7 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ

01/69 สิ่งสำคัญของหัวใจ ตอนที่ 2

ทันทีที่เราไม่มีจิตคิดปฏิเสธ ไม่ขัดขืนกับธรรมชาติต่าง ๆ เราก็อยู่กับมัน เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนี่ ถ้าเราตั้งใจไว้ว่าสิ่งนี้เราไม่ปรารถนานั่นแหละมันจะมีปัญหาแล้ว เพราะถ้าสิ่งนั้นเข้ามา มันก็ไม่เป็นไปดังใจแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าอะไรจะเข้ามา ผมเลยใช้ภาษาของผมว่า เชื่อมั่นในธรรมชาติ อะไรที่เกิด นั่นแหละธรรมชาติจัดมาให้ผมแล้ว...
...สิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตนั้นเข้ามาเพื่อให้เราต้องผ่านไปให้ได้ มันผ่านเข้ามาเพื่อทดสอบเรา มันเป็นเพียงแค่บทเรียน ถ้าเรามีจิตปรารถนาที่จะรู้แจ้ง ไม่มีปรากฏการณ์ใดใดที่มันเป็นสิ่งไร้ค่า เพราะปรากฏการณ์นั้นมาปรากฏเพื่อให้เราได้เรียนรู้ ความรู้สึกแบบนี้จึงทำให้เราไม่รู้สึกรังเกียจปรากฏการณ์ใดใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความหมายที่สำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่
อ.ประมวล เพ็งจันทร์
หนังสือ : สิ่งสำคัญของหัวใจ
ผู้เขียน : นิ้วกลม
เราอ่านเจอข้อความข้างบนหลังจากนั่งอยู่ตรงนี้มาแล้วราวสามชั่วโมง
เป็นการรอคอยอันยาวนาน...นานที่สุดจากทั้งหมด 4 ครั้งที่เคยรอเข้ารับการตรวจตากับแพทย์ประจำบ้านคนนี้
อันที่จริง เราก็เผื่อใจ (และเผื่อเวลา) อยู่เสมอเมื่อต้องมาโรงเรียนแพทย์
น้ำดื่ม ขนมปัง และหนังสือ คือสิ่งขาดไม่ได้
แต่วันนี้คนเยอะมากจริง ๆ ขณะที่คิวขยับอย่างอ้อยยิ่ง
โอเค มั่นไม่เร็วดั่งที่ใจต้องการ เราก็แค่อ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอ
เพื่อนร่วมชะตากรรมห้องตรวจหมายเลข 9 ซึ่งล้วนเป็นผู้สูงอายุกว่าเรา ก็ยังปักหลักรอกันโดยไม่มีท่าทีหงุดหงิด
คนนึงโทรบอกปลายสาย ไม่ต้องมารับ ม้ายังไม่ได้ตรวจ เดี๋ยวกลับบ้านเอง
คนนึงเล่าน้ำเสียงเนิบ ๆ เคยรอตรวจนานถึงสี่โมงเย็น จนห้องยาแผนกตาปิด ต้องลงไปห้องยาชั้น 1
คนนึงพูด คนไข้ไม่ถอยเลย หมอตรวจอาน
คนนึงเดาพลางยิ้ม พวกเราเป็นคิวเสริมรึป่าวเนี่ย
ใดใดคือไม่ vibe ของพลังลบแผ่ออกมาเลย
ธรรมชาติจัดมาให้เรามาเจอเรื่องแบบนี้...
สรุปว่า เราใช้เวลาที่โรงพยาบาลรวม 6 ชั่วโมง
ได้คุยกับหมอประมาณ 6 นาที :)
ซักถาม ตรวจ และขอนัดติดตามอาการอีก 9 เดือนข้างหน้า
โดยรวมก็รู้สึกว่า คุณหมอใส่ใจพอควร ไม่ได้รีบให้จบ ๆ ไป
ธรรมชาติจัดมาให้เรามาเจอเรื่องแบบนี้...
แต่ถ้านึกถึงสิ่งที่ธรรมชาติจัดมาให้เราเจอ เพื่อทดสอบและให้บทเรียนยิ่งใหญ่
ในช่วง 2-3 ปีนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องงาน
กลางปี 65 เรา, ในวัยที่เกินครึ่งชีวิต, เริ่มงานใหม่กับสำนักพิมพ์ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะนักเขียนเหมือนที่เคยเป็นมาเกือบยี่สิบปี แต่ในฐานะ (คล้าย ๆ) บรรณาธิการสำนักพิมพ์
ต้องวางระบบใหม่ ปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน กำกับดูแลน้องในทีม แก้ไขทุกปัญหาที่ปะทุขึ้นมา และอุดรอยรั่วเพื่อป้องกันปัญหาใหม่ รวมถึงดูแลต้นฉบับกระทั่งพิมพ์เสร็จเป็นเล่มและ e-book
หนึ่งในปัญหาท้าทายที่สุด, เป็นสิ่งที่น้องคนนึงซ่อนไว้ใต้พรม, ระเบิดขึ้นมาช่วงปลายเดือนเมษา ปี 66 มันเหมือนแผ่นดินไหว สั่นสะเทือนรุนแรงและพังทลายหลายสิ่งอย่าง การพูดเท็จของเธอสร้างความเสียหายประเมินค่าไม่ได้ เราต้องซ่อมสร้างซากที่หักพัง รับมือความไม่พอใจของผู้ได้รับผลกระทบ และเร่งงานที่ล่าช้าเกินกำหนดให้ประกอบร่างสำเร็จเป็นเล่มภายใน 90 วัน
นึกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ผ่านไปประมาณหนึ่งปี ได้รับแจ้งจากผู้เขียนเองว่า ภาพประกอบน่าจะไม่ได้จัดการลิขสิทธิ์ให้ถูกต้อง น้องคนเดิม, ซึ่งขณะนั้นลาออกไปแล้ว, ทำงานข้ามขั้นตอน ไม่ตรวจทานการจัดการลิขสิทธิ์ โกหกผู้เขียน (อีกแล้ว) ว่าทุกอย่างโอเค ทั้งหมดนี้นางก็ปิดบังทีมเราด้วย ...ใครจะคิดว่า แผ่นดินไหวตอนปี 66 จะก่อสึนามิตามมาในปี 67 และมันพังยับยิ่งกว่าเดิม
เราใช้เวลาอีกหนึ่งปีครึ่ง ทุ่มเทกำลังกาย ใจ และสมอง ไปกับการรื้อภาพประกอบประมาณ 200 ภาพ หาวิธีจัดการให้ได้ภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์และเสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด (เพราะไม่มีงบสำหรับภาพประกอบเหลืออีกแล้ว) ตรวจทานความถูกต้องของต้นฉบับทั้งหมด จัดหน้าอาร์ตเวิร์กใหม่ทั้งหมด รวมถึงออกแบบปกใหม่ด้วย
เป็นทั้งความเครียด ความกดดัน และเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...จากปัญหาที่เราไม่ได้ก่อ แต่ต้องเข้ามาแบกความรับผิดชอบ วางแผนการจัดการที่ซับซ้อน และนำทีมน้องเพื่อแก้ไขให้ลุล่วง
ปมปัญหามีหลายเปลาะ อันไหนที่เกินปัญญาและประสบการณ์ของเรา ก็ต้องแจ้นไปปรึกษา บก. หลายคนที่เราเคยทำงานด้วย บ้างได้คำตอบ บ้างไม่ได้คำตอบชัด แต่จุดประกายให้เราฉุกคิดบางอย่าง กระทั่งสามารถประคับประคองทีมและงานให้เดินต่อไปได้
อดีต บก. คนหนึ่งบอกกับเราทำนองว่า ปัญหานี้มันก็สมน้ำสมเนื้อกับประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และวัยของเรานั่นแหละ
เหมือนกับที่ อ.ประมวล กล่าวไว้เลย...มันผ่านเข้ามาเพื่อทดสอบเรา
เราได้บทเรียนมหาศาลจากปรากฏการณ์นี้ เรายกเครื่องการทำงานของทีม เราปรับปรุงแบบฟอร์มต่างๆ เราต้องลับคมไหวพริบตัวเอง เราเรียนรู้การจัดการลิขสิทธิ์ลงลึกกว่าเดิม เราต้องอดทนกับความเครียด ทั้งจากตัวงานและจากคน toxic สุดท้าย...เราก็ผ่านมาได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่สมรภูมิรบโหดหินก็ฝากแผลใหญ่น้อยที่ทำให้เราต้องยิ้มภูมิใจตัวเองในทุกครั้งที่ย้อนนึกกลับไป
นับถึงตอนนี้ เราไม่ได้รังเกียจหรือต่อต้านสึนามิที่น้องคนนั้นฝากไว้เลย ตรงกันข้าม เราน้อมรับและเก็บเกี่ยวบทเรียนที่เป็นประโยชน์ไว้มากมาย
...สิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายสำคัญสำหรับการมีชีวิตอยู่ของเราจริง ๆ
ไม่แน่ใจว่าจะตลอดชีวิตที่เหลืออยู่หรือไม่
แต่อย่างน้อยก็ในช่วงที่เรายังเลือกจะผูกพันตัวเองไว้กับสำนักพิมพ์แห่งนี้นั่นแหละ
โฆษณา