19 มี.ค. เวลา 02:08 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

书卷一梦 (คัมภีร์ร่วมฝัน)

..เขียนขึ้นจากความคิดเห็นและมาตรฐานส่วนตัว...
ดูจาก iQIYI ปีที่ออกฉาย 2025
ความยาว 40 ตอน ตอนละประมาณ 45 นาที
ตอนดูครั้งแรกไม่ได้รู้จักนักแสดงคนไหนเลยนอกจากหลิวอวี่หนิง เคยดูผลงานของเขาเรื่องเดียวคือปรปักษ์จำนนก่อนมาดูเรื่องนี้ ถือว่าไม่ได้รู้จักลึกซึ้ง แต่ชอบตอนเขาร้องเพลงไทย ...ขำจะขิต โดยรวมการแสดงดี มุมกล้องดูมีเรื่องราว ภาพ-ฉากต่อสู้สวย และส่วนตัวชอบละครตลกอยู่แล้ว มีการเหน็บแนมวงการละครจีน และแซวพระเอกหลิวอวี่หนิงพอกรุบกริบ คนที่เป็นแฟนหลิวอวี่หนิงอาจจะตลกกว่าคนอื่นในบางฉาก แล้วก็ชอบเพลงประกอบที่ชื่อว่า 不凡 มากด้วย อย่างน้อยเพลงนี้ก็ช่วยทำให้รู้สึกว่านี่ยังเป็นละครรักอยู่
บทความนี้เขียนขึ้นตอนดูซ้ำรอบที่สาม จะเน้นที่การตีความบท แต่ออกตัวก่อนว่าไม่มีความรู้ภาษาจีนอาจจะตีได้ไม่แตกเท่าไหร่ ใส่ความรู้สึกไปซะ 80% (ฮา)
书卷一梦(คือชื่อเรื่อง=คัมภีร์ร่วมฝัน) เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักแสดงปลายแถวซ่งเสี่ยวอวี๋ที่ทะลุมิติเข้าไปเป็นตัวละครนางเอกซ่งอีเมิ่งในบทละครเรื่อง 清宁一梦(ชิงหนิงอีเมิ่ง คำว่าชิงหนิงแปลว่าสงบสงัด อาจจะเล่นคำกับชื่อนางเอกด้วย) ซึ่งเธอได้เล่นคู่กับนักแสดงนำผู้โด่งดังหนานเฟิง หลังจากที่เสี่ยวอวี๋เข้าไปในบทละครก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองจบแบบกลายเป็นมนุษย์สุกรเหมือนกับซ่งอีเมิ่ง จนเกิดเป็นเรื่องราวตัวละครสู้กับกลไกบทละครและคนเขียนบทขึ้นมา
清宁一梦 เขียนโดยนักเขียนบทชายนามปากกาบิชอง เป็นเรื่องขององค์ชายเจ็ด "หนานเหิง" ที่ชีวิตสุดจะอาภัพ พ่อไม่รัก แม่ไม่สู้คน น้องก็ไม่นับเป็นพี่ แต่เก่งและฉลาด วางแผนมากมาย ใช้ความแค้นผลักดันตนเองจนได้เป็นฮ่องเต้ ส่วนนางเอกของเรื่องซ่งอีเมิ่งเป็นหมากตัวหนึ่งที่หนานเหิงใช้เป็นบันไดขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต แถมเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง เป็นตัวละครที่จบอย่างทรมานและอนาถสิ้นดี
ฉากเด็ดในบทละครเรื่องนี้มีอยู่ 7 ฉาก...
1) ช่วยหญิงสาวตกน้ำที่อุทยานหลวง ฉากนี้พระเอกจะได้แสดงความอ่อนโยน(แม้ตามบทจะเป็นการวางแผนตั้งแต่ต้น) นางเอกจะตกหลุมรัก แล้วทั้งคู่จะจูบกัน
2) วีรบุรุษช่วยสาวงามที่งานเทศกาลโคมไฟ ฉากพระเอกช่วยนางเอกที่จะต้องยัดเข้ามาเพื่อแสดงความหวานเลี่ยนให้มากเข้าไปอีก
3) แตกหักกับครอบครัวเพราะคลั่งรัก แสดงความยึดมั่นในรักของนางเอก ชีวิตนี้ไม่เอาไรแล้วนอกจากผู้
4) พี่เขยน้องสะใภ้ลอบได้เสียกัน ฉากดราม่าผิดศีลธรรมก็ต้องใส่เข้าไปสักหน่อย เพิ่มอรรถรส
5) สามคนแทงกันเป็นวงวันแต่งงาน เรื่องรักสามเส้าเราสามคนก็ต้องมีเหมือนกัน
6) ฉากเลือกหนึ่งจากสองสุดคลาสสิค เพื่อให้นางเอกได้ตาสว่างว่าโดนผู้หลอกใช้มาตลอด สิ้นหวังจนตัดสินใจจบชีวิต
7) ถูกส่งไปตำหนักเย็นแล้วกลายเป็นมนุษย์สุกร แค่นางเอกโดดลงมาจากกำแพงเมืองละพระเอกไม่ไปรับยังไม่สาแก่ใจคนดู ต้องอนาถให้สุด
ฉากพวกนี้เป็นเหมือนโครงเรื่องที่กำหนดไว้แล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นฉากที่นายทุนสั่งมา หรือเป็นฉากที่คนชอบดูจนต้องมีในละครแทบทุกเรื่อง ต่อให้ขัดกับเนื้อหาและสถานการณ์แค่ไหนนักเขียนก็ต้องยัดเข้ามาให้ได้ ตามบทละครนี้ถือว่าซ่งอีเมิ่งเป็นตัวละครที่ชีวิตบัดซบมาก แต่นางก็ดูจะเป็นหญิงสาวร้าย ๆ อยู่ มีหลายฉากที่ถูกพูดถึงว่าเจ้าเล่ห์เสแสร้งถูกเอาแต่ใจจนเสียคนอยากแต่งสามีเจ้าจนตัวสั่น
แอบคิดว่าที่ได้ลงเอยกับหนานเหิงในตอนจบอาจจะเป็นยัยน้องสาวก็ได้ ส่วนอีเมิ่งคือตัวละครที่ถ้าไม่มีนางเรื่องจะไม่เดิน เลยได้ชื่อว่าเป็นนางเอกของเรื่อง และคงเป็นตัวละครที่น่ารำคาญไม่น้อยถึงได้ถูกเขียนให้ตายอนาถเช่นนี้ เพราะเหตุนี้ด้วยรึเปล่านะบทถึงตกมาอยู่ในมือซ่งเสี่ยวอวี๋นักแสดงไร้ชื่อได้ บทละครเรื่องนี้ทั้งตัวเสี่ยวอวี๋และผู้จัดการส่วนตัวของหนานเฟิงก็ร่ายยาวถึงความไม่สมเหตุผลในฉากต่าง ๆ ไว้แล้ว รู้สึกเหมือนเห็นตัวเองตอนดูซีรีย์แนวตั้ง ด่าบทตั้งแต่ต้นยันจบ
แต่ถ้าถามว่าจะหยุดดูไหม ก็... 555
ก็นะ คนเขียนบทเขารู้ว่าเขียนยังไงคนดูถึงอยากดูต่อ
จากตรงนี้จะมีการเปิดเผยรายละเอียดของเนื้อหาทั้งหมด
เสี่ยวอวี๋หลุดเข้าไปในบทละครตอนฉากวันแต่งงานของอีเมิ่งกับฉู่กุยหง ตามบทเป็นฉากที่ต้องหนีงานแต่งเพราะหลงรักหนานเหิงไปแล้ว(ฉากเด็ดแตกหักกับครอบครัวเพราะคลั่งรัก) แต่เสี่ยวอวี๋ในตอนนี้คิดเพียงแค่ว่าถ้าไม่อยากตายอนาถก็ต้องไม่ลงเอยกับหนานเหิง จึงทำทุกทางเพื่อจะแต่งงานกับฉู่กุยหงให้ได้ แต่ระหว่างการรับตัวเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวก็มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นจนซ่งอีเมิ่งต้องวนลูปตายแล้วตายอีกก็ยังไปไม่ถึงห้องหอสักที เมื่อเรื่องไม่คืบหน้าคราวนี้เลยถูกส่งย้อนกลับไปก่อนที่จะเจอกับหนานเหิงซะเลย
ตรงนี้คิดว่าคนเขียนบทต้องการทำให้เสี่ยวอวี๋ตกหลุมรักหนานเหิง เลยมีการแทรกบทให้ตัวประกอบสรรเสริญเยินยอพระเอกเข้ามาซะเพียบ เคยคิดว่าเสี่ยวอวี๋ย้อนแย้ง พยายามเปลี่ยนเนื้อเรื่องเพราะไม่อยากตาย แต่ก็ต้องมาตายซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเปลี่ยนเนื้อเรื่องอยู่ดี น่าจะยอมเล่นไปตามเรื่องให้จบไปซะ จนมาเข้าใจในฉากจมน้ำที่เธอยอมตายยังดีกว่าต้องมีชีวิตรันทด ตัวเสี่ยวอวี๋เองรู้สึกว่าบทเรื่องนี้มันพิลึกไม่สมเหตุสมผลมาตั้งแต่แรกด้วย เลยเป็นความรู้สึกแบบต่อต้าน บทเขียนมาให้คลั่งรักเค้า นางก็แบบฉันจะไม่รักซะอย่างจะทำไม
ในฉากช่วยหญิงสาวตกน้ำที่อุทยานหลวง เสี่ยวอวี๋ที่ต้องการหลีกเลี่ยงหนานเหิงตั้งใจว่าจะไม่ไปตามคำเชิญ แต่ตัวประกอบทั้งหลายก็ทำหน้าที่ของตัวเองส่งตัวเอกไปเจอฉากสำคัญจนได้ เสี่ยวอวี๋ตกน้ำ หนานเหิงกระโดดลงไปช่วยตามแผนช่วยสาวงามที่ตนวางไว้ แต่พอขึ้นฝั่งมาก็ถูกเสี่ยวอวี๋ทำลายฉากแสดงความอ่อนโยนของพระเอก เกือบจะได้จบด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างไป ก็ถูกคนเขียนบทยัดฉากจูบอย่างดูดดื่มเข้ามาให้เฉย กลายเป็นทั้งพระนางร่างกายขยับเองต้องเล่นไปตามบท หลังจากฉากนี้เนื้อเรื่องเริ่มแตกต่างไปจาก 清宁一梦 ที่เสี่ยวอวี๋เคยอ่านมา
หนานเหิงตามบทที่ต้องหลอกอีเมิ่งให้หลงรัก กลายเป็นอยากกำจัดทิ้งไปซะตั้งแต่ตอนนี้แทน เสี่ยวอวี๋เองก็เริ่มคิดได้ว่าบทละครมีกลไกอยู่ คือแม้เนื้อเรื่องระหว่างทางจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่โครงเรื่องหลักที่วางไว้จะต้องเกิดขึ้นเสมอ หนานเหิงที่คิดว่าอีเมิ่งเป็นนางปีศาจใช้มนตร์ดำบังคับร่างกายได้ก็พยายามปลิดชีวิตอีเมิ่งอยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายก็เป็นตัวเองที่เจ็บเองเพราะขยับไปปกป้องสาวเจ้ามันทุกครั้ง หลังจากลองมาหลายวิธีถึงได้รู้ว่าตัวเองฆ่าเขาไม่ได้
เสี่ยวอวี๋เองก็เริ่มสังเกตจุดนี้ได้ จึงรู้ว่าบทละครมีกลไกอีกข้อคือพระเอกต้องช่วยนางเอกทุกครั้งที่มีภัย แสดงว่าถ้าไม่ใช่บทที่เขียนไว้อยู่แล้วหนานเหิงจะไม่สามารถทำร้ายอีเมิ่งได้เลย เธอจึงเลิกกลัวหนานเหิง แล้วหันมาพยายามไม่ให้ฉากเด็ดถัดไปเกิดขึ้น จนนำไปสู่ความคิดที่ว่า "ต้องฆ่าเขาก่อนที่เขาจะฆ่าเรา"
ตัวละครหลีสือลิ่วและพรรคพวกเทพท่องรัตติกาลที่เสี่ยวอวี๋ไม่รู้จักแต่กลับมีขึ้นมาได้ตอนนี้ คิดได้สองแบบคือเป็นโลกในบทละครที่ยังไม่ได้เขียนออกมา หรืออีกแบบคือคนเขียนบทพยายามสร้างหนทางที่จะทำให้เธอตกหลุมรักหนานเหิง แต่เมื่อเธอใจแข็งจนถึงที่สุด จึงเพิ่มบทของหลีสือลิ่วเข้าไปเพื่อให้พระนางมีบทรักกันตามที่ตั้งใจ
ในฉากเด็ดฉากที่สอง "วีรบุรุษช่วยสาวงามที่งานเทศกาลโคมไฟ" แม้เสี่ยวอวี๋จะป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ได้ แต่ฉากช่วยสาวงามก็ยังเกิดขึ้นตามโครงเรื่อง คนดูรู้ว่าคนที่ช่วยคือเหิงที่กำลังปลอมเป็นสือลิ่ว แต่เสี่ยวอวี๋ไม่รู้ว่าทั้งคู่คือคนเดียวกัน แล้วก่อนหน้านี้ก็ประทับใจที่สือลิ่วช่วยชีวิตไว้(แม้จะช่วยเพราะกลไกบท) ที่จะบิดเนื้อเรื่องไม่ยอมชอบหนานเหิง สุดท้ายก็ยังมาตกหลุมรักพระเอกตามบทอยู่ดี ฉากนี้รายละเอียดบางส่วนเปลี่ยน แต่แกนหลักอย่างบทหวานพระนางก็ยังเกิด ไฟที่ต้องไหม้แบบวอดวายก็ยังคงเกิดขึ้นในที่สุด
หลังจากนั้นเสี่ยวอวี๋ก็เจอเหตุการณ์ที่ได้ทำความรู้จักกับหนานเหิงในเชิงลึกอยู่บ่อยครั้ง จากที่เคยตีตราเขาว่าเป็นจอมวางแผนชั่วร้ายอำมหิตฆ่าไม่เลือก ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงได้กลายเป็นคนแบบนี้ เท่าที่ดูมีหลายครั้งที่เสี่ยวอวี๋หวั่นไหวไปกับหนานเหิง อย่างตอนที่นางแอบผิดหวังเพราะคิดว่าที่หนานเหิงปกป้องเป็นเพราะกลไกบทละคร แล้วจะเพราะเขินหรือน้อยใจก็ไม่รู้แหละ แต่ตัวหนานเหิงเองก็ไม่ปฏิเสธด้วยว่าไม่ใช่ ความจริงที่ทำไปเพราะรักเธอขาไปแล้วต่างหาก
จากตรงนี้ต่อให้เสี่ยวอวี๋รู้สึกเห็นใจหนานเหิงแค่ไหน แต่ถ้าโครงเรื่องคือสิ่งที่อย่างไรก็ต้องเกิด สุดท้ายแม้หนานเหิงไม่อยากแต่เขาก็จะเป็นคนที่ทำให้เธอตาย แม้รายละเอียดบางส่วนอาจจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเธอได้ลงเอยกับหนานเหิงฉากแต่งงานก็จะเกิดขึ้น แล้วการถูกทำให้เป็นมนุษย์สุกรด้วยมือเขาก็คงยิ่งใกล้เข้ามา
ในฉากแตกหักกับครอบครัวเพราะคลั่งรัก ฉากหลังไม่ใช่การหนีงานแต่งแล้ว แต่กลายเป็นฉากรับราชโองการสมรสพระราชทานกับหนานเหิง พ่อของอีเมิ่งออกมาขัดขวางตามบท อีเมิ่งที่เดิมก็เชียร์พ่ออยู่ในใจกลับถูกกลไกบทละครดึงเข้าฉากต่อสู้เพื่อความรัก ฉากหลังต่างแต่บทพูดกลับเหมือนการคัดลอกแล้ววางแบบคำต่อคำ
เมื่อฉากนี้ออกมาแล้วฉากถัดไปอย่างพี่เขยน้องสะใภ้ลอบได้เสียกันก็ต้องตามมาในไม่ช้า เสี่ยวอวี๋ที่พอได้สัมผัสกับตัวละครอื่นมากเข้า ก็ไม่ได้รู้สึกแล้วว่าพวกเขาเป็นแค่สิ่งที่อยู่ในหน้ากระดาษ กับซ่งอีทิงก็รักเหมือนกับเป็นน้องสาวจริงขึ้นมา เธอจึงยอมไม่ได้ที่จะให้มีฉากนี้ แต่สุดท้ายฉากนี้ก็เกิดขึ้นอยู่ดีโดยที่มีรายละเอียดต่างไปจากที่เสี่ยวอวี๋อ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะอีทิงคนนี้ไม่ได้รักหนานเหิงตามในเรื่อง 清宁一梦 แต่เสี่ยวอวี๋ยังคงเข้าใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคือหนานเหิงล่อลวงอีทิงตามบทเดิม
ตอนที่ฮ่องเต้มาหา นางก็ลังเลว่าจะบอกเรื่องหนานเหิงตามหาวิธีหลอมดาบอยู่ดีไหม ถ้าบอกไปหนานเหิงก็ต้องโดนฮ่องเต้ฆ่าตายแน่ ฉากอย่างอีทิงต้องไปเป็นเมียน้อย ตัวเองถูกทำให้เป็นมนุษย์สุกร ตระกูลซ่งถูกฆ่าล้างตระกูลก็อาจจะไม่เกิดขึ้น ส่วนฮ่องเต้มีทางเลือกให้นางสองทาง หนึ่งคือชี้ตัวหนานเหิงว่าล่อลวงอีทิง(ถ้าเลือกทางนี้หนานเหิงก็ต้องโดนลงโทษ) หรือสองแต่งไปเป็นชายาทั้งพี่น้องแต่พ่อต้องลาออกจากงาน ทางหนึ่งหนานเหิงไม่เจ็บก็ต้องตาย อีกทางก็เป็นตัวเองและคนรอบตัวที่ต้องตายอย่างทรมาน
ถ้าเป็นเสี่ยวอวี๋คนที่มาถึงโลกนี้แรก ๆ คงเลือกฆ่าหนานเหิงไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับพยายามเค้นสมองให้เรื่องดำเนินต่อไปได้แบบทุกคนอยู่รอด ก็คือจะต้องไม่มีการแต่งงาน ไม่มีใครถูกล่อลวง ไม่มีใครตามหาวิธีหลอมดาบ ใจอาจจะเจ็บแต่ก็จะไม่มีใครตาย ตอนที่บอกถอนหมั้นส่วนตัวเลยคิดว่านางแสดง เพราะตอนนี้เธอเองก็ค่อนข้างมีความเห็นใจหนานเหิง แต่ก็ต้องรักษาชีวิตตัวเองและครอบครัวไว้ด้วย
ตอนที่เสี่ยวอวี๋รู้ว่าหลีสือลิ่วกับหนานเหิงคือคนเดียวกันมันเลยเหมือนโลกพังทลาย กับหลีสือลิ่วเธอพูดได้เต็มปากว่ารัก อยากอยู่เคียงข้าง อยากปกป้อง ส่วนหนานเหิงคือคนที่เธอจะต้องเอาตัวออกให้ห่างเข้าไว้และไม่มีทางจบด้วยกันได้อย่างสวยงาม แล้วจากนี้เธอควรทำอย่างไร จะรักต่อหรือพอแค่นี้?
เธอเคยคิดว่าการได้เจอและตกหลุมรักหลีสือลิ่วทำให้โครงเรื่องเปลี่ยนไป(เพราะเข้าใจว่าคนที่ช่วยตนในงานเทศกาลโคมไฟไม่ใช่หนานเหิง) ทว่าโครงเรื่องไม่ได้เปลี่ยน ซ่งอีเมิ่งก็ยังคงตกหลุมรักองค์ชายเจ็ดอยู่ดี ความหวังที่กอดไว้แน่น ความจริงคือมันไม่เคยมีอยู่เลย และนี่ก็ยิ่งตอกย้ำให้เสี่ยวอวี๋เชื่อว่าฉากเด็ดคือสิ่งที่ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น หากไม่อยากให้ฉากต่อไปออกมาก็คงทำได้แค่อยู่ให้ห่างจากหนานเหิงเข้าไว้เท่านั้น ก็เลยเป็นที่มาของ "การหนีออกจากบ้านคือทางรอด"
ฉากโดดหน้าผาไปด้วยกัน ซีนอารมณ์ตอนที่หนานเหิงไม่หายใจแล้วแสดงให้เห็นว่าเสี่ยวอวี๋ไม่ได้อยากให้หนานเหิงตายเลย ระหว่างรอความช่วยเหลือ เหิงเล่าทุกความคิดและความรู้สึกที่ตัวเองมีให้เสี่ยวอวี๋ฟัง นางก็ได้แต่อัดอั้นและตอบไปแค่ว่า "เราสองคนอยู่ด้วยกันไม่มีทางจบดี" แต่การกระทำหลาย ๆ อย่างของนางก็ทำให้เขาดูออกว่าเธอรักและอยากปกป้องเขาเช่นกัน เขาก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมเธอถึงเชื่อในสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นขนาดนั้น จากวันนั้นหนานเหิงก็ยังคงพยายามทำทุกทางเพื่อให้อีเมิ่งยอมแต่งงานด้วย
จนเสี่ยวอวี๋ทนไม่ไหวเล่าเรื่องกลไกและตัวเองคือคนที่ทะลุมิติมาในบทละครให้ฟัง เหิงที่พอรู้ว่าตนไม่มีอยู่ "จริง" เป็นแค่ตัวเอกในบทละครเรื่องหนึ่งก็สะเทือนใจไปครู่ จนต้องให้ตัวประกอบอย่างฟู่กุ้ยมาพูดให้ฟังว่า "อยู่ในนิยายแล้วไง ในเมื่อข้าก็ทำทุกสิ่งที่ใจตัวเองต้องการได้หมด" พอได้สติพี่ก็ตะลุยจีบสาวเจ้าแบบไม่หยุด น้องกลัวที่บ้านโดนฆ่าล้างตระกูลก็ไปขอเพิ่มอำนาจให้พ่อนางแบบไม่ต้องไปกลัวใครอีก น้องกลัวแทงกันเป็นวงในวันแต่งงานก็ขอฮ่องเต้ส่งฉู่กุยหงออกไปให้ไกลจากเมืองหลวง จนเสี่ยวอวี๋ยอมแต่งด้วยในที่สุด
แม้หนานเหิงป้องกันไว้ขนาดนี้ ในวันแต่งงานบทก็ยังบังคับทุกคนมาเข้าฉากแทงกันเป็นวงอยู่ดี แต่ก่อนที่หนานเหิงจะแทงอีเมิ่งตามบท ฟู่กุ้ยก็เล็งดาบแทงไปที่อีเมิ่งจนกลไกพระเอกต้องช่วยนางเอกเมื่อมีภัยทำงานขึ้นมา ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่หนานเหิงเตรียมป้องกันไว้อีกเรื่อง "เจ้าดูสิ โชคชะตาเปลี่ยนแปลงได้" เขาพูดก่อนสลบไป
ถึงตอนนี้คนเขียนบทเริ่มอยู่เฉยไม่ได้ เขียนให้ตัวเองเข้ามาในบทละครด้วยซะเลย และความจริงก็เป็นคนเขียนบทนี่เองที่กำหนดกลไกบทละครขึ้นมา กลไกยังมีอีกสองข้อคือถ้าฉากเด็ดเกิดขึ้นหมดแล้วก็จะสามารถกลับสู่โลกความเป็นจริงได้ นั่นคือเสี่ยวอวี๋และบิชองจะกลับไปได้อีเมิ่งก็ต้องกลายเป็นมนุษย์สุกรเสียก่อน แล้วเสี่ยวอวี๋จะยอมไหมคุณผู้ชม อยู่ในบทละครมีเงิน มีอำนาจ มีครอบครัวอบอุ่น แถมด้วยผู้ชายดี ๆ ที่ไม่รู้จะหาได้ในชีวิตจริงรึเปล่าอีกหนึ่งคน
เมื่อเสี่ยวอวี๋ไม่ยอมกลับไปด้วยกัน บิชองเลยหันไปร่วมมือกับฉู่กุยหงแทน อาศัยกลไกข้อสุดท้ายที่ว่าคนที่ทำลายกลไกจะต้องโดนการสะท้อนกลับ ทำให้หนานเหิงที่เป็นคนทำลายกลไกข้อแรกได้เริ่มป่วยหนักขึ้นมา บิชองเร่งให้ฉากเลือกหนึ่งจากสองเกิดเร็วขึ้น หนานเหิงพ่ายแพ้ อีเมิ่งเองเมื่อคนรักตายก็ยอมสู้จนตัวตายเช่นกัน แต่เธอก็วนลูปกลับมาตอนที่ตื่นในเช้าวันนั้นได้ ตายกันอีกสองสามรอบ บิชองที่เริ่มสำนึกได้ว่าทุกคนไม่ได้เป็นแค่ตัวละครที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ก็เปลี่ยนมาอยู่ข้างหนานเหิง
จากนั้นตัวละครทุกตัวเกิดการตื่นรู้เลยเป็นการทำลายกลไกบทด้วยกันทุกคน กลไกข้อสุดท้ายจึงไม่มีผลอีกต่อไป อาการป่วยของเหิงก็เลยหายไปด้วย เมื่อตัวร้ายอย่างฉู่กุยหงถูกต้อนจนฆ่าตัวตาย บ้านเมืองก็กลับมาสงบสุข หนานเหิงกลายเป็นฮ่องเต้ส่วนซ่งอีเมิ่งเป็นฮองเฮาที่คอยอยู่เคียงข้าง จบบริบูรณ์... ก่อนจะมาเฉลยว่าที่จริงแล้วนี่คือบทละครเรื่อง "คัมภีร์ร่วมฝัน" ที่เขียนโดยนักเขียนบทหญิงท่านหนึ่ง ดังนั้นที่เราเห็นกันตั้งแต่เปิดเรื่อง(ตอนประชุมเช็คบทกัน)ความจริงแล้วคือเรื่องที่เกิดขึ้นในละครเรื่อง 书卷一梦 ทั้งหมด
สรุปง่าย ๆ คือบทละครเรื่อง 清宁一梦 เป็นบทละครที่อยู่ในบทละครเรื่อง 书卷一梦 แหมะ...
โดยรวมแล้วชอบนะ อย่างที่บอกไปว่าชอบละครตลก เรื่องนี้บางทีฉากซาบซึ้งก็ยังใส่ดนตรีให้มาเป็นพาโรดี้ ส่วนฉากตลกก็ดันใส่เพลงซึ้งให้ยิ่งขำเข้าไปอีก บางเพลงดนตรีหนักแน่นแต่เนื้อเพลงปั่นแบบสุด ผู้กำกับเข้าใจทำ (ฮา) และในฐานะที่เป็นคนเขียนนิยาย เคยมีความรู้สึกที่ว่าตัวละครที่สร้างขึ้นมากำลังชักนำให้เขียนเนื้อเรื่องอยู่จริง เลยแอบอินเป็นพิเศษ
ชอบนางเอกแนวสาวมั่นแบบนี้ด้วย ไม่ต้องฉลาดมากก็ได้ แต่ชอบที่เธอมีแนวทางเป็นของตัวเอง แล้วก็เอ็นดูพี่พระเอกเขานะ ตอนน้อยใจที่โดนขโมยจูบไปถึงสามครั้ง นางเอกเราเป็นนักแสดงอยู่แล้วเลยไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ แต่พระเอกคือรู้สึกเหมือนเสียตัวไปแล้ว พอหลีสือลิ่วออกมายิ่งขำขัน ต้องวางแผนฆ่าตัวเองบ้าง ต้องรีบสลับชุดบ้าง โดนเข้าใจผิดว่าไม่ชอบผู้หญิงบ้าง ต้องแกล้งโหดบ้าง แล้วยังรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกอีก พี่เขาทุ่มเทเกิ๊น ชอบบบบ
มีหลายครั้งที่นางเอกพูดตรงใจคนดูละคร อย่างโดดหน้าผาบนโลกนี้ไม่ตาย(เท่าที่ดูละครมาก็ไม่เคยมีตัวเอกตายจากการตกหน้าผาจริง) หรือในละครเค้านอนกันแบบไม่ถอดเครื่องหัว หรือฉากจับคู่ขังไว้ในห้องด้วยกันที่ต้องมีในละครรัก ยังมีแซวพระเอกที่ใช้เวลาก่อไฟในป่าตั้งครึ่งชั่วยาม พระเอกเรื่องอื่นแป๊บเดียวเขาก็ทำได้แล้ว แล้วอย่างตอนเสี่ยวอวี๋เล่าเรื่องแทงกันเป็นวงให้หนานเหิงฟัง พี่แกงง กุยหงแทงเขานี่ยังพอเข้าใจได้ แต่ทำไมเธอต้องแทงกุยหง แล้วฉันจะแทงเธอไปทำไม มันสื่ออัลไล (ฮา)
ตัวละครที่ชอบเป็นพิเศษในเรื่องอาจจะเป็นหนานรุ่ย คนอะไรมันจะใสซื่อและตลกและหลงตัวเองได้ในคนเดียวกัน ได้แต่สงสัยว่าถ้าไม่มีจี๋เสียงกับฮ่องเต้ เพิ่นจะอยู่รอดมาฮอดวันนี้ไหม ความจริงแล้วแอบสงสัยมาตั้งแต่กลาง ๆ เรื่องว่าจะเป็นลาสท์บอสที่แอ๊บบื้อ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ถือเป็นตัวละครที่คิดดี ทำดี ขาวที่สุดในเรื่องแล้ว
อีกตัวละครที่น่าสนใจคือฉู่กุยหง สิ่งหนึ่งที่เสียดายมากในเรื่องนี้คือมิตรภาพของฉู่กุยหงและหนานเหิง คาดหวังมากว่าเขาจะกลับมาเป็นเพื่อนกัน สรุปคุยกันดีได้ฉากเดียวตอนช่วยกันซ่อมเมือง เพราะความน้อยใจในโชคชะตา อัตตา และทิฐิเลยทีเดียว แถมโดนคนชั่วปั่นหัวง่ายจั๊งงงง เป็นพระรองอยู่ดี ๆ พี่กะเลยเทิร์นแบด ก็นะพระเอกร้าย ๆ กลายเป็นคนดี ก็ต้องสร้างตัวร้ายใหม่ขึ้นมาเป็นธรรมดาละคร แต่พอกลายเป็นตัวร้ายแล้วน่าตบบ้องหูมาก เธอมาแนวไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกูไม่ผิดจ้า
นางเอกไม่เลือกก็โทษว่าโดนเขียนให้เป็นแค่ตัวประกอบ รบแพ้ก็โทษว่าพระเอกไม่มาช่วย โดนด่าว่าเลวก็แถว่าเพราะเป็นคนดีแล้วไม่เคยได้ดีกะเลยต้องเป็นคนเลว อืม มันก็อาจจะจริงในมุมมองของเขา แต่ถ้าพี่ปล่อยวางได้สักหน่อยก็คงไม่ต้องมาเจ็บแค้นแบบนี้ พี่ก็หล่อ แบ็คก็ดี บ้านก็มีเงิน ทำไมจะต้องหมกหมุ่นกับซ่งอีเมิ่งขนาดน้านนนน ไปหาใหม่เอาข้างหน้าสิ! แล้วบทพูดหลายตอนพี่ตัดพ้อแทนพระรองทุกคนไว้ด้วย ดูแล้วก็แบบมันก็จริงอย่างที่พี่เขาว่า แต่คือพี่ต้องเข้าใจนะว่าพระเอกเป็นของนางเอก ส่วนพระรองเป็นของคนดูทุกคนจ้า
และไม่พูดถึงคงไม่ได้กับคู่รองอย่างเฮ่อทิง ตัวละครซ่งอีทิงเท่าที่เห็นตอนออกมาในบรรดาฉากเด็ดคือหล่อนแย่งคู่หมั้นพี่สาวแบบหน้าไม่อาย แล้วสุดท้ายนางเป็นคนที่พระเอกเลือกด้วยจ้า พอเสี่ยวอวี๋เข้ามาในบทละครถึงได้เห็นนางเยอะขึ้น คือนางสวย ฉลาด ตรงไปตรงมา มีความเป็นผู้ดี มีปณิธานเป็นของตัวเอง นี่ยังงงทำไมใน 清宁一梦 ตัวละครแบบนี้ถึงได้ยอมไปเป็นชายารองขององค์ชายเจ็ด เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่เหนือคืออยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครทำให้จมได้ ถ้าไม่มีซ่างกวานเฮ่อนะ เสี่ยวอวี๋ก็เสี่ยวอวี๋เถอะคงไม่ได้แอ้มหนานเหิง
ส่วนซ่างกวานเฮ่อเป็นตัวละครที่ดีทุกอย่างเสียแค่ตอนทำตัวเป็นเจ้าสาวกลัวฝน ลังเล ไม่ชัดเจน กลัวแต่งเธอไปแล้วเธอจะลำบาก กลัวว่าถ้าแต่งเธอไปแล้วอยู่ดี ๆ ตัวเองต้องหายไปเธอจะเสียใจ แกไม่ต้องกลัว สาวเจ้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ดูแล้วแอบหงุดหงิดแต่ก็ให้อภัยเพราะเขาหล่อ แม้จะมีความกรุยกรายไปบ้าง แต่คือหน้าเขาละมุน จิตใจเขาก็ละมุนด้วย อดใจอ่อนให้ไม่ได้ อิอิ
ความจริงมีเรื่องที่ยังตีไม่แตก พยายามวิเคราะห์สัญลักษณ์ที่ใส่เข้ามาอย่างเสียงกดแป้นพิมพ์ ผีเสื้อ ภาพมีสัญญาณแทรก เดจาวูของตัวละครบางตัว และการที่อีเมิ่งตายแล้ววนลูปได้มันหมายความว่ายังไง พอจะจับได้ว่าเสียงกดแป้นพิมพ์คือการแก้บทที่ตัวละครเปลี่ยนไปให้กลับมาตามความตั้งใจของคนเขียนบท อย่างตอนหนานเหิงจะฆ่าอีเมิ่งก็เขียนแก้ให้มาปกป้องแทน เสียงแป้นพิมพ์นี้หายไปตั้งแต่ตอนที่หนานเหิงโดนฟู่กุ้ยแทง อาจเพราะตอนนั้นคนเขียนบทก็เข้ามาในเรื่องแล้วด้วย แต่...
ตอนที่เสี่ยวอวี๋กำลังจะทะลุมิติเข้าไปใน 清宁一梦 ก็มีเสียงกดแป้นพิมพ์เหมือนกัน แล้วเสียงนี้เป็นของบิชองหรือนักเขียนผู้หญิงกันแน่ หรือบิชองจะแช่งไว้ว่าใครมีปัญหากับบทก็เข้าไปแก้เองเลยไป๊ ส่วนเรื่องสัญญาณแทรกและเดจาวูรู้สึกว่าจะออกมาตอนมีการวนลูปของอีเมิ่ง จะสื่อว่าเป็นบั๊กเหรอ แบบเหมือน The Matrix อะเหรอ หรือจะสื่อว่าเสี่ยวอวี๋ฝันอยู่เลยไปผลุบ ๆ โผล่ ๆ ตรงไหนของเรื่องก็ได้ไม่ต้องตามไทม์ไลน์... ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี (ฮา)
สุดท้ายผีเสื้อมองได้หลายแบบอยู่เหมือนกัน หนึ่งคือเป็นตัวแทนของคนที่สามารถกำหนดทิศทางของบทละครได้ เพราะเวลาที่ผีเสื้อโผล่มามักจะทำให้เรื่องเดินไปตามโครงเรื่องต้นฉบับ อีกอย่างคืออาจจะอ้างอิงจากจ้วงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ อาจจะเป็นใครสักคนที่ฝันว่าตัวเองเป็นผีเสื้อแล้วมองดูเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่บางทีก็แค่โผล่มาเพราะอยากให้บางคนเอะใจ... สุดท้ายก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเขาจะสื่ออะไร จบปิ้ง (ขำแห้ง)
เนื้อหาตอน end credit ส่วนตัววิเคราะห์ได้อย่างนี้ ซ่งเสี่ยวอวี๋ตื่นขึ้นมาในเช้าวันฟิตติ้งละคร บนเตียงมีบทละครเรื่อง 书卷一梦 อยู่ ดังนั้นเสี่ยวอวี๋คนนี้คือนักแสดงที่จะแสดงเป็นตัวละครซ่งเสี่ยวอวี๋ในละครเรื่อง 书卷一梦 เมื่อคืนเธอคงทบทวนบทละครที่ตัวเองได้รับมาจนเผลอหลับไป ถ้าแบบนี้จะหมายความว่าเรื่องราว ความรัก การดิ้นรน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือบทละคร แม้แต่ประโยคที่ว่า "ไวท์เฮดเซมฮาร์ท" ก็ต้องเป็นสิ่งที่นักเขียนบทผู้หญิงเขียนไว้ตั้งแต่แรก
ตอนที่ตื่นขึ้นมาเสี่ยวอวี๋เปรย "หรือว่าทั้งหมดนี้จะเป็นแค่ฝัน" เธอกำลังสับสนว่าทั้งหมดนี้มันไม่"จริง"หรอกหรือ ถึงแม้สิ่งที่ฝันไปจะตรงกับบทละครที่อ่านแบบคำต่อคำ แต่ในตอนที่เธอฝันเธออาจจะคิดจริง ๆ ว่าเธอคือซ่งเสี่ยวอวี๋ที่ทะลุเข้าไปในบทละครเรื่อง 清宁一梦 ไม่ใช่เสี่ยวอวี๋ที่กำลังจะได้แสดงละครเรื่อง 书卷一梦 เหมือนกับที่จ้วงจื่อฝันและคิดว่าตนเป็นแค่ผีเสื้อตัวหนึ่ง
พอไปถึงกองก็ยังไปเช็คกับหนานเฟิงว่าเจอเรื่องแบบเดียวกันมารึเปล่า ถ้าคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลแล้วเฟิงคนนี้ไม่มีทางเป็นหนานเหิงในบทละครแน่ แต่เธอคงหวังว่าเขาอาจจะฝันแบบเดียวกัน เขาที่หน้าตาท่าทางเหมือนหนานเหิงคนนั้น เขาที่เธอสาบานว่าไม่มีทางรักแล้วฟ้าผ่าลงมา...
หนานเฟิงนั่งหลับตอนแต่งหน้า เดาว่าน่าจะฝันอยู่ สะลึมสะลือเพราะโดนเสี่ยวอวี๋ปลุก พอเห็นสาวเดินออกจากตึกไปอย่างผิดหวังก็เหมือนจะคิดอะไรได้ จากนั้นก็เดินออกมาจากอีกประตูเรียก "ซ่งอีเมิ่ง" เขาใส่ชุดเดียวกันกับชุดที่ฟิตติ้งก็น่าจะเป็นคนเดียวกับที่นั่งแต่งหน้าอยู่ เสี่ยวอวี๋สับสนแต่พอได้ยินเขาพูดว่า"ไวท์เฮดเซมฮาร์ท" เธอก็มั่นใจว่านี่เป็นหนานเหิงคนเดียวกับที่เธอรัก "ในฝัน"
ตอนหนานเฟิงเดินออกมามีเอฟเฟกต์ที่ประตูเหมือนเดินทะลุมิติออกมาคิดว่าอาจจะเป็นการอุปมาอุปมัย แต่ถ้าตีความให้เป็นเรื่องจริง ก็คิดได้ว่าเสี่ยวอวี๋ทะลุเข้าไปในบทจริง และนี่ก็อาจจะเป็นแค่บทละครหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในบทละครอีกเรื่องหนึ่งตามชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่ตั้งไว้ว่า "a dream within a dream"
ส่วนตัวคิดว่าหนานเฟิงและหนานเหิงไม่น่าจะอยู่ในที่เดียวพร้อมกันได้โดยไม่มีใครแตกตื่น และถ้าชื่อเรื่องในทุกภาษาจะมีคำว่าฝันแบบนี้ คนเขียนอาจจะอยากสื่อว่าฝันไปด้วยกันรึเปล่า นี่ย้อนดูผังห้องจนแน่ใจว่าหนานเฟิงเดินจากโต๊ะแต่งหน้าออกมาที่ประตูตรงนี้ได้จริง เพราะถ้าไม่มีทางให้เดินออกมาก็สรุปได้เลยว่าทะลุมิติมา หรือสุดท้ายก็อาจจะตีความในแง่ที่ว่านักแสดงอินกับบทบาทที่ได้รับจนหลุดออกจากบทไม่ได้ก็ได้เหมือนกัน เปรียบความฝันเป็นละครเรื่องหนึ่ง ตื่นแล้วแต่ก็ยังไม่อยากออกจากบทบาท
เหิงเคยถามเสี่ยวอวี๋ว่า "เจ้าไม่คิดว่าเจ้าก็เป็นตัวละครเหมือนกันหรือ" เธอตอบกลับว่าก็เป็นไปได้ อาจจะเป็นเหมือน matryoshka ที่ซ้อนกันหลายชั้นจนไม่รู้ว่าชั้นไหนกันแน่ที่เป็นโลกจริง จากนั้นหนานเหิงก็พูดถึงจ้วงจื่อและอู๋จี๋ คงต้องการจะสื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ครั้งหนึ่งจ้วงจื่อฝันว่าตนเป็นผีเสื้อ ในตอนที่อยู่ในความฝันนั้นเขาไม่ได้สำนึกรู้อะไรเกี่ยวกับโลกแห่งความจริงเลย รู้สึกแค่ว่าตัวเองคือผีเสื้อที่บินไปมาได้อย่างอิสระ แต่พอตื่นขึ้นมาก็เป็นตัวเขาอย่างที่เคย
ในเมื่อความคิดความรู้สึกในฝันนั้นเกิดขึ้นจริง แล้วเขาคือจ้วงจื่อที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อหรือเป็นผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นจ้วงจื่อกันแน่ คำถามนี้จ้วงจื่อไม่ได้ต้องการจะหาคำตอบว่าสรุปแล้วเขาเป็นคนหรือผีเสื้อ แต่อยากบอกว่าเขาคือทั้งคนและผีเสื้อต่างหาก ส่วนอู๋จี๋เป็นขณะที่สรรพสิ่งล้วนเท่าเทียมและหลอมรวมเข้าด้วยกัน ไม่มีการแบ่งแยกจริงหรือฝัน ไม่มีคนหรือผีเสื้อ ทั้งหมดนั้นคือ "ฉัน" เหมือนกับน้ำที่วันนี้เป็นของเหลว อีกวันเป็นน้ำแข็ง วันต่อมาอาจระเหยกลายเป็นไอ แม้สภาวะตัวตนต่างกันแต่ล้วนเท่าเทียม
ความรู้สึกหลังจากดูละครเรื่องนี้จบคือเหมือนจ้วงจื่อหลังตื่นเลย นิ่งคิดไปพักนึงสรุปแล้วสิ่งที่ดูมาทั้งหมดนี้อันไหนเป็นเรื่องจริงอันไหนคือบทละคร แต่ก็อย่างที่จ้วงจื่อว่าไว้ ในเมื่อความรู้สึกนึกคิดนั้นเกิดขึ้นจริง จะปฏิเสธว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงได้อย่างไร
โฆษณา