17 มี.ค. เวลา 04:23 • ปรัชญา

“ยังไม่อยากตายเลย” เสียงนี้ดังในใจ แม้จะเข้าใจดีว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา...

เอาเข้าจริง “การกลัวตายไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ การคิดไปเองว่า ‘เราไม่กลัวแล้ว’ ทั้งที่ลึกๆ เรากำลังหลอกตัวเอง และบิดเบือนความจริงในใจต่างหาก”
ถ้าอ่านประโยคนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่า 'ใช่เราไหม?' ลองค่อยๆ อ่านบทความนี้ดูนะ แล้วตอนจบ... ลองกลับมาถามตัวเองประโยคนี้อีกครั้ง
หนึ่งบ่ายกับ Death Fest ที่ตัวงานพาเราเดินทางไปเรียนเรื่องความตายอีกครั้ง (ความตายเป็นสิ่งที่ต้องทบทวนอีกครั้ง และอีกครั้ง) และทุกครั้งที่นึกถึง ทบทวน ใคร่ครวญเรื่องความตาย จริงๆ ก็ได้เติบโตทุกครั้ง
ถ้าเด็กกว่านี้ หลวงพี่คงตอบอย่างมั่นใจว่า “เราไม่กลัวความตายแล้ว เรามาบวช เราพร้อมสละทุกอย่าง” ช่างเป็น Ego ของวัยหนุ่มที่เคยคิดว่าตัวเองจัดการความรู้สึกได้ทุกเรื่อง แต่มาวันนี้... คำที่ผุดขึ้นมาในใจจริง ๆ หลังจากเดินดูงานจนจบคือ “ยังไม่อยากตายเลย” เสียงในใจยังบอกอีกว่า ยังอยากอยู่สร้างบารมีอีกเยอะๆ ชาตินี้เกิดมาได้เจอโอกาสที่ดี มีชีวิตที่เหมือนฝัน ก็เลยอยากอยู่นานๆ เพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด... ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า สุดท้ายอย่างไรก็ต้องตาย
นี่คือห้วงความคิดที่เกิดขึ้นในใจ หลายคนอาจจะสงสัยว่า “อ้าว... เป็นพระยังทำใจไม่ได้เหรอ?” หลวงพี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกว่าทำใจได้ไหม แต่ด้วยความรู้สึกตัวเท่าที่มี ก็อยากยอมรับกันตามตรงว่า “ยังไม่อยากตาย” และอยากบอกทุกคนว่า... การกลัวความตาย ไม่ใช่เรื่องแย่หรือน่าอายอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
ในความเป็นจริง ตราบใดที่เรายังมีความกลัวซ่อนอยู่ในใจ (ไม่ว่าจะกลัวล้มเหลว หรือกลัวคนไม่ยอมรับ) ลึกๆ แล้วรากฐานของความกลัวเหล่านั้น ก็คือ "ความกลัวตาย" ซ่อนอยู่... แค่เราจะรู้ทันมันหรือไม่เท่านั้นเอง
คำว่า “กลัวตาย” ไม่ได้หมายถึงการลาจากโลกนี้ไปเพียงอย่างเดียว แต่ความตายในอีกความหมายหนึ่งก็คือ “การพลัดพราก”... พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ พลัดพรากจากสภาวะปกติที่คุ้นเคย พลัดพรากจากของรัก อาการกลัวตายที่แท้จริงแล้ว... มันคือการกลัวที่จะต้องตายไปจาก “สิ่งที่ใจเรายึดติดและถูกใจ” นั่นเอง
เอ๊ะ... แล้วมันเกี่ยวกับการกลัวตายอย่างไรนะ? ถ้ายังสงสัย หลวงพี่อยากให้ลองค่อยๆ คิดตามดู... เช่น เวลาเรากลัวล้มเหลว หรือกลัวคนไม่ยอมรับ แท้จริงแล้วมันก็คือการกลัวที่จะ 'พลัดพรากจากการได้รับการยอมรับ' ใช่ไหม? ทั้งที่ถ้าเรากำลังจะตายจริงๆ เรื่องพวกนี้ไม่ได้สำคัญอะไรเลย การได้รับการยอมรับมันสำคัญก็แค่ตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ มันเป็นสถานะที่เราอยากได้ และเราชอบตอนเราอยากครอบครองและอยู่กับมันนาน ๆ
ฉะนั้น ถ้าเราทำใจเรื่องการพลัดพรากได้จริงๆ เราจะเลิกกลัวเรื่องพวกนี้ไปเลย แต่ที่เป็นอยู่คือ หลายครั้งเราไม่ได้ทำใจได้หรอก เรายังคงมีความอยาก และมีความต้องการที่จะยึดติดในบางสถานะไว้อยู่
หรือเวลาเจอสถานการณ์แย่ๆ เสียงในหัวเรามักจะตะโกนว่า “ตายแน่ๆ เลย!” ลองคิดดูสิ... ถ้าเราต้องตายจริงๆ ไอ้เรื่องที่เรากำลังกลัวอยู่ (เช่น กลัวถูกปฏิเสธ) มันจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปเลย แต่ที่เรารู้สึกเหมือนจะตาย เป็นเพราะเรายังไม่พร้อมที่จะพลัดพรากจากสภาวะปกติที่เราคุ้นเคย
เราแค่อยากดึงรั้งปัจจุบันที่ถูกใจนี้ไว้นานๆ... นี่แหละคือภาพสะท้อนของการกลัวความตาย (จากความพลัดพราก) ในอีกรูปแบบหนึ่ง ตายจากชีวิตที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่พร้อมยอมรับการพลัดพรากจากสถานะ หรือเรียกรวมๆ ว่ายังไม่พร้อมตาย กลัวตายก็ได้เช่นกัน
เมื่อหลวงพี่ได้เห็นความรู้สึกภายในของตัวเองชัดๆ แบบนี้ เลยอยากชวนพวกเราทุกคน กลับมาเฝ้ามองความดิ้นรนในใจตัวเอง มองให้เห็นความอยากที่จะให้ชีวิตนี้คงอยู่ถาวร มองเห็นความจริงว่าจิตมันยัง ‘อยาก’ ยึดติดอยู่... อย่าเพิ่งรีบใช้สมองอันชาญฉลาด มาหลอกตัวเองว่า “ฉันรับได้แล้ว ปล่อยวางได้แล้ว” โดยที่ไม่ยอมกลับมาสำรวจใจตัวเองอย่างซื่อสัตย์
ถ้าตอนนี้ชีวิตของเรากำลังดี... ก็จงมองเห็นและขอบคุณตัวเองที่ตั้งใจใช้ชีวิตจนได้ดั่งใจ ชื่นชมความงดงามของปัจจุบัน พร้อมกับฝึกยอมรับความจริงที่ว่า... ความงดงามนี้ สักวันก็ต้องพัดผ่านไปเรื่อยๆ มันไม่คงทนถาวร ขอให้เรามองเห็นความงาม ในความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย
แต่ถ้าชีวิตเราตอนนี้มันกำลังแย่... ก็ขอให้เรียนรู้ว่า อย่างไรเสีย สักวันความย่ำแย่นี้ก็ต้องพลัดพรากจากเราไปอยู่ดี แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง อาจไม่ได้พัดพาสิ่งที่ดีกว่ามาเสมอไป มันอาจจะนำความลำบากกว่าเดิมมาให้ก็ได้... ดังนั้น ลองเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ความทุกข์ในตอนนี้” ให้เป็น ก่อนที่มันจะพัดผ่านไปตามกาลเวลา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว... ความถือตัวของเราเองต่างหากทำให้เราชอบบอกว่า เรามีเวลา เวลาไม่เคยเป็นของที่เรามี ไม่ใช่ของที่จะครอบครองเป็นของตัวเองได้เลย เวลาที่เรามีจริงๆมีแค่ “ตอนนี้” เท่านั้น เวลาค่อยๆ ไหลมาให้เราได้หายใจต่ออย่างต่อเนื่อง จนเราหลงคิดไปว่าเราถือครองมันได้ การมีชีวิตอยู่ใน ‘ตอนนี้’ จึงเป็นความโชคดีที่สุด และต่อให้เราจะโชคดีแค่ไหน... ชีวิตในชาตินี้ ก็ย่อมมีวันจบลง
ดีใจที่ได้เจอญาติโยมทุกๆ ท่าน ที่เข้ามาทักทายกันในงานวันนี้นะ เรามาฝึก “นึกถึงความตายทุกลมหายใจ“ และไม่ประมาทในชีวิต เหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทานโอวาทไว้ไปด้วยกันนะ เพราะสุดท้าย
“การกลัวตายไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ การคิดไปเองว่า ‘เราไม่กลัวแล้ว’ ทั้งที่ลึกๆ เรากำลังหลอกตัวเอง และบิดเบือนความจริงในใจต่างหาก”
#ความตาย #ธรรมะ #deathfest #สัจจาธิโก
โฆษณา