Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
คลังความรู้โลกกว้าง (Global Knowle Bank)
•
ติดตาม
18 มี.ค. เวลา 22:00 • ข่าวรอบโลก
บทวิเคราะห์: เพลิงสงครามตะวันออกกลางกับยุทธศาสตร์การตอบโต้ของอิหร่าน
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดที่ตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่ออิหร่านและกลุ่มพันธมิตรตัดสินใจเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกเพื่อตอบโต้การโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลกสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงและเทคโนโลยีอาวุธที่น่าสะพรึงกลัว โดยเฉพาะการระดมยิงขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่น "โครัมชาร์ 4" (Khorramshahr-4) เข้าใส่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
ความโดดเด่นของขีปนาวุธชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เทคโนโลยี "หัวรบแยกส่วน" ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง จากภาพหลักฐานพบว่าขีปนาวุธที่ถูกยิงออกไปเพียงไม่กี่ลูก เมื่อเข้าใกล้เขตเป้าหมายเหนือท้องฟ้ากรุงเทลอาวีฟ กลับสามารถแตกตัวออกเป็นหัวรบย่อยได้มากกว่า 80 ลูกต่อหนึ่งแกนหลัก ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอำนาจการทำลายล้างที่แผ่กระจายและเพื่อ "โอเวอร์โหลด" หรือสร้างภาระหนักให้แก่ระบบป้องกันภัยทางอากาศ
แม้ว่าอิสราเอลจะมีระบบ "ไอออนโดม" (Iron Dome) ที่ขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นสูงถึง 95% แต่ในสถานการณ์การโจมตีแบบปูพรมและใช้หัวรบแยกส่วนเช่นนี้ กลับพบว่ามีขีปนาวุธจำนวนไม่น้อยที่สามารถเล็ดลอดผ่านข่ายป้องกันลงไปตกในพื้นที่เขตเมืองได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบป้องกันภัยขั้นสูงที่เคยถูกมองว่าไร้ช่องโหว่
ในขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ตอกย้ำความเหนือกว่าด้วยการเผยแพร่คลิปวิดีโอการยิงขีปนาวุธระลอกที่ 61 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กรุงเทลอาวีฟอย่างไม่หยุดยั้ง สถานการณ์นี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าคำพยากรณ์ในช่วงแรกที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าสงครามจะยุติลงภายใน 2 สัปดาห์ และอิหร่านจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่ออำนาจทางทหารของสหรัฐอเมริกาอย่างง่ายดาย
แต่ความจริงที่ปรากฏกลับกลายเป็นเกมสงครามที่ยืดเยื้อและซับซ้อน สร้างความหนักใจอย่างยิ่งต่อฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการหาทางลงและปิดเกมความขัดแย้งนี้
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ: พลังงานคืออาวุธ
อิหร่านไม่ได้ใช้เพียงแค่กำลังทหารในการต่อสู้ แต่ยังดำเนินยุทธศาสตร์การกดดันผ่าน "อาวุธทางเศรษฐกิจ" นั่นคือทรัพยากรพลังงาน อิหร่านรู้ดีว่าตนเองอาจเสียเปรียบในเชิงกำลังพลโดยรวมเมื่อเทียบกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ แต่การโจมตีไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของพันธมิตรสหรัฐฯ อย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถือเป็นการรุกฆาตที่ส่งผลกระทบทั่วโลก
การระดมยิงขีปนาวุธและใช้ "โดรนพลีชีพ" โจมตีมหานครดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 3% ภายในวันเดียว
แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง รายงานระบุว่าชาวต่างชาติที่เคยตั้งเป้าจะพำนักในดูไบระยะยาวเริ่มวางแผนอพยพออกทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย นอกจากนี้ การโจมตีท่าเรือ "ฟูไจราห์" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนถ่ายน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลก ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าอิหร่านมีความสามารถในการปิดตายเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามได้ทุกเมื่อ
สรุปภาพรวม:
สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปะทะกันด้วยอาวุธในสมรภูมิ แต่เป็นการทำสงครามจิตวิทยาและเศรษฐกิจที่แหลมคม การที่อิหร่านสามารถโจมตีเป้าหมายระดับโลกอย่างดูไบและเทลอาวีฟได้พร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าดุลอำนาจในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนไป และการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนสำหรับมหาอำนาจตะวันตกอีกต่อไป
แหล่งที่มา คลังความรู้โลกกว้าง
เศรษฐกิจ
ข่าวรอบโลก
blockdit
บันทึก
1
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย