18 มี.ค. เวลา 01:07 • ไลฟ์สไตล์

เสน่ห์กร่อนงดงามร่วมสมัย

อิฐแดงที่แตกบิ่นไม่เคยเงียบ
ดูเหมือนสื่อเงียบๆแม้ไม่มีเสียง
สื่อผ่านรอยกร่อนเก่าของกาล
เวลาที่องค์พระพุทธรูปโบราณ
เหมือนพูดผ่านแสงแดดที่ตก
กระทบซากกำแพงพูดผ่านเงา
คนยุคใหม่ที่เดินถือร่มสีสดใส
ถ่ายภาพโบราณสถานทิ้งความชื่นชมรอยยิ้มไว้แล้วจากไป
ยังไงก็ต้องจากความสงบไปสู่นวัตที่วุ่นวายในสังคมปัจจุบัน
ศิลปะในที่นี้ไม่ใช่แค่“สิ่งที่สร้าง” แต่คือ“สิ่งที่ยังคงดำรงเหลืออยู่”
เหลือทั้งความศรัทธาความระลึกความพยายามและความสูญเสีย
ศิลปะศิลปราติมากรรมโบราณยังคงดำรงอยู่งดงาม
มือของช่างในอดีตอาจสั่นจากความเหนื่อยล้าแต่เขายังวางอิฐก้อนต่อก้อนไม่ได้เพื่อความไวรัล ไม่ได้เพื่อยอดไลก์อันใด
แต่เพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
ชีวิตครั้งหนึ่งของเขาเอง
แล้วเราล่ะยืนอยู่ตรงนี้ในโลก
ที่หมุนเร็วแฟชั่นเปลี่ยนผ่านในพริบตาความนิยมเกิดแล้วดับเหมือนแสงเทียนและเปลวไฟ
ท้ายสุดส่องแสงเพียงใดก่ะดับลงในที่สุด
เสื้อที่เขียนว่า“OK”กลับมีหน้า
บึ้งเหมือนคำยืนยันที่ย้อนแย้ง
เหมือนคนยุคนี้ที่ชอบพูดจาว่า
“ไม่เป็นไร”ทั้งที่ข้างในว่างเปล่า
โอเคที่ให้ความรู้สึกย้อนแย้งไปพร้อมกัน
ภาพผู้คนกลางโบราณสถาน
มันไม่ใช่ความไม่เคารพแต่
คือบทสนทนาระหว่างกาลเวลา
อดีตที่นิ่งกับปัจจุบันที่เคลื่อนไหว
ศิลปะที่ถูกสร้างกับตัวตนที่กำลังถูกสร้างขึ้นคู่ขนานกันไป
ความงดงามจึงไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แต่อยู่ที่“การยังคงอยู่”
แม้จะไม่ครบถ้วนเพียงใดก่ะตาม
ทุกอย่างในวันนี้คงสงบสมบูรณ์อิ่มในใจจนถึงปัจจุบัน
เหมือนองค์พระพระพุทธรูป
ที่พุกร่อนชำรุดที่คงไว้ซึ่งสื่อ
กาลวันเวลาที่สุดยาวนานผ่านเหตุการณ์แต่ยังสงบเหมือนกำแพงที่พังแต่ยังยืนเหมือน
คนที่ใจสลายแต่คงยังหายใจ
และบางทีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้นใหม่
แต่คือสิ่งที่เรายังมองเห็นคุณค่า
ในสิ่งที่คนก่อนหน้าสร้างไว้แล้ว
เคยมีความสมบูรณ์แต่ก่อนกาล
“อิฐเก่ากองนั้นไม่เคยตาย
เพียงย้ายลมหายใจไปอยู่ใน
เงารอยบิ่นคือถ้อยคำที่กาล
เวลาเล่า
ว่าครั้งหนึ่งมีคนยอมเผาตัวเอง
เพื่อสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาให้จดจำ
วันนี้มีเรายืนสวยงามชั่วคราว
ถ่ายภาพเก็บดาวในวันที่ฟ้าใส
แท้ที่จริงแสงแท้จริงไม่เคยเกิด
จากกล้องของเรากับภาพวันวาน“
เติมเต็มความงดงามร่วมสมัย
คุณค่าของกาลเวลา
คือการที่บางคนยอมสูญเสีย
เพื่อให้บางสิ่งไม่สูญหายไป
ต่างหาก
โฆษณา