23 มี.ค. เวลา 07:50 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Martial Arts of Shaolin (1986) หลี่เหลียนเจี๋ยวปะทะหลิวเจียเหลียง กับหนังที่แฟนกังฟู ต้องดู

มังกรน่ำปั๊ก
ตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัย 11 ขวบ หลี่เหลียนเจี๋ยมีประสบการณ์สำคัญระดับประวัติศาสตร์ นั่นคือการได้โชว์วูซูต่อหน้าประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันของสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี1974 หลังจากจีน–สหรัฐเริ่มเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่ เด็กชายหลี่เหลียนเจี๋ยขึ้นแสดงท่วงท่าวูซูอย่างเฉียบคม ว่องไว และแม่นยำ จนได้รับความสนใจอย่างมาก หลังการแสดง นิกสันเข้าไปพูดคุยกับเขา และถามเชิงเอ็นดูว่า
“โตขึ้นอยากมาเป็นบอดี้การ์ดให้ฉันไหม”
คำตอบของหลี่เหลียนเจี๋ย กลายเป็นตำนานเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบอย่างสุภาพแต่หนักแน่นว่า
“ผมไม่อยากเป็นบอดี้การ์ดให้ใครคนเดียว แต่ผมอยากใช้วูซูเพื่อรับใช้ประชาชนจีนพันล้านคน”
คำตอบนี้เล่นเอา เฮนรี คิสซิงเจอร์ รัฐมาตรีตค่างประเทศสหรัฐถึงกับบอกว่าเจ้าหนูนี้ไม่เบาเลย มีลิ้นการฑูตตั้งแต่เด็กเชียวนะเนี่ย
คำตอบจากเด็กวัยเพียงสิบกว่าปีสะท้อนทั้งบรรยากาศยุคสังคมนิยมจีน และตัวตนของหลี่เหลียนเจี๋ยที่เติบโตมาในสังคมแบบนั้น ในสังคมที่ปลูกฝังให้เห็นแก่ประเทศมากกว่าตัวบุคคล
และนี่เองคือเหตุผลที่ผมหยิบเรื่องเล่านี้มาใช้เป็นบทเกริ่นนำถึงภาพยนตร์ มังกรน่ำปั๊ก หรือเสี้ยวลิ้มยี่ 3 เพราะเพียงคำพูดของเด็กวัย 11 ขวบ ก็เพียงพอจะทำให้เห็นโลกทัศน์และรากความคิดของเขาได้ชัดเจน
แนวคิดนั้นเองที่ทำให้การร่วมงานระหว่างหลี่เหลียนเจี๋ยกับหลิวเจี๋ยเหลียง เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและจบลงด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีนัก เพราะในแก่นแท้แล้ว มังกรน่ำปั๊ก ไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันกำลังภายใน หากแต่เป็นการปะทะกันเชิงอุดมการณ์ ระหว่างทุนนิยมเต็มตัวแบบ ชอว์ บราเดอร์ส กับโลกทัศน์แบบสังคมนิยมที่หลี่เหลียนเจี๋ยแบกติดตัวมาทั้งชีวิต
หลี่เหลียนเจี๋ยรำพัน
มังกรน่ำปั๊กเปรียบเสมือนภาพยนตร์ที่ทำให้หลี่เหลียนเจี๋ยพบว่าโลกของตนเองนั้นแคบนัก จากสองภาคที่เขาทำงานกับทีมงานเดิมๆ ทีมงานทั้งหมดมีพื้นฐานเดียวกันคืออยู่ในวงการภาพยนตร์ของจีนแผ่นดินใหญ่ กองถ่ายหนังเหมือนพานักกีฬาวูซูเข้าค่ายถ่ายหนัง อยู่กับเป็นแบบครอบครัวจึงอบอุ่น
แต่เมื่อ มังกรน่ำปั๊ก คือโปรดักชั่นหนังฮ่องกง ทีมงานหลักคือมืออาชีพที่อยู่ในอุตสาหกรรมแบบทุนนิยม มีแผนก มีฝ่าย ความความรับผิดชอบชัดเจนแต่ละคน มันเป็นการเปิดโลกให้หลี่เหลียนเจี๋ยเห็นระบบการทำงานที่แตกต่างกัน จนเขาเคยเล่าเกี่ยวกับการถ่ายหนังมังกรน่ำปั๊ก ที่เขาไม่ชอบเลย
"พูดตามตรง ผมไม่อยากถ่ายทำภาพยนตร์เส้าหลินเรื่องที่สามเลยจริง ๆ แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ผมจำเป็นต้องถ่าย ซึ่งต่างมันจากสองเรื่องแรกมาก ในหนานเป่ยเส้าหลิน(เส้าหลินเหนือ-ใต้ มังกรน่ำปั๊ก) พวกเราแทบไม่มีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์อะไรนัก เพราะสตูดิโอได้จ้างผู้กำกับชื่อดังจากฮ่องกงคนหนึ่ง คือ หลิวเจียเหลียง
ในความเป็นจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนักแสดงจากฮ่องกงจำนวนมากเข้ามาร่วมงาน ขณะที่สองเรื่องก่อนหน้า ทีมงานและนักแสดงล้วนเป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ คราวนี้พวกเขานำสตันท์แมนจากฮ่องกงเข้ามาช่วยถ่ายทำด้วย และไม่นานนัก พวกเราก็เริ่มค้นพบ “ความแตกต่าง” บางอย่าง
ตอนถ่ายทำ เสี่ยวลิ้มยี่ พวกเราทุกคนได้รับค่าจ้างวันละ 1 หยวน
ตอนถ่าย เสี้ยวลิ้มยี่ 84 นักแสดงนำและทีมงานได้วันละ 2 หยวน
ในเวลานั้น ผมไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องเงิน และยังไม่มีมุมมองด้านการเงินที่ชัดเจน แต่เมื่อมาถึงภาพยนตร์เรื่องที่สาม ด้วยอายุที่มากขึ้นและความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมจึงเริ่มสังเกตเห็นว่า บนโลกนี้มี “ความไม่เท่าเทียม” อยู่จริง
หากพวกเราทุกคนได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหลักหรือตัวประกอบ ได้วันละ 1 หยวนเหมือนกัน ผมก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง เพราะเราทุกคนทำงานอยู่ในระบบเดียวกัน หรือหากเราอยู่ในสังคมที่มีโครงสร้างชัดเจน และการจัดสรรทุกอย่างเป็นธรรม ผมก็ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ
แต่ปัญหาคือ เมื่อคุณพาคนจาก “อีกระบบหนึ่ง” เข้ามา (ซึ่งในที่นี้หมายถึงฮ่องกง) พวกเขาได้เงินเดือนละ 150,000 หยวน แม้แต่ตัวประกอบที่เล่นเป็นศพ ไม่มีแม้แต่ภาพโคลสอัป ก็ยังได้วันละ 50 หยวน แต่พวกเราซึ่งเป็นนักแสดงหลัก กลับได้แค่วันละ 3 หยวน และในขณะที่พวกเขาแทบไม่ต้องทำอะไร คุณจึงเริ่มตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมของสังคม นี่คือจุดเริ่มต้นของการต่อต้าน ความโกรธต่อการทำงานเริ่มก่อตัวขึ้น
ผมอยากถามสตูดิโอภาพยนตร์ของฮ่องกงว่าทำไมคนทำงานจากสองพื้นที่ถึงได้รับการปฏิบัติต่างกันขนาดนี้ เพียงเพราะพวกเขาเป็นคนฮ่องกงอย่างนั้นหรือ
ทำไมพวกเขาถ่ายทำได้อย่างสบาย พูดคุยหัวเราะ ขอเงื่อนไขการทำงานได้ ขณะที่พวกเรา ซึ่งเป็นนักแสดงหลัก กลับถูกเรียกร้องให้ทำงานหนักยิ่งกว่าสตันท์แมน ผมต้องต่อสู้หน้ากล้องตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ชกต่อย ฟาดฟันไม่หยุด แต่พวกเขาเพียงยืนอยู่ข้างหลังผม โบกดาบ เล่นท่า และตะโกนเสียงดัง แต่กลับได้เงินมากกว่าผมหลายสิบเท่า หรืออาจถึงร้อยเท่า ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ยังควรเดินบนเส้นทางภาพยนตร์ต่อไปหรือไม่
ผมไม่อยากให้เรื่องนี้สร้างภาพลบในใจของพวกคุณ หวังว่ามันจะเป็นเพียงการบ่นของผมคนเดียว เพราะยังมีคนอีกมาก แม้จะไม่รู้ว่างานชิ้นต่อไปอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังทำงานอย่างเต็มที่ ทุ่มเทสุดชีวิต เพียงเพราะพวกเขาเป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ ในใจของผม ความไม่พอใจเหล่านี้เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผมรู้ว่าคนฮ่องกงมองพวกเราอย่างไร และเห็นว่างานของพวกเรา “ไร้ค่า”
ผมจึงเริ่มคิดว่า “เพียงเพราะผมเป็นคนแผ่นดินใหญ่ ผมจึงต้องถูกปฏิบัติแบบนี้หรือ”
แต่โปรดอย่าเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินพวกเรามีศักดิ์ศรี ค่าจ้างของเราควรได้มากกว่านี้ แม้แต่อาหารของทีมงานทั้งสองฝ่ายก็ยังต่างกัน พวกเรากินอาหารกลางวันธรรมดาเรียบง่าย แต่เพื่อเอาใจทีมงานฮ่องกง พวกเขาได้กินอาหารกวางตุ้ง ในสายตาของพวกเขา อาหารกลางวันของพวกเราเหมือน “อาหารหมู” ในสังคมเชิงพาณิชย์ แนวคิดเรื่องชนชั้นอาจเป็นเรื่องปกติและคาดเดาได้ เช่น ในฮอลลีวูด ที่การจัดห้องพักผ่อนขึ้นอยู่กับสถานะของนักแสดง แต่เมื่อความแตกต่างนั้นเกิดจาก “เชื้อชาติ” นั่นคือความผิดพลาดร้ายแรงและไร้เหตุผล
สตูดิโอต้องพึ่งผมในการโปรโมตภาพยนตร์ แต่กลับไม่ให้ความเคารพขั้นพื้นฐานที่สุดแก่ผม ในสังคมทุนนิยม เรื่องแบบนี้ยอมรับไม่ได้ ในสังคมนิยม ก็ยิ่งทนไม่ได้
ผลลัพธ์คือ หัวใจของผมไม่อาจรู้สึกหลงใหลกับการถ่ายทำได้เลย
ตลอดการถ่ายทำ ผมได้แต่ฝืนอดทน และตั้งใจเพียงถ่ายหนังให้เสร็จ
แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในกองถ่ายตอนตีสี่วันหนึ่ง คุณคงรู้ดีว่า ฉากพระอาทิตย์ขึ้นและตกเป็นฉากที่ถ่ายยากที่สุด โอกาสมีจำกัด เพียงคลาดไปหนึ่งหรือสองนาทีก็สายเกินไป แสงไม่เคยรอใคร เพื่อจับภาพช่วงเวลานั้น ทีมงานต้องเตรียมตัวล่วงหน้าหลายชั่วโมง ในการถ่ายหนานเป่ยเส้าหลินผู้กำกับกำหนดให้ทีมงานจากแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดตื่นตอนตีสอง และต้องมาถึงสถานที่ถ่ายทำตรงเวลา
เมื่อใกล้รุ่งสาง พวกเราเริ่มวิตกกังวล เพราะผู้กำกับยังไม่มา เรารอ…
แสงแรกของวันมา…
แล้วก็ผ่านไป…
เรารอตั้งแต่ตีสามจนถึงสิบโมงเช้าผู้กำกับหลิวเจียเหลียงจึงมาถึงกองถ่าย
ประโยคแรกที่เขาพูดคือ
“โอ๊ย แสงไม่ใช่แบบนี้นี่ เราวางแผนจะถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้ว เลิกงานวันนี้เถอะ”
ผมรู้สึกว่าพวกเราถูกเล่นเกม
ผมเชื่อว่าพวกเราเป็นเหยื่อของอำนาจ
หรือไม่ก็เป็นเพียงเกมจิตวิทยา
การกระทำแบบนี้ไม่จำเป็นเลย
เพราะเหตุการณ์นี้ ผมจึงเดินทางไปหาโปรดิวเซอร์ด้วยตัวเอง และพูดกับเขาว่า
“ผมอาจไม่รู้เรื่องงานภาพยนตร์มากนัก เพราะผมถ่ายมาแค่สองเรื่อง และผมยังอายุน้อย ดังนั้นขอถามคำถามง่าย ๆ ได้ไหม ถ้าแผนถ่ายทำกำหนดให้ถ่ายฉากพระอาทิตย์ขึ้น ทีมงานเตรียมพร้อมตั้งแต่ตีสาม แต่ผู้กำกับกลับมาเอาสิบโมง และบอกว่าแสงไม่ดี คุณคิดว่าใครผิด ระหว่างเขากับผม”
“คุณเห็นไหม ผมไม่ค่อยเข้าใจงานถ่ายหนังนัก ผมยังเรียนรู้อยู่ ถ้าคุณคิดว่าผมผิด แสดงว่าผมไม่เข้าใจงานนี้เลยจริง ๆ ผมรับปากว่าจะเก็บของกลับบ้านทันที และจะไม่ถ่ายหนังอีกต่อไป”
ผมพูดต่อว่า “แต่ในทางกลับกัน หากคุณคิดว่าผู้กำกับควรเรียนรู้งานถ่ายทำให้มากกว่านี้ บางทีคุณอาจเห็นด้วยว่า เขาควรขอโทษทีมงานทุกคน”
เอาล่ะ… ตอนนี้ผมก็ยังอยู่ที่นี่ และยังถ่ายหนังต่อไป ระหว่างการถ่ายทำมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น เต็มไปด้วยการต่อสู้ที่ซับซ้อน เปิดโลกทัศน์ของผมอย่างมาก นี่คือภาพยนตร์ที่ทำให้ผมตึงเครียดทางอารมณ์มากที่สุดเท่าที่เคยทำงานมา"
นั่นคือปากคำของหลี่เหลียนเจี๋ย
ทำให้หนานเป่ยเส้าหลิน หลี่เหลียนเจี๋ยและหลิวเจียเหลียงมีความขัดแย้งรุนแรง และไม่เคยร่วมงานกันอีกเลย
บทเรียนของมืออาชีพ
มองด้วยสายตาคนนอกแล้ว ที่จริงเรื่องนี้มันเหมือนน้ำข้างหยดเดียวเมื่อเอาคนสองสภาพสังคมมาทำงานร่วมกัน จะให้จ่ายค่าจ้างทีมงานแผ่นดินใหญ่เท่าทีมงานฮ่องกงก็คงทำให้สภาพการจ้างงานของแผ่นดินใหญ่ปั่นป่วน จะจ่างให้ทีมงานฮ่องกงวันละ 2 หยวนก็คงไม่มีใครมา เพราะค่าครองชีพมันต่างกันลิบ
แต่ในมุมมองของหลี่เหลียนเจี๋ยแล้ว เขาเติบโตมาในระบบสังคมนิยมของจีนแผ่นดินใหญ่ยุคหลังปฏิวัติ โลกของเขาถูกหล่อหลอมด้วยแนวคิดว่าทุกคนคือแรงงานในระบบเดียวกัน ความแตกต่างของรายได้ไม่ควรสุดโต่ง ความอดทน ความเสียสละ และ “ศักดิ์ศรีของแรงงาน” สำคัญกว่าเงิน การทำงานหนักควรได้รับการยอมรับในเชิงคุณค่า ไม่ใช่แค่ราคา
ขณะที่ ระบบภาพยนตร์ฮ่องกงยุค 80 เป็นทุนนิยมเต็มรูปแบบ ค่าตัวคือราคาตลาด ใครมาจากไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง ใคร “ถูกจ้างมา” ในราคาสูง ก็ถือว่าปกติ ทีมงานฮ่องกงไม่รู้สึกว่าต้องอธิบายหรือขอโทษความเหลื่อมล้ำ เช่น เรื่องอาหารก็เป็นเรื่องปกติของกองถ่ายที่หลายๆ กองมีการแบ่งทีมงานระดับนำ นักแสดง และทีมงานแรงงาน
วัฒนธรรมกองถ่ายคือ ใครต่อรองเก่งกว่า = ได้มากกว่า ดังนั้น ถ้ามองจากฝั่งฮ่องกง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นแค่ เรื่อง ปกติ
แต่สำหรับหลี่เหลียนเจี๋ย มัน ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะสิ่งที่เขาเจอ ไม่ได้เป็นแค่ ได้เงินน้อยแต่คือการ ถูกปฏิบัติเหมือนแรงงานชั้นสอง เพราะถ้าเป็นทุนนิยมล้วน ๆ จริง ใครดัง ใครแบกหนังได้ = ควรได้มากกว่า
แต่ในตอนนั้น หลี่เหลียนเจี๋ยคือคนที่แบกตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งตลาด แต่กลับถูกมองว่า “ราคาถูก เพราะมาจากแผ่นดินใหญ่” ตรงนี้แหละที่ทำให้เขารับไม่ได้ ในมุมของเขานี่คือการที่คนทำงานหนักที่สุดกลับถูกมองว่าไร้ค่า และมันขัดกับโลกทัศน์ที่เขาเติบโตมาโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้โกรธเพราะอยากได้เงินมากกว่าคนอื่น แต่โกรธเพราะเชื่อว่าความทุ่มเทควรได้รับการยอมรับอย่างน้อยในความเคารพ
แต่เมื่อมองกลับไปจากอีกฝั่งหนึ่ง จากมุมของหลิวเจียเหลียง ภาพกลับไม่เหมือนกันเลย หลิวเจียเหลียงในเวลานั้นคือผู้กำกับระดับตำนาน ปรมาจารย์กังฟูของฮ่องกง ผู้เติบโตมาในระบบสตูดิโอแบบทุนนิยมอย่างเต็มตัว สำหรับเขาทุกคนในกองทีที่ของตนเอง ใครมีชื่อเสียง ใครถูกจ้างมาในราคาเท่าไร ทุกอย่างมีต้นทุนและราคาของมัน การดูแลทีมงานฮ่องกงดีกว่าไม่ใช่การดูถูกใคร แต่คือการทำงานตามระบบที่เขาคุ้นเคย
ในสายตาหลิวเจียเหลียง หลี่เหลียนเจี๋ยคือดาวรุ่งจากแผ่นดินใหญ่ มีฝีมือ แต่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในตลาดฮ่องกง ส่วนการกดดันกอง การปล่อยให้รอ การตัดสินใจหน้างาน ล้วนเป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมผู้กำกับยุคนั้น ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือการดูหมิ่นใครเป็นการส่วนตัว
ตรงนี้เองคือจุดปะทะที่แท้จริง ไม่ใช่ระหว่างคนสองคน แต่คือการชนกันของสองระบบ สองวัฒนธรรม และสองโลกทัศน์ ฝั่งหนึ่งเชื่อในศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมเชิงคุณค่า อีกฝั่งหนึ่งเชื่อในอำนาจต่อรอง และลำดับชั้นของการทำงาน
เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตของหลี่เหลียนเจี๋ยเดินหน้าต่อ เขาไปทำงานในฮ่องกงอย่างเต็มตัว และก้าวไปสู่เวทีนานาชาติ ในที่สุดเขาก็ยอมรับความจริงของระบบทุนนิยม เขาเรียนรู้ว่าโลกธุรกิจไม่ตัดสินจากความเหนื่อยหรือความดีงาม แต่ตัดสินจากชื่อเสียงและความความสำเร็จทางตลาด และความไม่เท่าเทียมไม่ใช่ข้อผิดพลาดของระบบเสรีนิยมที่การตลาดนำหน้า แต่คุณต้องยกระดับอำนาจต่อรองของตัวเอง ต้องโด่งดังให้มากขึ้น
หากมองย้อนกลับไป เหตุการณ์ในกองถ่ายมังกรน่ำปั๊ก คือบทเรียนที่ทำให้เขาโตเร็ว ทำให้เขาเรียนรู้ และปรับตัว จนกลายเป็นหลี่เหลียนเจี๋ยในวันที่โลกทั้งใบต้องยอมรับ
............................
มังกรหน่ำปั๊ก กับการเมืองที่ผ่อนคลาย
แรงกระเพื่อมจากเสี้ยวลิ้มยี่ สั่นคลอนระบบ
ถ้าจะมองอุตสาหกรรมหนังจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่ต้นยุค 1980 ไล่มาจนถึงราวปี 1988 ต้องบอกก่อนเลยว่านี่คือช่วงตั้งหลักใหม่ทั้งระบบ หลังประเทศเพิ่งหลุดออกมาจากเงาของการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบหมาดๆ หนังจีนในเวลานั้นกำลังเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากเครื่องมือทางอุดมการณ์รัฐไปสู่อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทีละขั้น ทีละก้าว และเต็มไปด้วยความลังเลที่อาจจะขัดกับอุดมการณ์รัฐในอดีต
ช่วงต้นยุค 80 หนังจีนยังอยู่ในโครงสร้างแบบรัฐควบคุมเต็มตัว สตูดิโอทั้งหมดเป็นของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Beijing Film Studio, Shanghai Film Studio หรือ Zhujiang Film Studio (จูเจียง หรือหรือชื่อในตลาดนอกประเทศคือเพิร์ล ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ร่วมทำมังกรน่ำปั๊กกับชอว์บราเดอร์ส) หนังถูกผลิตในฐานะงานวัฒนธรรม ไม่ใช่สินค้าเชิงพาณิชย์จริงๆ ผู้กำบต้องเสนอโครงการให้สตูดิโอของรัฐสร้าง แล้วส่งไปยังหน่วยที่ที่คอยอนุญาตให้สร้าง
พอสร้างเสร็จก็จะมีหน่วยงานอีกหน่วยพิจารณาความเหมาะสมให้ฉายได้หรือไม่ ทีมงานและนักแสดงก็แทบไม่ต่างจากนักกีฬาทีมชาติรับเป็นเบี้ยเลี้ยงค่าจ้าง สวัสดิการต่างๆ
แต่สิ่งที่เปลี่ยนอย่างแรงมากในช่วงต้นยุค 80 คือ “คนดู” หลังการเปิดประเทศ ผู้ชมเริ่มโหยหาความบันเทิงจริงๆ ไม่ใช่แค่หนังสั่งสอนศีลธรรมแบบแข็งทื่อ หนังที่ยังยึดรูปแบบโฆษณาชวนเชื่อยุคก่อนหน้าเริ่มมีคนดูน้อยลง สตูดิโอของรัฐเองก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดัน แม้จะยังไม่กล้าพูดคำว่าขาดทุนตรงๆ แต่ตัวเลขคนดูในหลายพื้นที่ลดลงชัดเจน
ชอว์บราเดอร์ส ยักษ์ที่ปลุกไม่ตื่น
ปลายทศวรรษ 1980 คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชอว์ บราเดอร์ส สตูดิโอในตำนานที่เคยครองตลาดหนังจีนกำลังภายในมายาวนาน ตั้งแต่ยุคจางเชอะ ฉู่หยวน แต่โลกของคนดูได้เปลี่ยนไปแล้ว หนังสูตรเดิมเริ่มขายยาก ผู้ชมรุ่นใหม่หันไปหาแอ็กชันที่ “จริง” กว่า ไม่ว่าจะเป็นเฉิงหลง หงจินเป่า สตั้นต์จริง โลเกชันจริง ขณะที่โรงภาพยนตร์ในเครือของชอว์เองก็เริ่มประสบปัญหาขาดทุน ภาวะนี้สวนทางกับอีกฟากพรมแดนกั้น
เมื่อ “เสี้ยวลิ้มยี่” (1982) จากแผ่นดินใหญ่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแบรนด์เส้าหลินแบบของจริงกำลังชนะใจผู้ชมอย่างถล่มทลาย
ความสำเร็จของเสี้ยวลิ้มยี่ภาคแรกและภาคสอง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ขยายอิทธิพลไปถึงฮ่องกง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตลาดคนจีนโพ้นทะเล หลี่เหลียนเจี๋ยกลายเป็นชื่อที่คนดูทั่วภูมิภาครู้จัก สำหรับชอว์ บราเดอร์สนี่คือโอกาสทอง หากสามารถผสาน “เส้าหลินที่พิสูจน์แล้วว่าขายได้” เข้ากับความชำนาญด้านการตลาดและการกระจายหนังแบบฮ่องกง ก็จะได้ภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมได้กว้างกว่าที่เคยเป็นมา
ในเวลาเดียวกัน บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนช่วงกลางถึงปลายยุค 1980 ก็เริ่มเปลี่ยนไป การเปิดประเทศชัดเจนขึ้น ทำให้การร่วมทุนกับสตูดิโอจีนแผ่นดินใหญ่เป็นไปได้ยากอีกต่อไป การร่วมมือเช่นนี้หมายถึงการได้ถ่ายทำในโลเกชันจริง ได้ใช้นักวูซูทีมชาติ ลดต้นทุนแรงงาน และที่สำคัญที่สุดคือได้ฉายในจีนอย่างถูกต้องตามระบบ สำหรับชอว์นี่ไม่ใช่แค่การทำหนังหนึ่งเรื่อง แต่คือ “ตั๋วผ่านแดน” สู่ตลาดมหาศาลที่กำลังเปิดประตูรับทุนและความร่วมมือจากภายนอก
สำหรับจีนมันคือการยกระดับอุตสาหกรรมผลิตหนังในประเทศที่ยังล้าหลังกว่าฮ่องกงมาก ได้เรียนรู้การทำงานแบบสตูดอโอจริงๆ เรียกได้ว่า วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย
เมื่อมาถึงเสี้ยวลิ้มยี่ภาคสาม หรือ มังกรน่ำปั๊กตัวหนังสะท้อนการประนีประนอมทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน มันไม่หวือหวาแบบหนังฮ่องกง แต่เลือกที่เน้นวูซูจริง คุณธรรม และประวัติศาสตร์ที่ปลอดภัยจากการเมือง
หากมองในเชิงโครงสร้างชอว์คือทุนที่เหมาะกับจังหวะนี้ที่สุด พวกเขาครองประสบการณ์หนังจีนกำลังภายในมาหลายสิบปี มีเงินทุน ระบบสตูดิโอ และเครือข่ายการกระจายหนังทั่วโลก ที่สำคัญคือมองเสี้ยวลิ้มยี่ในฐานะ “สินค้าเชิงแฟรนไชส์” มากกว่างานอุดมการณ์ การเข้ามาของชอว์จึงลงตัว เพราะบรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายลง การร่วมทุนเชิงพาณิชย์กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ผลลัพธ์ทั้งหมดสะท้อนชัดในตัวหนังภาคสาม โทนโดยรวมออกไปทางฮ่องกงมากขึ้น โครงเรื่องเรียบง่าย เน้นแอ็กชัน ความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่เชิงอุดมการณ์ลดลง และการปั้นหลี่เหลียนเจี๋ยให้เป็นซูเปอร์สตาร์ก็เด่นชัดยิ่งกว่าเดิม พูดกันตรงๆ นี่คือเสี้ยวลิ้มยี่ในมือทุนเต็มตัว ไม่ใช่หนังทดลองข้ามระบบเหมือนภาคแรกอีกแล้ว
.............................
มังกรหน่ำปั๊ก
เรื่องราวของมังกรน่ำปั๊กวางอยู่บนฉากหลังของการต่อต้านราชวงศ์ชิง เมื่อองค์ชายเฮ่อซั่ว ผู้ทรงอำนาจและโหดเหี้ยม กำจัดขุนนางผู้จงรักภักดีจนสิ้น ส่งผลให้ทายาทของสองตระกูลใหญ่ซึ่งเคยหมั้นหมายกันตั้งแต่ในครรภ์ ต้องถูกพรากจากกัน ชายหนุ่มนามจื้อหมิงถูกนำฝากฝังไว้กับวัดเส้าหลินเขาซงซานทางเหนือ ขณะที่หญิงสาวคือซือหม่าเหยียนหลบหนีไปพำนักกับอาที่วัดเส้าหลินฝูเจี้ยนทางใต้
เมื่อทั้งสองเติบโตขึ้น ต่างฝ่ายต่างตัดสินใจลอบเข้าไปในพระราชวังในวันงานฉลองวันเกิดขององค์ชาย เพื่อสังหารศัตรูร่วมกัน แต่แผนล้มเหลว ซือหม่าเหยียนถูกจับตัว ส่วนจื้อหมิงและสหายคือ จ้าวเว่ยหลบหนีออกมา และกลับไปขอความช่วยเหลือจากเส้าหลินเหนือ–ใต้ นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของเหล่าพระ ให้ลุกขึ้นเข้าร่วมการต่อต้านราชสำนักอย่างเปิดเผย
การถ่ายทำหลักของมังกรน่ำปั๊กเกิดขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่โดยใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากหนังมีฉากแอ็กชันจำนวนมากในโลเคชั่นจริง ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางของชนบทจีน รวมถึงสถานที่สำคัญอย่างพระราชวังต้องห้ามและบางช่วงของกำแพงเมืองจีน ถือเป็นหนึ่งในงานร่วมสร้างขนาดใหญ่ช่วงแรกๆ ระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากถ่ายทำเสร็จฟิล์มจะนำไปตัดต่อ บันทึกเสียงเสียงที่ Shaw Brothers Studios ในฮ่องกง เพื่อให้หนังออกมาอยู่ในมาตรฐานและสไตล์ของโชว์บราเธอร์สอย่างชัดเจน
หลิวเจียเหลียง ทำหน้าที่ทั้งผู้กำกับและผู้ออกแบบคิวบู๊ ควบคุมฉากต่อสู้ทั้งหมดด้วยความพิถีพิถันในแบบฉบับของเขา โดยอาศัยทีมงานจากทีมสตันต์ของตัวเอง การออกแบบคิวบู๊เน้นการถ่ายทำจริง มีใช้สลิงและสตันต์แมนมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับการสร้างหนังของจีน
ส่วนคิวบู๊ในหนังพยายามนำเสนอความแตกต่างเชิงรูปแบบระหว่างเส้าหลินสายเหนือ กับเส้าหลินสายใต้ ด้วยการนำเสนอความต่างของศิลปะการต่อสู้ เช่น ท่าขาอันรวดเร็วและทรงพลังของเส้าหลินสายเหนือ เทียบกับท่ายืนมั่นคงและหมัดหนักแน่นของสายใต้แบบมวยงกวน และเน้นจังหวะออกท่าทางที่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การถ่ายทำก็เผชิญอุปสรรคไม่น้อย
ความซับซ้อนของการร่วมผลิตข้ามระบบ ระหว่างทีมงานจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้การจัดการกองถ่ายเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับนักแสดงที่มีทักษะวูซูสูง แต่มีประสบการณ์ด้านการแสดงภาพยนตร์น้อย ทีมงานต้องปรับแก้หน้างานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเคลื่อนไหวของแต่ละคนเข้าจังหวะกัน
ประเด็นด้านความปลอดภัยเป็นอีกเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะฉากต่อสู้หนักๆ และฉากใช้สลิง ซึ่งสะท้อนชัดจากเหตุการณ์ที่หลี่เหลียนเจี๋ยได้รับบาดเจ็บขาหักระหว่างถ่ายทำ ส่งผลให้การผลิตต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว ก่อนจะกลับมาถ่ายทำต่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น เหตุการณ์นี้เองที่ตอกย้ำว่าหนังเรื่องนี้คือผลงานที่ต้องแลกมาด้วยแรงกายจริงๆ เพื่อให้ได้คิวบู๊แบบหนักแน่น สมจริง และยึดรากศิลปะการต่อสู้ตามวิสัยทัศน์ของหลิวเจียเหลียงอย่างแท้จริง
แม้จะเน้นต่อสู้เป็นหลัก ฉากแอ็กชันของหลี่เหลียนเจี๋ยที่สามารถโชว์ศักยภาพของอดีตแชมป์วูซูทีมชาติอย่างเต็มที่ รวมถึงงานออกแบบคิวบู๊ของ หลิวเจียเหลียง ที่โดดเด่นในการขับเน้นความแตกต่างระหว่างเส้าหลินสายเหนือและสายใต้ ฉากต่อสู้ถูกมองว่าลื่นไหล หลากหลาย โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์บนเรือในแม่น้ำ ซึ่งรวมทั้งอาวุธและการต่อสู้มือเปล่าเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน
แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็ยังมีการสอดแทรกฉากตลกเข้ามาปนพล็อตรักสามเส้าที่รู้สึกว่าฝืนและฝืดเกินไปสำหรับในยุค 1980 เช่น การปลอมตัวแต่งหญิงของหลี่เหลียนเจี๋ย ซึ่งทำให้จังหวะของเรื่องสะดุด รวมถึงปัญหาความยืดเยื้อของครึ่งแรกของหนังที่ใช้เวลากับการแสดงความยิ่งใหญ่ของสถานที่ การเจ้นรำ การแสดงสิงโต จนเหมือนหนังสารคดีแสดงวัฒนธรรมจีน จนหนังย้วยไปย้วยมา
.................
นักวูซูเปล่งประกาย
 
แม้ภาค 1 และ 2 จะแปลกใหม่ด้วยการเอานักกีฬาวูซูมาบู๊จริง แต่การไม่มีผู้กำกับคิวบู๊อย่างมืออาชีพ ทำให้ขาดการสอดประสาน ทั้งนักแสดงและกล้อง มันจึงเป็นเหมือนการตั้งกล้องถ่าย แล้วให้เนักแสดงสู้กัน แต่การเข้ามาของหลิวเจียเหลียงมาแก้จุดอ่อนเรื่องนี้ได้หมด แล้วทำให้นักแสดงแต่ละคนเปล่งประกายเต็มที่
ในช่วงเวลานั้น หลี่เหลียนเจี๋ยมีอายุเพียง 23 ปี แม้ใบหน้าจะยังดูอ่อนวัย แต่ทั้งทักษะการต่อสู้และการแสดงเริ่มเห็นเค้าของความเป็นดาราแถวหน้าแล้ว ขณะที่หูเจี้ยนเฉียง ผู้รับบทจ้าวเว่ย ก็ถือเป็นหนึ่งในแกนหลักของไตรภาคเส้าหลิน เขาเป็นแชมป์การแข่งขันวูซูหลายสมัย และโดดเด่นเป็นพิเศษในบทบาทการใช้หมัดใต้ที่แข็งแรง หนักแน่น ซึ่งภายใต้การกำกับและออกแบบคิวบู๊ของหลิวเจียเหลียง ยิ่งเปล่งประกายชัดเจน ทว่าในเสว้นทางอาชีพเขามุ่งหน้าสู่การเป็นปาจารย์ถ่ายทอดวิชาวูซูอย่างจริงจังจนเปิดโรงเรียนในต่างประเทศ
ส่วนหวงชิวเยี่ยน นักแสดงหญิงผู้รับบทซือหม่าเหยียน ก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักจากโรงเรียนกีฬาสือฉาไห่เช่นเดียวกับหลี่เหลียนเจี๋ย และเคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในโลกจริงช่วงหนึ่ง ขณะที่หยูไห่ ผู้รับบทอาจารย์ซื่อเหยิ่น เป็นปรมาจารย์ตัวจริงในวงการวูซู ก่อนเข้าวงการภาพยนตร์ และมักได้รับบทพระหรืออาจารย์เส้าหลินอยู่เสมอ เป็นอีกคนที่โดดเด่นมาตั้งแต่ภาคแรก
ด้านหยูไห่ ซึ่งมีชื่อเสียงจากหมัดตั๊กแตนเจ็ดดาว ก็ได้แสดงฝีมือหมัดเปล่าอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกในไตรภาคนี้ รวมถึงฉากร่วมกับหลี่เหลียนเจี๋ยในกระบวนท่าแปดทิศ(ปากว้า) ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งสองต่างมีพื้นฐานศิลปะนี้จริง ไม่ใช่เพียงการแสดงตามบท
และที่ไม่อาจไม่กล่าวถึง คือหยูเฉิงฮุยในบทองค์ชายเฮ่อซั่ว ผู้ซึ่งนำวิชาดาบสองมืออันเป็นเอกลักษณ์ของตนมาใช้เต็มที่ ดาบสองมือมีลักษณะเด่นทั้งความยาว การฟันเฉือน การโจมตีจากมุมล่างขึ้นบน และการใช้ระยะเพื่อทำลายแขนหรือร่างกายคู่ต่อสู้ ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างครบถ้วนในฉากไคลแมกซ์
กล่าวได้ว่า แม้มังกรน่ำปั๊กจะใช้เส้าหลินเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่เนื้อในกลับเป็นการหลอมรวมศิลปะการต่อสู้จากทั้งเหนือและใต้ไว้อย่างงดงาม สะท้อนความแตกต่างของสไตล์และจิตวิญญาณกังฟูได้อย่างชัดเจน
และหลิวเจียเหลียงทำให้หนังภาคสามนี้มีความไหลลื่นมากขึ้น ใช้ทักษะการเล่าเรื่องด้วยภาพ การตัดต่อ และการวางจังหวะการต่อสู้ที่ลื่นไหล ชัดเจน มีจังหวะ ไม่สับสน และกระจาบน้ำหนักตัวละครในฉากบู๊ได้ดี ปล่อยให้นักแสดงแต่ละคนได้มีจังหวะโชว์ของได้อย่างน่าจดจำกว่า 2 ภาคแรกชัดเจน
ผลตอบรับ
มังกรน่ำปั๊ก เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1986 แคมเปญการตลาดเน้นหนักไปที่ชื่อเสียงที่กำลังพุ่งขึ้นของ หลี่เหลียนเจี๋ย จากความสำเร็จของ เสี้ยวลิ้มยี่ ภาคก่อนหน้า โดยวางตำแหน่งหนังเรื่องนี้ให้เป็นภาคต่อโดยตรงของตำนานเส้าหลิน พร้อมชูจุดขายเรื่องการนำเสนอศิลปะการต่อสู้เส้าหลินสายเหนือและสายใต้อย่าง “สมจริง” มากกว่าหนังบู๊ทั่วไป
ในแง่รายได้ มังกรนำปั๊ก ทำเงินในฮ่องกงรวม 18,106,589 ดอลลาร์ฮ่องกง จากการฉายระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 5 มีนาคม 1986 และติดอันดับ 6 ของหนังทำเงินสูงสุดประจำปีนั้น ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง ซึ่งตัวเลขนี้ได้แรงหนุนจากความนิยมที่หลี่เหลียนเจี๋ยสะสมไว้จากภาคก่อนๆ ซึ่งทำให้หนังเส้าหลินกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมทั่วเอเชียในช่วงต้น–กลางทศวรรษ 80ความสำเร็จของหนังช่วยตอกย้ำสถานะของหลี่เหลียนเจี๋ยในฐานะดาวบู๊ระดับนานาชาติ
และในจีนแผ่นดินใหญ่ หนังกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปี 1987 ด้วยยอดขายตั๋วราว 116 ล้านใบ
สำหรับแฟนหลี่เหลี่ยนเจี๋ยและหลิวเจียเหลียง นี้คือหนังที่ต้องดูเรื่องหนึ่ง หลี่เหลียนเจี๋ย วัย 23 ปี อยู่ในช่วงพีกที่สุดของร่างกาย และเขาแสดงให้เห็นว่า ความสวยงามของมวยกับร่างกายมันน่าทึ่งและมีเสน่ห์เพียงใด ส่วนหลิวเจียเหลียงนี่คือการแสดงศักยภาพของปรมาจารย์ครูมวยที่โดดเด่นมากๆ
โฆษณา