใจธรรมชาติของความจริงอย่างลึกซึ้ง
มนุษย์ในฐานะการรับรู้ของจักรวาล
หากมองจากมุมที่กว้างที่สุด อาจมีความเป็นไปได้ว่า
จักรวาลไม่ได้เพียงสร้างสิ่งมีชีวิต
แต่จักรวาลกำลัง รับรู้ตัวเองผ่านสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น
ในมุมมองนี้ มนุษย์อาจเป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของการรับรู้ของจักรวาล
ตัวตนจึงไม่ใช่สิ่งที่แยกจากจักรวาล แต่เป็นส่วนหนึ่งของมัน
บทสรุปของบทที่หนึ่ง
บทนี้เสนอแนวคิดพื้นฐานว่า
ตัวตนอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่คงที่หรือแยกขาดจากจักรวาล
แต่มันอาจเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการที่เริ่มต้นจากจักรวาลเอง
จากพลังงานและสสารสู่สิ่งมีชีวิตจากสิ่งมีชีวิตสู่จิตและจากจิตสู่ตัวตน
การเข้าใจตัวตนจึงอาจหมายถึงการเข้าใจจักรวาลด้วย
และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสำรวจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
โฆษณา