18 มี.ค. เวลา 04:00 • ธุรกิจ

General Electric บริษัทอายุ 134 ปี ที่ก่อตั้งโดย โทมัส เอดิสัน ผู้คิดค้นหลอดไฟ

หากให้ทุกคนลองตอบพร้อมกันว่า “ใครคือผู้ประดิษฐ์คิดค้นหลอดไฟ เป็นคนแรกในโลก ?”
เชื่อว่า คำตอบนี้ ทุกคนจะตอบได้ง่ายดาย อย่างพร้อมเพรียงกันหมดว่า “คือคุณ Thomas Alva Edison”
แต่หากถามต่อไปล่ะว่า “แล้วใครคือผู้ก่อตั้งบริษัท General Electric อีกหนึ่งบริษัทระดับตำนานของประเทศสหรัฐอเมริกา ?”
ตรงนี้หลายคนน่าจะต้องคิดหนัก เพราะชื่อบริษัท General Electric หรือเรียกย่อ ๆ ว่า GE อาจจะไม่ได้คุ้นหูกับคนส่วนใหญ่สักเท่าไรนัก
แต่รู้หรือไม่ว่า เป็นคำตอบเดียวกับข้อแรกเลย แถมพวกเราทุกคน ที่เคยขึ้นเครื่องบิน อาจจะเคยเป็นลูกค้าของบริษัทนี้แบบอ้อม ๆ อยู่ด้วย
เพราะเครื่องบินจำนวนกว่า 3 ใน 4 ที่บินกันอยู่ทุกวันนี้ ใช้เครื่องยนต์ของบริษัท GE
ความน่าสนใจของบริษัทนี้ ไม่ได้หมดอยู่แค่นั้น เพราะยังมีเรื่องราวของยอด CEO ในตำนาน และการพลิกฟื้นกิจการอย่างยิ่งใหญ่
ที่รับรองว่า บทความนี้จะเป็นอาหารสมองชั้นเลิศต่อทุกคน ที่ตั้งใจอ่านกันจนจบเลย..
หากสงสัยว่า แล้วเรื่องราวของ General Electric เป็นมาอย่างไร ทำไมถึงน่าสนใจ และทำไมถึงเป็นตำนาน ที่จะถูกสอนเป็นบทเรียนในโลกธุรกิจไปตลอดกาล ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
บริษัท General Electric หรือ GE ก่อตั้งในปี 1892 หรือก็คือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย
โดยเกิดจากการควบรวมกันระหว่าง 2 บริษัท คือบริษัท Edison Electric Light Company ของคุณ Thomas Edison นักประดิษฐ์ชื่อก้องโลก และบริษัทคู่แข่ง
โดยมีคุณ J.P. Morgan สุดยอดนายธนาคารแห่งยุคนั้น
เป็นนายทุนคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังดีลนี้
ด้วยรากฐานจากการเป็นบริษัทที่เด่นด้านการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ จึงช่วยต่อยอด ให้บริษัทสามารถขยับขยายผลิตภัณฑ์ออกไป ได้มากกว่าแค่ทำหลอดไฟ
ให้มีสินค้าหลากหลาย ครอบคลุมอยู่ในหลายหมวด เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, กังหันลม, อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน
ถึงแม้บริษัทจะก่อตั้งมานาน แต่หากพูดถึงยุคทองที่แท้จริงของบริษัทแล้ว กลับเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี้
คือในปี 1981 เมื่อคุณ Jack Welch พนักงานลูกหม้อ ได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของบริษัท
ผลงานของ GE ภายใต้การนำของคุณ Jack เรียกได้ว่า เป็นกรณีศึกษาที่จะถูกนำไปใช้สอนในโลกธุรกิจตลอดกาล..
เพราะคุณ Jack ได้เข้ามาเปลี่ยนระบบการทำงานของบริษัทอายุเกือบ 100 ปีในตอนนั้น ให้มีความดุดัน ผ่านนโยบายที่เด็ดขาดเป็นอย่างมาก
นั่นคือ หากธุรกิจไหนของ GE ไม่สามารถเป็นอันดับ 1 หรืออันดับ 2 ในอุตสาหกรรมที่กำลังทำธุรกิจอยู่ได้ ธุรกิจนั้นจะต้องถูกปิดตัวลง หรือไม่ก็จะต้องถูกขายทิ้งไป
นอกจากนี้ เขายังได้ริเริ่มนำระบบประเมินพนักงานแบบใหม่เข้ามา เรียกว่า “Rank and Yank”
กล่าวคือ กลุ่มพนักงานที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด 10% ของบริษัท จะต้องถูกไล่ออกทุกปี
ทั้งนี้ ก็เพื่อคัดให้บริษัทเหลือแต่คนเก่ง ๆ และบีบให้พนักงานทุกคน ต้องพยายามรีดเค้นประสิทธิภาพในการทำงานขั้นสูงสุดออกมาให้ได้เสมอ
และอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น จนทำให้บริษัทเติบใหญ่มามีมูลค่ามากที่สุดในโลกในยุคนั้น ก็คือการขยายเข้าไปสู่ธุรกิจการเงิน ที่เรียกว่า “GE Capital”
GE Capital คือธุรกิจปล่อยเงินกู้ ให้กับแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ บัตรเครดิต, สินเชื่อบ้าน ไปจนถึงให้เช่าเครื่องบินเหมาลำ
ซึ่งธุรกิจนี้ ทำกำไรได้อย่างมหาศาล จนส่งผลให้กำไรกว่าครึ่งของ GE ก็มาจากตัว GE Capital นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา เพราะหลังจากกุมชะตาชีวิตของบริษัทมา 20 ปี ในปี 2001 คุณ Jack ก็ได้เกษียณ และส่งไม้ต่อให้กับคุณ Jeff Immelt
และนับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาฝันร้ายอันยาวนานของบริษัทเกือบ 20 ปี..
เพราะบริษัทต้องเจอกับผลกระทบจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ทำให้ตัวธุรกิจหลัก อย่างการผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน และการปล่อยเช่าเครื่องบิน ต้องหยุดชะงัก
เพราะบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน เลือกชะลอการสั่งซื้อ จากความกังวลเรื่องการเดินทางทางอากาศ ที่ทำให้ความต้องการขึ้นเครื่องบินชะลอตัวลงไป
แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่จบ เพราะต่อมาในปี 2008 ก็เกิดวิกฤติซับไพรม์ขึ้น
จากเดิมธุรกิจ GE Capital เคยทำให้บริษัทรุ่งเรือง เพราะเป็นเครื่องผลิตเงินชั้นดี ก็ต้องเจอกับปัญหาหนี้เสียอย่างรุนแรง
ทำให้เก็บเงินจากลูกหนี้ไม่ได้ จนบริษัทขาดสภาพคล่อง และเกือบจะล้มละลาย
จนต้องมาขอความช่วยเหลือจากทั้งรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และคุณ Warren Buffett นักลงทุนในตำนาน ที่มาช่วยซื้อหุ้นบุริมสิทธิ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้
หลังจากรอดตายมาได้ สถานการณ์ของบริษัท ก็ยังไม่ถือว่าดีขึ้นสักเท่าไรนัก เพราะบริษัทยังคงหลงทิศทางแบบกู่ไม่กลับ
โดยบริษัทพยายามขายธุรกิจ GE Capital ทิ้งไป แล้วหันไปซื้อกิจการพลังงานฟอสซิลของบริษัท Alstom ด้วยมูลค่ามหาศาลแทน
ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง เพราะเทรนด์ของโลกกำลังหมุนไปสู่ยุคพลังงานสะอาดแล้ว
จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้บริหาร ประกอบกับโครงสร้างองค์กรที่ใหญ่เทอะทะ จนดูปรับตัวได้ช้ามาก แถมยังมีหนี้สินท่วมหัว
มูลค่าของบริษัทในตอนนั้น จึงหายไปถึง 90% จากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้
และในปี 2018 บริษัทก็ได้ถูกถอดออกจากดัชนี Dow Jones
นับเป็นการปิดตำนาน ที่ได้อยู่คู่กับดัชนีนี้ มานานถึง 111 ปี ไปโดยปริยาย..
อ่านมาถึงตรงนี้ เราคงเห็นตรงกันว่า เส้นทางชีวิตของ GE หากจะมองเหมือนเป็นภาพยนตร์สักเรื่อง ก็มีครบทุกอารมณ์เลย
ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ที่เกิดมาจากความฝัน ของสุดยอดนักประดิษฐ์ชื่อดัง คือคุณ Thomas Edison
ต่อมาถึงยุคมี CEO ยอดมนุษย์ คือคุณ Jack Welch สร้างอาณาจักรให้บริษัทยิ่งใหญ่
และโชคชะตาก็กลับเล่นตลก ต้องเจอกับช่วงตกต่ำ เป๋ไปยาว จนเกือบจะเอาตัวไม่รอด..
ถึงแม้โชคชะตาของบริษัท จะพลิกไปพลิกมา จนทำให้คนที่ติดตามเรื่องนี้ ลุ้นกันเหนื่อยจนท้อแท้มากก็ตาม
แต่ก็เป็นดังสุภาษิตที่ว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด มักจะให้กำเนิดวีรบุรุษมากอบกู้สถานการณ์อยู่บ่อย ๆ
เรื่องราวการพลิกฟื้นบริษัท General Electric ให้พ้นบ่วงเคราะห์กรรมครั้งนี้ ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน
เพราะในช่วงปลายปี 2018 จุดเปลี่ยนสำคัญได้เกิดขึ้น เมื่อทางคณะกรรมการของบริษัท ตัดสินใจลองทำสิ่งใหม่ดู
นั่นคือการแต่งตั้ง คุณ Larry Culp ให้มารับตำแหน่งเป็น CEO
ซึ่งความพิเศษของเรื่องนี้ก็คือ เขาเป็น CEO คนนอกคนแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาเป็น 100 ปี..
โดยเขาคนนี้มีผลงานโดดเด่น จากการเป็น CEO บริษัท Danaher Corporation ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการบริหารจัดการองค์กร และการจัดสรรเงินทุนอย่างชาญฉลาด
และเมื่อเขาได้เข้ามาคุม GE เขาก็เริ่มต้นจากการสะสางปัญหาที่หมักหมมอยู่ในบริษัทมานานหลายปีให้คลี่คลาย
- ลดหนี้สิน
- ลดการจ่ายเงินปันผลลงชั่วคราว เพื่อทำให้บริษัทมีสภาพคล่องดีขึ้น
- ขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไรทิ้งไป เหลือแต่สิ่งที่บริษัททำได้ดีเท่านั้น
แต่กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด ที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท ให้ฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง ก็คือการแตกธุรกิจของ General Electric ออกมาเป็น 3 บริษัท เพื่อเข้าตลาดหุ้น
เพราะเขาเชื่อว่า ในยุคปัจจุบันนี้ การเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำหลายธุรกิจไปพร้อมกัน อาจจะไม่เหมาะสมกับ GE อีกต่อไปแล้ว
บริษัทควรจะมุ่งเน้นไปในแต่ละด้าน ที่มีความเชี่ยวชาญ และทำให้ดีที่สุดไปเลยดีกว่า
โดย 3 บริษัทที่แตกออกมานี้ ประกอบด้วย
- ปี 2023 แยกบริษัท GE HealthCare ทำธุรกิจผลิตเครื่องมือแพทย์ เข้าตลาดหุ้น
- ปี 2024 แยกบริษัท GE Vernova ทำธุรกิจพลังงานและกังหันลม เข้าตลาดหุ้น
- ส่วนบริษัทแม่อย่าง General Electric ก็จะเหลือแค่ธุรกิจผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินเพียงอย่างเดียว จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น GE Aerospace
การที่บริษัทแม่ กลายร่างมาเป็น GE Aerospace กลับทำให้ตลาดหุ้น ให้มูลค่าของบริษัท เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
เพราะธุรกิจผลิตเครื่องยนต์เครื่องบิน มีความแข็งแกร่งมาก เนื่องจากเครื่องยนต์ประมาณ 75% ของเครื่องบิน ที่ใช้งานกันอยู่ในโลกนี้ ผลิตโดยบริษัทนี้
นอกจากนี้ โมเดลธุรกิจของ GE Aerospace ยังเป็นแบบ “Razor and Blades” หรือก็คือการยอมขาดทุนจากสินค้าหลัก แต่ทำกำไรจากสินค้าเสริม
ซึ่งสำหรับ GE Aerospace ก็คือการยอมขายเครื่องยนต์เครื่องบินที่ผลิตออกมาใหม่ ในราคาแทบจะขาดทุน
และเลือกไปทำกำไร จากการซ่อมแซมเครื่องยนต์เครื่องบิน ตลอดอายุการใช้งานของเครื่องบินแทน
โดยสิ่งที่ทำให้โมเดลธุรกิจนี้ของ GE Aerospace ประสบความสำเร็จก็เป็นเพราะว่า
เครื่องยนต์เครื่องบิน เป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนในการผลิตสูง และยังต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัย จากหน่วยงานอย่าง FAA ที่ตรวจละเอียดมากก่อนด้วย
ทำให้ถ้าผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Boeing และ Airbus จะเลือกผู้ผลิตเครื่องยนต์ ก็จะมีอยู่แค่ 3 เจ้าในโลกเท่านั้น รวม GE Aerospace
แต่เมื่อ GE Aerospace ยอมขายเครื่องยนต์ในราคาที่ถูกมาก ก็ทำให้บริษัทกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น จนสามารถนำเครื่องยนต์ของตัวเองเข้าไปอยู่ในเครื่องบินต่าง ๆ ได้จำนวนมาก
ซึ่งอายุการใช้งานของเครื่องบินหนึ่งลำ จะอยู่ที่ประมาณ 20 ปีขึ้นไป และต้องมีการซ่อมแซมบ่อย ๆ
ก็หมายความว่าทาง GE Aerospace จะมีรายได้ประจำ ให้เก็บกินไปอีกอย่างน้อย 20 ปีทันที
และด้วยกลยุทธ์ที่แปลกใหม่ ตามที่กล่าวมา ในยุค CEO คนปัจจุบัน คือคุณ Larry Culp นี่เอง
ก็ทำให้บริษัท GE ที่เหมือนตกอยู่ในหลุมลึกมานานเกือบ 20 ปี สามารถพลิกฟื้นบริษัท กลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่
จนในทุกวันนี้ ราคาต่อหุ้นของบริษัท GE Aerospace ก็สามารถแซงหน้า สมัยช่วงพีกที่สุด เมื่อเทียบกับสมัยของคุณ Jack Welch เป็น CEO ไปจนได้
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เชื่อว่า เราคงเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาของบริษัทในตำนาน ที่อยู่คู่กับประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าง General Electric กันดีขึ้นแล้ว
เรื่องราวของบริษัทนี้ หากเราลองมองอย่างลึกซึ้งดู จะเห็นว่า ได้ให้บทเรียนครบทุกรสชาติเลย
เพราะคงจะมีบริษัทเพียงจำนวนน้อยนิดในโลกนี้เท่านั้น ที่เคยผ่านทั้งช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่แบบสุด ๆ และตกต่ำแบบดูไม่มีอนาคต
แต่ก็ยังโชคดี สามารถพลิกฟื้นกลับมา สู่เส้นทางความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้อาณาจักร General Electric ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ที่อยู่มานานกว่า 130 ปี จะล่มสลายลงไปแล้ว เพราะได้แตกออกมาเป็น 3 บริษัท ที่ทำธุรกิจไม่เหมือนกัน
แต่หากลองคิดดูอีกมุมในแง่ดีดูบ้าง บางทีนี่ก็อาจจะไม่ใช่จุดจบของตำนานแต่อย่างใด
แต่อาจจะเป็น “การทุบเพื่อสร้างใหม่”
ที่สอนให้โลกธุรกิจได้รู้ว่า ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง อาจจะไม่ได้วัดกันที่การครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง
หากแต่วัดกันที่ “ความกล้าหาญ” ที่จะยอมสละความยิ่งใหญ่ในอดีตทิ้งไป เพื่อโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด
เพื่อให้สามารถอยู่รอดต่อไปในโลกอนาคต ที่แสนผันผวน ก็เป็นได้..
#ธุรกิจ
#หุ้นนอก
#GE
References
- The Discipline Behind One of the Greatest Business Turnarounds | Larry Culp with Declan Kelly
- How GE Aerospace CEO Larry Culp turns problems into progress
- Yahoo Finance “GE Aerospace (GE)”
โฆษณา