17 มี.ค. เวลา 05:09 • หนังสือ

บทที่ 4

การตื่นรู้และขีดจำกัดของมนุษย์
การเดินทางของจิต
เมื่อเราพิจารณาว่าตัวตนอาจเป็นกระบวนการที่เกิดจากการรับรู้ ความทรงจำ และประสบการณ์ในเวลา คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า
กระบวนการนี้สามารถพัฒนาได้มากเพียงใด
มนุษย์จำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ในระดับการรับรู้พื้นฐาน คือ
  • 1.
    ​รับรู้โลก
  • 2.
    ​ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  • 3.
    ​และดำเนินชีวิตตามรูปแบบที่สังคมกำหนด
แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีบุคคลบางกลุ่มที่พยายามสำรวจจิตของตนเองอย่างลึกซึ้ง
การสำรวจนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า การตื่นรู้
การสังเกตจิต
หนึ่งในวิธีพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาจิต คือการสังเกตจิตของตนเอง
เมื่อมนุษย์เริ่มสังเกตความคิด ความรู้สึก และปฏิกิริยาของตนเอง เขาจะเริ่มเห็นว่าจิตไม่ได้คงที่
ความคิดเกิดขึ้น
ดำรงอยู่ช่วงหนึ่ง
และดับไป
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการสำคัญใน Buddhist Philosophy ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง
เมื่อมนุษย์เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน เขาจะเริ่มแยกแยะได้ระหว่าง
  • 1.
    ​ประสบการณ์
  • 2.
    ​และ ผู้รับรู้ประสบการณ์
ผู้สังเกตภายใน
เมื่อการสังเกตจิตดำเนินไปลึกขึ้น มนุษย์จำนวนหนึ่งเริ่มรายงานประสบการณ์ที่คล้ายกัน
พวกเขาเริ่มรู้สึกว่ามี “ผู้สังเกต” อยู่ภายใน
ผู้สังเกตนี้ไม่ได้เป็นความคิด
ไม่ได้เป็นอารมณ์
และไม่ได้เป็นความทรงจำ
มันเป็นเพียงการรับรู้ที่เงียบสงบ
ในทางจิตวิทยาสมัยใหม่ แนวคิดลักษณะนี้ถูกสำรวจในสาขา Transpersonal Psychology ซึ่งศึกษาประสบการณ์ทางจิตที่เกินกว่าการรับรู้แบบปกติของมนุษย์
การฝึกจิตและการเปลี่ยนแปลงของสมอง
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยใน Neuroscience ได้เริ่มศึกษาผลของการฝึกจิต เช่น การทำสมาธิ
การศึกษาหลายชิ้นพบว่า
การฝึกจิตอย่างต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองได้
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า neuroplasticity
สมองสามารถปรับตัวและสร้างเครือข่ายใหม่ตามรูปแบบการใช้งานของมัน
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง
การฝึกจิตอาจไม่ใช่เพียงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่แท้จริง
ระดับของการตื่นรู้
หากมองจากมุมมองของทฤษฎี “ตัวตนและการคงอยู่” การตื่นรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
แต่มันอาจเกิดขึ้นเป็นระดับ
ระดับแรก
มนุษย์เริ่มตระหนักว่าความคิดและอารมณ์ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
ระดับที่สอง
เขาเริ่มเห็นรูปแบบของจิตและสามารถสังเกตมันได้โดยไม่ถูกครอบงำ
ระดับที่สาม
การรับรู้เริ่มมีความนิ่งและชัดเจนมากขึ้น
ในระดับที่ลึกยิ่งขึ้น มนุษย์บางคนรายงานว่าประสบการณ์ของ “ตัวตน” เริ่มขยายออกไป
จากตัวบุคคล
สู่การรับรู้ที่กว้างกว่า
ขีดจำกัดของมนุษย์
คำถามสำคัญคือ
มนุษย์สามารถพัฒนาจิตได้ไกลเพียงใด
บางแนวคิดเสนอว่า จิตของมนุษย์อาจมีขีดจำกัดทางชีวภาพ
แต่บางแนวคิดเสนอว่า จิตอาจสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เราคิด
แนวคิดเรื่องศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ได้รับการศึกษาในสาขา Humanistic Psychology โดยเฉพาะในงานของ Abraham Maslow ซึ่งเสนอแนวคิดเรื่อง self-actualization
Maslow เชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตนเอง
การก้าวข้ามตัวตน
ในมุมมองของทฤษฎีนี้ การพัฒนาของจิตอาจนำไปสู่ขั้นที่ลึกกว่านั้น
ไม่ใช่เพียงการพัฒนาตัวตน
แต่เป็นการ ก้าวข้ามตัวตน
เมื่อจิตเริ่มไม่ยึดติดกับความคิด ความทรงจำ และบทบาททางสังคม
ความรู้สึกของ “ฉัน” อาจเริ่มเปลี่ยนแปลง
มนุษย์บางคนรายงานประสบการณ์ที่พวกเขารู้สึกว่าตัวตนของตนเชื่อมโยงกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเอง
ประสบการณ์ลักษณะนี้พบได้ในประเพณีทางจิตวิญญาณหลายวัฒนธรรมทั่วโลก
สู่ขั้นต่อไปของตัวตน
หากการพัฒนานี้ดำเนินต่อไป คำถามใหม่จะเกิดขึ้น
ตัวตนที่พัฒนาอย่างเต็มที่แล้วจะมีลักษณะอย่างไร
มันจะยังคงเป็นตัวตนของปัจเจกบุคคล
หรือจะกลายเป็นบางสิ่งที่กว้างกว่านั้น
คำถามนี้จะนำเราไปสู่บทถัดไป
ซึ่งจะสำรวจแนวคิดที่ลึกที่สุดของทฤษฎีนี้
นั่นคือ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนและจักรวาล
โฆษณา