23 มี.ค. เวลา 22:30 • หนังสือ

วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น

​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อเมลวันเสาร์ก่อน ได้รับลายพระหัตถ์สองฉะบับ ฉะบับเล็กลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคมฉะบับหนึ่ง กับฉะบับใหญ่ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคมอีกฉะบับหนึ่ง ได้รับทราบความทุกประการแล้ว
ขอประทานทูลสนองความในลายพระหัตถ์ฉะบับเล็กเรื่องชายไสก่อน ตามพระดำริซึ่งทรงพระเมตตาโปรดแนะนำไปนั้น ย่อมรู้สำนึกในใจอยู่อย่างยิ่ง ว่าทรงพระเมตตาเอาพระทัยใส่ด้วยทรงพระกรุณาปรารถนาจะให้ดี และพระดำรินั้นก็เปนทางดีมากด้วย เว้นแต่เวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้วลางประการอันขัดกับพระดำริซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานไปนั้น แต่ไม่เปนไร คงจะคิดยักย้ายหาช่องเดินทางไปให้สมควรแก่กาลได้ ชายไสก็ถึงแล้วเมื่อวันที่ ๔ เดือนนี้ เวลา ๙ นาฬิกา ต่างดีเนื้อดีใจอิ่มกันไปหมดทั้งบ้าน ยังแถมที่วัดด้วย
ทีนี้จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์ฉะบับใหญ่ต่อไป ดีใจด้วยฝ่าพระบาทซึ่งมีโอกาสได้ทรงจรดกันบิดประทานแก่เหลน ดูครึ้มมากที่ได้เปนตาทวด แสดงว่าบุญช่วยให้เจริญพระชันษายืนยาว แล้วหวังว่ายังจะยืนยาวต่อไปอีกนาน เมื่อวันที่ ๓ หญิงจงเธอก็ทำบุญอายุ ๕๐ ปี๑ เกล้ากระหม่อมไปช่วยงานเธอก็ขอให้รดน้ำเจิมกระแจะและผูกมือให้แก่เธอ รู้สึกครึ้มใจว่าตนตั้งอยู่ในฐานะที่เปนผู้ใหญ่เหมือนกัน
พระนิพนธ์เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าคราวนี้ มีเรื่องราวไม่น้อย โดยมากเปนส่วนที่ไม่เคยทราบเกล้า เพราะฉะนั้นก็ได้แต่ฟัง ทูลสอดเสริมไม่ได้ที่มีความเห็นอาจทูลสอดเสริมได้นั้นมีน้อยข้อ ดังจะกราบทูลต่อไปนี้
มงกุฎ ถ้าว่าตามหลักในภาษาบาลีแล้ว หมายว่าเครื่องประดับเศียรเท่านั้น จะเปนอะไรก็ได้ ในพระสูตรปรากฏเปนผ้าโพกทอทองก็มี มงกุฎพระเจ้าแผ่นดินเมืองพะม่าน่าจะเปนแบบดั้งเดิมของเขามา ส่วนรูปเทวดาพะม่า ซึ่งทำมงกุฎกระเดียดมา​ข้างไทย เกรงว่าจะเอาอย่างไทยไป เพราะทางฝีมือช่างย่อมดูดดึงกันให้เปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย แต่ส่วนทางแบบแผนตามประเพณีย่อมจะเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า
เครื่องแต่งตัวเต็มยศขุนนางพะม่า ทรงสังเกตเห็นว่าคล้ายเครื่องแต่งตัวขุนนางไทยแต่โบราณนั้นถูกต้องแล้ว นุ่งลอยชายเราก็นุ่งเหมือนกัน คือที่เรียกว่า “นุ่งเกี้ยวเกไลย” เสื้อครุยผ้าโปร่งนั้น เราเห็นจะเพิ่งมาเปลี่ยนทีหลัง ในตำราเครื่องต้นฉลองพระองค์ครุยก็ทำด้วยตาด เปนผ้าหนาเหมือนกัน ที่ถือพัดใบตาลปิดทองด้วยนั้นชอบกลอยู่ จะว่าไกลจากไทยไปทีเดียวก็ว่าไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินไทยก็ถือพัด
ใบตาล ดังที่ปรากฎว่าพระเพธราชาทรงให้สัญญาเดินกระบวนแห่พระบรมศพด้วยทรงโบกพัชนีฝักมะขาม ทั้งตัวนายโรงเอกละคอนแต่ก่อนก็ถือพัชนีฝักมะขามเปนประจำ จะว่าไทยเดิมถือด้วยกันหมดเหมือนพะม่า แล้วมาห้ามเสียทีหลังคงไว้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็ได้ หรือว่าพะม่าจำอย่างไทยไปทำฝั่นเฝือก็ได้เหมือนกัน นึกเห็นงามข้างเดิมจะถือหมดด้วยกัน เพราะเห็นได้ที่พระภิกษุทั้งลังกาพะม่าไทย แต่ล้วนถือพัดใบตาลกันทุกองค์ จนฝรั่งเรียกว่า “ตาลปวน”
เครื่องแต่งตัวเต็มยศภรรยาขุนนางของเรา ในชั้นหลังเราก็ยังมีผ้าห่มดอกทองห่มในพิธีถือน้ำกันอยู่ จนเจ้าพระยาภาสเก็บเอาไปล้อคุณหญิงเปลี่ยนว่า “ท่านผู้หญิงดอกทอง” คุณหญิงเปลี่ยนฉุนหนักแต่เจ้าพระยาภาสก็หาหยุดไม่
สีวิกาของพะม่า ไม่นึกเลยว่าจะเร่อร่าหนาหนักถึงเพียงนั้น ไม่เห็นที่ไหนมีเหมือน รูปภาพฉลักที่พระนครวัดก็มีคานหามอยู่หลายชะนิด แต่ไม่เห็นมีเหมือนสีวิกาของพะม่าเลย
เรื่องฉัตร ฝ่าพระบาทตรัสอธิบายไว้ถี่ถ้วนหมดแล้ว ฉัตรซ้อนชั้นนั้น เคยได้ยินคนออกความเห็นว่ามาซ้อนกันในเมืองไทยนี้เอง ทางพะม่าเขาทำชั้นเดียว เกล้ากระหม่อมเกือบเชื่อ แต่นึกไปก็นึกได้ว่าฉัตรซ้อนชั้นกันในอินเดียมี จึงตัดสินใจว่าที่ว่าไทยซ้อนในเมืองไทยนั้นไม่จริง แม้พะม่าซึ่งเขายกตัวอย่างมาอ้างนั้นเองก็มีฉัตร
ซ้อนชั้นปรากฎอยู่ในรูปฉายเรือนแก้วสีหาสนบัลลังก์ ซึ่งทรงพระเมตตาประทานไปนั้นอยู่แล้ว ที่ทางอินเดียฉัตรซ้อนชั้นของเขาแลเห็นคันก็เพราะระบายฉัตรของเขาแคบ ส่วนระบายฉัตรของเรากว้างจึงปิดคันเสีย พูดถึงฉัตรทำให้นึกขึ้นมาได้ถึง “กลิ้ง
กลด” เดิมรู้สึกว่าเปนนาม จึงนึกถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่ากลิ้งกลดรูปร่างเปนอย่างไร กลดชะนิดใดซึ่งเรียกว่ากลิ้งกลด ต่อไปได้อ่านหนังสือเก่าเรื่องอะไรก็ลืมเสียแล้ว เขากล่าวถึงคนเชิญกลิ้งกลด ทำให้ได้สติขึ้นว่าจะเปนกิริยาเสียดอกกระมัง กลิ้ง ความว่าหมุนตัวไป กลิ้งกลดจะหมายความว่าหมุนร่มเสียดอกกระมัง เมื่อคิดขึ้นเช่นนั้น กิริยาที่ตลก ละคอนกั้นร่ม​พระเอกหมุนติ้ว ๆ ก็มาปรากฎขึ้นในใจ เปนพยานในความคิดเห็นนั้นว่าข้อนข้างจะถูกแล้ว หมุนร่มนี้ไม่ใช่มีแต่ไทย ละคอนแขกฟาซีเขา
มาเล่นเรื่องหริศจันทร์ ประเดิมโรงก็มีพระเจ้าหริศจันทร์เสด็จออกท้องพระโรงประทับพระราชบัลลังก์วินิจฉัยคดีราษฎร พระราชบัลลังก์นั้นเปนภัทรบิฐตั้งซ้อนบนแท่น หลังภัทรบิฐนั้นมีร่มปีกค้างคาวริมขลิบระย้าปักอยู่บนแท่นข้างหลังภัทรบิฐ ร่มนั้นหมุนได้อย่างช้า ๆ เห็นจะหมุนไปด้วยกำลังลานนาฬิกา พอเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจมาก ที่ลักษณการหมุนร่มนั้นทำกันมาแล้วแต่ทางอินเดีย ไม่ใช่ตลกของเรามาคิดทำขึ้นเพื่อให้ขบขัน
ตามที่ทรงพระปรารภว่าพะม่ากับไทยมีขนบธรรมเนียมคล้ายกัน น่าที่มิใครก็ใครคงเอาอย่างกันนั้นชอบแล้ว แต่ทางที่พะม่าจะเอาอย่างไทย ด้วยไล่เลียงเอาความจากไทยชะเลยซึ่งกวาดได้ไปนั้น เห็นจะเปนไปไม่ได้ ผู้มีชัยเห็นจะไม่ยกย่องเอาแบบอย่างของผู้ปราชัย ความเอาอย่างกันย่อมเปนไปในเวลาต่างอยู่ด้วยกันเปนปกติแล้วแข่งขันประมูลกัน ฝ่ายข้างด้อยต้องเอาอย่างข้างรุ่งเรืองซึ่งผลัดกันอยู่เสมอ เช่นแต่
ก่อนเขมรรุ่งเรืองกว่าเราเราก็เอาอย่างเขมร ภายหลังเรารุ่งเรืองกว่าเขมรเขมรก็กลับมาเอาอย่างเรา ความเอาอย่างกันมักเปนไปด้วยไม่ได้จงใจและไม่รู้ตัว ย่อมเปนไปเองด้วยลืมตัว ส่วนที่พะม่าอ้างว่าสิ่งนี้เปน “แบบโยเดีย” นั้นเปนคนละอย่าง เปนการแสดงเกียรติยศว่าชะนะไทยได้ชะเลยไป ที่เปนช่างก็ใช้ให้ทำการช่าง ที่เปนละคอนก็ใช้ให้เล่นละคอนให้ดูเพื่อการโอ่อวด จะเรียกว่าเอาอย่างหาได้ไม่
ขอประทานทูลถวายรายงานให้ทราบฝ่าพระบาทว่า ได้เข้าไปบูชาถวายพุ่มเข้าปัจฉิมพรรษาพระพุทธมหามณีรัตน (เพราะเมื่อเข้าปุริมพรรษาไปเตร็จเตร่เสียที่ศรีมหาราชา) ได้เข้าไปดูในหอพระราชกรมานุสสรณ์ ได้เห็นพระปางในนั้นมีพระนาคปรกชะนิดนาคฝาชี ทำให้ฉงนใจมาก เข้าใจว่าพระปางพวกนั้นสร้างในรัชชกาลที่ ๓ แล้วมาจารึกทรงพระราชอุทิศในรัชชกาลที่ ๔ ถ้าเข้าใจเช่นนั้นถูกนาคฝาชีก็มีมาแต่รัชชกาลที่ ๓ แล้ว ถ้าพลาดจากนั้นก็ต้องเปนรัชชกาลที่ ๔ ที่เราเข้าใจกันว่านาคฝาชีเกิดขึ้นในรัชชกาลที่ ๕ จะมิผิดไปหรือ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล ประสูติวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ ↩
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลรายงานเรื่องลูกชายไส แต่ไม่อยากให้เรื่องไปติดปะปนกับหนังสือเวนถวายวันเสาร์ จึงเขียนถวายมาเสียต่างหาก
เกล้ากระหม่อมได้มีหนังสือไปถึงสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ ขออนุญาตนำลูกชายไสไปหาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แทนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เมื่อได้รับอนุญาตมาแล้วเกล้ากระหม่อมจึงนำไป ได้กล่าวสุนทรพจน์เปนคำนำว่า อันธรรมดาผู้เปนเจ้านายนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวย่อมทรงชุบเลี้ยงตั้งแต่เกิดมาทีเดียว เปนพระเดชพระคุณเหลือล้นพ้นเกล้า ย่อมเปนกรณีย์ผูกพันอยู่ที่จะต้องสนองพระเดชพระคุณในเมื่อมีวัยวุฒิสมควรที่จะสนองพระเดชพระคุณได้ จะตรัสใช้
ให้ทำการอันใดจะเปนในส่วนพระองค์ก็ดี หรือส่วนการบ้านเมืองก็ดี ต้องสนองพระเดชพระคุณโดยพระราชประสงค์ทั้งสิ้น เว้นแต่เมื่อไม่ต้องพระราชประสงค์ใช้ หรือรัฐบาลไม่ต้องการ นั่นแหละจึงจะสมควรแสวงหาอาชีพทำการเปนส่วนตัว ก็บัดนี้ลูกชายยาใจไปเรียนสำเร็จวิชาเข้ามาใหม่ จึงได้นำตัวมาถวายในพระปรมาภิไธยแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเปนประมุขแห่งพระราชวงศ์ ทั้งนี้ก็แล้วแต่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะบัญชาใช้ จะให้ทำการสิ่งใดก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตามทุกประการ
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็พะยักหน้ารับด้วยความพอใจ พระองค์เจ้าอาทิตย์ตรัสว่ากรมศิลปากรเห็นจะเหมาะกว่าแห่งอื่นเปนอันที่เราต้องรอฟังบัญชาต่อไป โดยเชื่อว่าคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะไต่สวนเลือกหาตำแหน่งให้ทำตามสมควร
ตามที่ทำไปอย่างนี้ ในเบื้องต้นผิดรอยจากพระดำริที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานไปน้อยหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ลงร่องเปนรอยเดียวกัน
ลายพระหัตถ์ฉะบับเล็กที่สอดประทานไปในลายพระหัตถ์ฉะบับใหญ่นั้น ได้รับทราบเกล้าแล้ว เปนพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ พอได้รับลายพระหัตถ์เกล้ากระหม่อมก็ถามดูว่ารู้จักกันหรือไม่ ได้ความว่ารู้จักกันมาแต่เมืองฝรั่งเศส แต่เกล้ากระหม่อมยังไม่ได้พูดอะไรต่อไป ด้วยคิดว่าจะหาโอกาศอันรโหฐานพูดกันจะดีกว่า
​สงสารตุ๊ดตู่ (ลูกชายไส) เปนเด็กที่สว่างไสว เห็นพี่ป้าย่าอาเข้าแล้วดีเนื้อดีใจอยากเล่นด้วย แต่แม่เขาติดจะห้ามกันขัดขวาง เอออะไรเปนได้ดั่งนั้น ใจคอตระหนี่ถือเราถือเขาหรือ แต่ครั้นสอบสวนสังเกตเอาเหตุผลก็ได้ความประหลาดไปอย่างหนึ่งซึ่ง
เราจะคิดไปไม่ถึงเลยเพราะลึกลับหนัก ด้วยแม่เขาเปนนักเรียนอะไรเกล้ากระหม่อมก็เรียกไม่ถูก ให้เห็นไปว่าอ้าย “บักเตเรีย” มันแยกเขี้ยวอยู่รอบข้างอย่างน่าพึงสยอง แม้ว่าใครถูกต้องตัวลูกเขา ก็จะเอาเชื้อโรคไปป้ายให้ จะเปนภัยพิบัติอันใหญ่หลวกง การเปนเช่นนี้จะทำอย่างไรดีก็ออกจะสิ้นปัญญา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๘ ขอบพระเดชพระคุณที่ประทานพร เนื่องด้วยรูปฉายเวลาจรดกรรบิดให้เหลน หม่อมฉันขอถวายพรให้ท่านทรงเจริญพระชันสาด้วย ที่ท่านเสด็จไปทรงรดน้ำสังข์และจุณเจิมผูกด้ายขวัญประทานพรหญิงใหญ่ในวันเกิดของเธอครบ ๕๐ ปีนั้น ตัวเธอเองคงปีติยินดีเห็นเปนมงคลมาก ไม่รู้ว่า
ท่านทรงทราบหรือไม่ว่าพวกลูกของหม่อมฉันเขาเรียกพระองค์ท่านแต่ว่า “เสด็จอาว์” ไม่ออกพระนามมานานแล้ว พวกลูกที่อยู่ในกรุงเทพฯ ยังนับถือว่าเปนผู้แทนพ่อต่อไปด้วย ชายน้อยดิศศานุวัติ จะขึ้นเรือนใหม่ในเดือนนี้ก็เห็นจะเชิญเสด็จไปประทานพรอีก
จะทูลสนองความในลายพระหัตถ์บางข้อต่อไปในจดหมายฉะบับนี้คำที่ฝรั่งเรียกพระสงฆ์ว่า “ตะละปอน” นั้น ศาสตราจารย์ เซเดส์ ไปหาอธิบายมาได้ว่าเปนภาษามอญ และว่าคำ “เจ้ากู” ของไทย “ตะละปอน” ของมอญ “กมรเตนอัญ” ของเขมร หมายความตรงกันทั้ง ๓ คำ
คำว่า “กลิ้ง” ที่ใช้เปนเครื่องกั้นนั้นมักเห็นในบทกลอนว่า “กันชิงกลิ้งกลด” น่าจะหมายความว่าเปนเครื่องกั้นอย่างหนึ่ง แต่รูปร่างจะเปนอย่างไรคิดดูก็ “หงายท้อง” จนปัญญาเสียเหมือนอย่างที่เรียกว่า “ร่มธงยู” ฉะนั้น แต่ในกฎมณเฑียรบาลตอนพิธีเบาะพกเรียกว่า “กลิ้งพรหม” มักอยู่ต่อกับฉัตร บอกจำนวนว่ากลิ้งพรหมของพระเจ้า
แผ่นดินมี ๓๒ ของพระอัครมเหษีมี ๑๖ ของพระภรรยาเจ้ามี ๘ และแม่อยั่วเมืองก็มี ๘ ดั่งนี้ ความแสดงว่าเปนรูปมิใช่กิริยา แต่กิริยาที่หมุนพระกลดนั้นก็ชอบกลหนักหนา หม่อมฉันเห็นด้วยว่าน่าจะมีแบบแผนในประเพณี มิใช่พวกจำอวดคิดทำให้เห็นขัน แต่คิดไปก็ยังไม่เห็นว่าจะเปนประโยชน์อันใดที่หมุนพระกลดเช่นนั้น
พระพุทธรูปนาคปรกอย่างฝาชี ที่ท่านเสด็จไปพบที่ในหอราชกรมานุสรณ์นั้นก็ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิด แต่หม่อมฉันนึกว่าพอจะเดามูลเหตุถวายได้ ด้วยปรากฎในพงศาวดารว่าเมื่อแรกพบแร่ทองแดงที่เมืองนครจันทึก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระพุทธรูปเหล่านั้น พระราชดำริจะใช้ทองแดงเมืองจันทึกหล่อ​พระพุทธรูปเปนพระราชกุศลก่อน จึงทรงอาราธนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิต ฯ ให้
ตรวจค้นพระปางต่าง ๆ ให้มีมากขึ้น แล้วทรงหล่อพระพุทธรูปปางต่าง ๆ นั้น ด้วยประสมทองแดงเมืองจันทึกเปนทองสัมฤทธิ์ มิได้มีจำนวนจำกัด ที่มาอุททิศพระพุทธรูปปางต่าง ๆ นั้นถวายพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนพระราชดำริของทูลกระหม่อม ชะรอยเวลาเมื่อทรงพระราชดำรินั้น พระปางต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหล่อไว้ จะมีไม่ครบจำนวนพระเจ้าแผ่นดิน จึงโปรด ฯ ให้หล่อ
เพิ่มขึ้นอีก พระนาคปรกองค์นี้จะอยู่ในพวกที่หล่อเพิ่มเติมในรัชชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อมเป็นผู้ที่คิดแก้ให้ขดนาคเปนอย่างฝาชี ที่จะเปนพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นจะไม่เปนได้ แต่หม่อมฉันก็ยังนึกว่าเคยได้ยินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชปรารภกับพระองค์เจ้าประดิษฐ ฯ คงทรงปรารภเนื่องกับพระนาคปรกที่มีอยู่ในหอราชกรมานุสรณ์ แต่หม่อมฉันไม่ได้ยินตอนนั้นจึงไม่ทราบ
ในสัปดาหะนี้เมื่อวันที่ ๑๑ เขามีงานฉลองอายุเกาะปีนังตั้งแต่เปนเมืองขึ้นของอังกฤษมาครบ ๑๕๐ ปี ทำเปนงานใหญ่แต่เปนงานวันเดียวเขาเชิญหม่อมฉันกับเจ้าหญิงให้ไปดูงาน ลักษณงานนั้นแบ่งเปน ๕ ภาค
ภาคที่ ๑ เวลาเช้า ๙ นาฬิกา สวนสนามนักเรียนและลูกเสือที่สนามหน้าป้อมคอนวอลลิส Fort Cornwallis ที่เปนวัตถุสร้างเมื่อแรกตั้งเมืองปีนังยังเหลืออยู่อย่างเดิมสิ่งเดียวเท่านั้น เจ้าเมืองให้โอวาทประกาศเล่าเรื่องตำนาน
ภาคที่ ๒ เจ้าเมืองกับตัวนายที่เปนผู้ใหญ่ในการปกครอง กับหัวหน้าชาวเมืองปีนังคณะและชาติต่าง ๆ (แต่ไม่มีไทยด้วย ทำนองจะเป็นว่ามีจำนวนน้อยเช่นเดียวกับพวกชะวาและพะม่า) พากันไปวางพวงมาลาณที่ฝังศพกัปตัน ฟรานซิส ไลต์ Captain Francis Light ซึ่งเปนผู้มาเช่าเกาะปีนังจากเมืองไทร และได้เปนเจ้าเมืองคนแรกอยู่ได้ ๔ ปี ป่วยเปนไข้มาเลเรียตายที่เกาะปีนังนี้ ฝังศพไว้ในสุสานริมถนนนอ
ทัม เรื่องกัปตันไลต์ที่ฝรั่งไม่รู้ยังมีทางข้างไทยว่าเมื่อเช่าเกาะปีนังแล้วได้เข้าไปยังกรุงเทพ ฯ เอาเครื่องศาสตราวุธเข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เวลานั้นไทยยังกำลังรบพุ่งติดพันกันอยู่กับพะม่า จึงทรงพระเมตตาโปรด ฯ ตั้งกัปตันไลต์เปนที่ “หลวงอาวุธวิเศษ” มีอยู่ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว งานพิธีภาคเช้านี้หม่อมฉันไม่ได้ไป เพราะเห็นว่าเขาทำเปนทางราชการ
ภาคที่ ๓ เวลาบ่าย ๑๗ นาฬิกา มีงานประชุมเด็กนักเรียนผู้หญิง และคณะเด็กหญิงนำทาง Girl Guide ที่สนามในจวนเจ้าเมือง ให้นักเรียนเล่นแสดงตำนานและการกีฬาต่าง ๆ เจ้าเมืองให้รางวัล งานภาคนี้หม่อมฉันให้ไปแต่หญิงพูน เพราะพวกสมาคมสตรีมีบันดาศักดิ์เขาเชิญเธอโดยฉะเพาะ แต่หม่อมฉันหาได้ไปไม่
​ภาคที่ ๔ เวลาค่ำ ๑๙.๓๐ นาฬิกา เล่นแสดงตำนานเมืองปีนังที่ลานในป้อมคอนวอลลิสเปนการสำคัญกว่าทุกภาค มีพวกผู้ดีทั้งฝรั่งแขกมลายูและจีนเข้าเล่นด้วย มีคนไปดูอย่างว่า “ล้นหล้าฟ้ามืด” แต่เขาจัดที่ให้คนดูเปนพวก ต่อพวกที่ได้เชิญจึงเข้าไปดูได้ในป้อม พวกที่มิได้รับเชิญต้องยืนดูอยู่นอกป้อมด้านหนึ่งซึ่งเขารื้อป้อมเสียแล้ว แม้พวกที่ได้รับเชิญก็ยังต่างกันเปน ๒ ชั้น ชั้นสูงได้รับตั๋วพิเศษสำหรับดูในตอนที่
สงวน Reserve มีเก้าอี้ปลีกนั่งเปนรายตัวขึงเชือกล้อมไม่เบียดเสียดกับพวกอื่น แต่พวกที่ได้เพียงตั๋วอนุญาตต้องนั่งตามชั้นที่ทำยาวตลอดทั้งข้างบนและที่ริมกำแพงข้างในป้อม มีพนักงานรับแขกเอื้อเฟื้อดี เขาให้พวกหม่อมฉันนั่งเก้าอี้แถวหน้าในตอนที่สงวนแห่งหนึ่ง ในสนามนั้นจุดโคมฉายไฟฟ้าและมีเครื่องวิทยุขยายเสียงให้คนดูได้ยินคำพูดของผู้เล่นและมีแตรวงบรรเล็งด้วย กระบวรที่เล่นนั้นเริ่มด้วยมีคนแต่งตัวเปนรับสั่งอย่างโบราณ Herald ออกมากับเด็กคนเป่าแตร ๒ คน เป่าแตรเปน
สัญญาแล้วอ่านประกาศรัฐบาลอินเดียเมื่อครั้งยังเปนบริษัท British East India Company มอบอำนาจให้กัปตันไลต์มาตั้งเกาะปีนังเปนเมืองขึ้นของอังกฤษ แล้วเปลี่ยนบทเปนเมื่อกัปตันไลต์มาถึงปีนัง มีพวกกลาสีออกมาเดินเวียนสนามให้คนดูแล้วตั้งแถวอยู่ ต่อนั้นพวกทหารมะรินทั้งเหล่าทหารรายและทหารปืนใหญ่ออกมาเดินเวียนแล้วตั้งแถวเช่นนั้น คราวนี้ถึงตัวกัปตันไลต์กับนายทหารเรืออีกสี่ห้าคนออกมาเดินตรวจแถวทหาร แล้วไปนั่งเก้าอี้ที่ริมโต๊ะตัวหนึ่งแต่ตัวกัปตันไลต์ ส่วนนาย
ทหารเรือยืนอยู่ข้างหลัง ขณะนั้นผู้ที่แต่งเปนรายามุดาเมืองไทร มีคนตามหลังสักสี่ห้าคน เดินเข้ามาหากัปตันไลต์ ๆ เชิญรายามุดานั่งเก้าอี้ทำเปนที่สนทนากัน แล้วเอากระดาดออกคลี่ลงชื่อทำสัญญายอมให้เกาะปีนังแก่อังกฤษ รายามุดาลาไปแล้วมีพวกแขกมลายูชาวเกาะปีนังพากันมาอ่อนน้อม ให้ของกำนัลแก่กัปตันไลต์ แล้วพวกจีนก็มาอ่อนน้อมเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อเสร็จการส่วนทำสัญญาแปรแถวทหารและกลาสีมาตั้งที่เสาธง (อันทำเตรียมไว้แล้ว) กัปตันไลต์กับพวกนายทหารเรือมายืนอยู่
อีกด้านหนึ่ง กัปตันไลต์อ่านประกาศว่าแต่นี้ไปเกาะปีนังเปนเมืองขึ้นของอังกฤษ แล้วชักธงอังกฤษขึ้นเสา ทหารยิงปืนเฉลิมเกียรติ เสร็จตอนนี้กัปตันไลต์พวกนายทหารเรือกับทหารมะรีนกลับเข้าโรง ยังอยู่แต่พวกกลาสี ผู้ที่อ่านประกาศเริ่มแรกออกมากับคนเป่าแตรอีกครั้งหนึ่ง เป่าแตรแล้วประกาศความเจริญของเกาะปีนัง เมื่อประกาศแล้วกลับเข้าโรง พวกกลาสีก็เดินแถวกลับตามเข้าไป เปนสิ้นเรื่องแสดงตำนานเวลาจวน ๒๑ นาฬิกา
ภาคที่ ๕ เล่นโบเรีย Boria เปนยี่เกและลำตัดของพวกมลายู (เข้าใจว่ามีจีนแถมด้วย) ต่อไปจน ๒๓ นาฬิกา แต่หม่อมฉันกลับเมื่อเสร็จแสดงตำนาน จึงทูลรายการได้เพียงนั้น
​หม่อมฉันส่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าถวายมากับจดหมายฉะบับนี้อีกท่อนหนึ่ง นับเปนท่อนที่ ๒ ในตอนที่ ๕ มีรูปฉายประกอบ ๖ รูป คือ
๑. รูปยอดวิหารวัดยักไข่
๒. รูปมุขวิหารวัดยักไข่ (รูปคนกำลังไหว้พระภูมิหันหลังให้วิหาร)
๓. รูปพระมหามัยมุนี
๔. รูปหมู่ถ่ายที่ตรงหน้าภาพทองสัมฤทธิ์
๕. รูปภาพทองสัมฤทธิ์ ดูใกล้
๖. รูปพระโต ที่เมืองสะแคง
หม่อมฉันไปเห็นรูปมหาปราสาทเมืองมัณฑเลฉายเมื่อยังมีพระเจ้าแผ่นดินพะม่า ให้จำลองถวายมาด้วยอีกรูป ๑ จะได้ทรงเปรียบกับรูปมหาปราสาทตามอย่างเปนอยู่บัดนี้ ที่หม่อมฉันฉายรูปมาและได้ถวายไปแต่ก่อน
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๕ เที่ยวเมืองมัณฑเลภาคปลาย (ท่อนที่ ๒)
​รายการที่กำหนดไว้สำหรับวัน (จันทรที่ ๒๗ มกราคม) นี้เปนวันไปดูวัดยักไข่ Araccan Temple นับเปนที่ประดิษฐานพระพุทธรูป “มหามัยมุนี” เรียกกันเปนสามัญว่า “พระมหามุนี” ซึ่งนับถือว่าศักดิสิทธิ์เปนศรีเมืองพะม่า พระพุทธรูปองค์นี้ในตำนานว่าพระเจ้าจันทสุริยเจ้าแผ่นดินยักไข่เมื่อยังเปนอิสสระ หล่อที่เมืองธรรมวดีราชธานี
เมื่อ พ.ศ. ๖๔๙ แล้วสร้างวัดมหามัยมุนีเปนที่ประดิษฐานไว้ที่บนภูเขาศีลคีรี Thilagyeri องค์พระเปนทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก ๖ ศอก (๙ ฟุต เห็นจะเท่าๆ กับพระศาสดาที่วัดบวรนิเวศนฯ ในกรุงเทพ ฯ) ตามเรื่องตำนานกล่าวว่าเปนพระศักดิ์สิทธิ์มาแต่แรกสร้าง เพราะเมื่อจะสร้างนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จมา (เข้าพระสุบิน) ประทานพรแก่พระเจ้าจันทสุริย ให้พระพุทธรูปองค์นี้เชิดชูพระพุทธสาสนาให้
รุ่งเรืองเหมือนอย่างเปนพระน้องของพระพุทธองค์ อีกประการหนึ่งหุ่นพระมหามัยมุนีนั้นหล่อเปนสามท่อน เมื่อหล่อแล้วเอาประสานกันเนื้อสนิทดีไม่มีร่องรอยเปนอัศจรรย์ ก็เห็นกันว่าเปนด้วยพรของพระพุทธเจ้าที่ประทานนั้นยังมีเรื่องเล่ากันวิตถารหนักขึ้นไปอีก ว่าสมัยหนึ่งในพุทธกาลพระพุทธองค์เสด็จมาโปรดสัตว์ถึงเมืองยักไข่ (อย่างเดียวกันกับเสด็จมาพยากรณ์ที่เมืองมัณฑเล และเสด็จมาเหยียบรอยพระพุทธบาทที่เขาสุวรรณบรรพตในเมืองเรา) พระเจ้ายักไข่ได้ทรงฟังพระธรรม
เทศนาเกิดเลื่อมใส เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับจึงทูลขอหล่อพระพุทธรูปไว้บูชาแทนพระองค์ พระพุทธเจ้าก็โปรดประทานอนุญาต แล้วประศาสน์พรให้พระพุทธรูปนั้น สามารถเทศนาได้เหมือนกับพระองค์ จนเมื่อพระสาสนาประดิษฐานมั่นคงแล้วจึงให้สิ้นฤทธิพรที่ประทาน เรื่องมูลเหตุจะมีความจริงเปนอย่างไรก็ตาม มีหลักฐานในพงศาวดารว่าพระพุทธรูปมหามัยมุนีนี้ นับถือกันทั้งในประเทศยักไข่ตลอดจนประเทศพะม่ามอญ ว่าศักดิ์สิทธิเปนศรีเมืองมากว่า ๑,๐๐๐ ปี พระเจ้าแผ่นดินองค์ใดมี
อานุภาพถึงสามารถไปตีเมืองยักไข่ นับแต่พระเจ้าอนุรุทธมหาราชเปนต้น พยายามจะเชิญพระมหามัยมุนีเอามาเปนศรีพระนครทุกพระองค์ บางครั้งถึงให้เลาะรอยต่อออกเปนหลายท่อนแล้วแต่เผอิญเกิดเหตุขัดข้อง ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดสามารถจะเอาพระมหามัยมุนีมาจากเมืองยักไข่ได้ จนถึง พ.ศ. ๒๓๒๕ (ปีที่สร้างกรุงรัตนโกสินทร) พระเจ้าปะดุงในราชวงศอลองพระตีได้เมืองยักไข่ ตรัสสั่งพระมหาอุปราชผู้เปนแม่ทัพ ให้เชิญพระมหามัยมุนีมาเมืองพะม่าให้จงได้ ด้วยประสงค์​จะให้ปรากฎ
พระเกียรติยศว่ามีอานุภาพยิ่งกว่ามหาราชแต่ปางก่อน (ถึงเชิญมาได้ก็หาได้อานุภาพเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อตีเมืองยักไข่ได้แล้วมาตีเมืองไทยในรัชชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร มาพ่ายแพ้ไทยไปทั้ง ๒ ครั้ง) ลักษณที่เชิญพระมหามัยมุนีมาจากเมืองยักไข่นั่น ว่าให้เลาะรอยต่อออกเปนสามท่อน เอาลงเรือมาทางทะเลจนถึงท่าที่จะเดินบกมาเมืองพะม่า แล้วเอาขึ้นบรรทุกตะเฆ่ลากต่อมา สิ่งของเครื่องพุทธบูชาอันเคยอยู่ในวัดมหามัยมุนี เช่น รูปภาพทองสัมฤทธิ์ของโบราณเปนต้นก็ขนเอามาด้วย ให้เกณฑ์
คนทำทางชลอลากข้ามภูเขามาทางช่องตองคุป Taungup Pass จนถึงแม่น้ำเอราวดีที่เมืองปะดอง แล้วเอาลงเรือแห่แหนมายังราชธานีมีมหกรรมฉลองเปนการใหญ่โต พระเจ้าปะดุงให้สร้างวัดขึ้นใหม่เปนที่ประดิษฐานพระมหามัยมุนี ทุกวันนี้เรียกกันเปนสามัญว่า “วัดยักไข่” อยู่บนเนินนอกเมืองอมรบุระทางฝ่ายตะวันออก ตัววัดเดิมก่อมณฑปน้อยเปนที่ตั้งองค์พระอยู่ข้างในมีวิหารใหญ่หลังคาปราสาทสร้างด้วยไม้ครอบข้างนอกอีกชั้นหนึ่ง ต่อออกมาทำชาลามีศาลารายและกำแพงล้อมรอบ มีบรร
ไดทางขึ้นทั้ง ๔ ทิศ เหมือนเจดียสถานที่สำคัญแห่งอื่นเช่นพระเกศธาตุและพระมุเตาเปนต้น พระมหามัยมุนีจึงสถิตย์เปนศรีเมืองพะม่าแต่นั้นมา มีผู้คนทั้งในประเทศพม่าและประเทศอื่นที่ถือพระพุทธสาสนาพากันไปบูชาเปนอันมากเนืองนิจ แต่มาถึงรัชชกาลพระเจ้าสีป่อ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ เกิดเหตุไฟไหม้วัดยักไข่หมดทั้งวัด พระเจ้าสีป่อให้สร้างมณฑปชั้นในพอตั้งพระมหามัยมุนีอย่างเดิมแล้ว ยังไม่ทันสร้างปราสาทและบริเวณวัดขึ้นใหม่ก็เสียบ้านเมืองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ พวกพะม่าจึงพากันเห็นว่าที่
ไฟไหม้วัดยักไข่ครั้งนั้น เปนลางสังหรณ์เหตุที่เสียบ้านเมือง แต่พระมหามัยมุนียังมีคนนับถือมากอยู่อย่างแต่ก่อน พวกสัปรุษจึงบอกบุญเรี่ยรายสร้างวัดต่อมาคงได้เงินมาก จึงสามารถสร้างวัดด้วยอิฐปูนทำให้ใหญ่โตมั่นคงกว่าแต่ก่อน ปรากฎว่าพวกสัปรุษให้ช่างชาวอิตาลีคิดแบบ แล้วขออนุญาตต่อรัฐบาลอังกฤษก็ยอมให้สร้างตามประสงค์ วัดยักไข่เวลานี้จึงนับว่าแปลกกับวัดอื่นโดยนัยหนึ่ง ด้วยเปนที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าที่สุด แต่ตัววัดเปนของใหม่ที่สุดในพวกมหาเจดียสถานเมืองพะม่า
เวลาเช้า ๘ นาฬิกา ฉันแต่งตัวอย่างอุบาสกขึ้นรถตรงไปยังวัดยักไข่ พอถึงวัดก็เห็นว่าช่างฝรั่งคิดแบบ แม้ตั้งใจจะให้เปนอย่างพะม่า แต่ก็ซ่อนวิสัยฝรั่งไม่ได้สนิท พึงสังเกตได้เช่นรูปทรงปราสาทหลังคาวิหารเปนต้น และยังมีที่อื่นอีก แต่จะติว่าช่างฝรั่งทำให้เลวลงกว่าแต่ก่อนก็ไม่ได้ ด้วยเขาแก้ไขดีขึ้นโดยทางสถาปนิกศาสตร์ก็มี
หลายอย่าง เช่นก่อวิหารด้วยอิฐปูนให้มั่นคงด้วยไม่ต้องเพิ่มน้ำหนักเปนต้น แม้จนบันไดและร้านขายของสองข้างทางขึ้น ก็ทำเรียบร้อยสว่างไสวดีกว่าทางขึ้นพระเกศธาตุมาก ตัววิหารนั้นพิเคราะห์ตามแผนผังเขาก็แก้ไขดีขึ้นด้วยไม่ทำมณฑปเล็กชั้นในอย่างแต่ก่อน ก่อเปนมณฑปใหญ่ยอดปราสาทแต่หลังเดียว ทำฐานชุกชีรูปร่างอย่างราชบัลลังก์สูงสัก ๓ ศอกเศษ ตั้งพระมหามัยมุนีไว้กลางมณฑป ปล่อยแสง
สว่างเข้าไปให้แลเห็นองค์พระได้ถนัด ทั้งทางประตูด้านหน้าและทางหน้าต่างสองข้างวิหาร วิหารนั้นตอนยอดปราสาทปั้นลายลงรักปิดทองประดับกะจก แลเห็นเปนแก้วทองเถือกไปแต่ไกล แต่ต่ำลงมาประดับกะจกปิดทองแต่ฝาในห้องที่ตั้งพระพุทธรูป ฝาข้างนอกเปนแต่โบกปูนขาวปั้นลายประดับซุ้มจระนำและมีเฉลียงหลังคาตัดรอบ ต่อเฉลียงมีมุขเปนที่พักสัปบุรุษออกมาจนถึงบันไดทั้ง ๔ ด้าน รอบวิหารเปนลานปูกะเบื้องตลอดจนถึงกำแพงบริเวณ และมีศาลารายในลานนั้นหลายหลัง
ประหลาดอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันไม่ได้สังเกตเห็นเอง แต่เมื่อกลับมาแล้วจึงอ่านพบพรรณนาไว้ในหนังสือเรื่องเมืองพะม่าฉบับหนึ่ง ว่าลายปั้นประดับวิหารพระมหามัยมุนีเช่นที่ซุ้มจระนำเปนต้น ใช้ไม้จำหลักตอกตะปูตรึงกับฝาแล้วปั้นแกะทาปูนให้แลเห็นเหมือนกับเปนลายปั้น คิดดูก็น่าจะจริง ด้วยช่างพะม่าสันทัดการจำหลักไม้มากกว่าปั้นปูน เมื่อสร้างวิหารจะหาช่างปั้นฝีมือดีไม่ได้ จึงใช้จำหลักไม้ทำเปนลายปั้นดังว่านั้น
ว่าถึงองค์พระพุทธรูปมหามัยมุนี ฉันอยากเห็นมานานแล้วด้วยได้ยินเลื่องลือกันว่างามน่าชม และเปนพระพุทธรูปสำคัญที่สุดในเมืองพะม่า กล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ ๘ เมื่อยังเปนปรินซ์ออฟเวลส์เสด็จไปเมืองพะม่าก็ถึงยอมถอดฉลองพระบาทขึ้นไปทอดพระเนตร์ แต่จะจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบแน่ เมื่อฉันไปถึงพอกราบไหว้
ถวายสักการบูชาแล้วนั่งพิจารณาดูองค์พระมหามัยมุนีก็เกิดประหลาดใจ ด้วยเห็นขัดชักเงาเปนทองสัมฤทธิ์แต่ที่ดวงพระพักตร์ นอกจากนั้นเอาปูนหรืออะไรพอกแล้วปิดทองคำเปลว​ขรุขระเปนริ้ว ๆ เหมือนอย่างที่เราเรียกว่า “หนังไก่ย่น” ไปทั่วทั้งพระองค์ดูน่าพิสวง เพราะธรรมดาพระพุทธรูปในเมืองพะม่าถ้าหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์
ย่อมขัดชักเงาทั้งพระองค์เว้นแต่ที่ตรงพระศก ถ้าทำด้วยศิลาก็ขัดชักเงาทั้งพระองค์เช่นเดียวกัน ถ้าเปนพระปั้น ขนาดย่อมก็ปิดทองคำเปลวทั้งพระองค์ ขนาดใหญ่ก็ประสานสี ที่จะขัดชักเงาแต่ฉะเพาะดวงพระพักตรเหมือนอย่างพระมหามัยมุนีหามีที่อื่นอีกไม่ แต่ปรากฎในจดหมายเหตุของทูตอังกฤษ ที่ไปเมืองพะม่าเมื่อราชธานียังอยู่ณเมืองอมรบุระ ได้ไปดูพระมหามัยมุนี ก็ว่าขัดชักเงาแต่ที่ดวงพระพักตร์อยู่ในสมัยนั้นแล้ว เมื่อเกิดพิสวงขึ้นพิจารณาต่อไปก็ยิ่งปลาดใจ ด้วยพิเคราะห์รูปทรงดูเปน
ปั้นหลายแห่ง เข้าไปพิจารณาใกล้ ๆ แลเห็นพระหัตถ์ขวาเกือบจะร้อง “เอ๊ะ” ออกมา ด้วยรูปพระหัตถ์นั้นเหมือนกับมือแปนิ้วก็หงิกงอผิดกับธรรมดาพระหัตถ์พระพุทธรูปทีเดียว ฉันไม่เชื่อในตาตัวเอง เรียกเจ้าหญิงเข้าไปดูด้วย ก็เห็นเช่นเดียวกัน จึงสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปมหามัยมุนีเห็นจะชำรุดมาแต่โบราณ การบุรณต้องปั้นแทนเนื้อทองของเดิมที่หักหายหลายแห่งจึงเปนอยู่อย่างทุกวันนี้ เมื่อตรวจดูในเรื่องพงศาวดารก็พอคิดเห็นเหตุที่ชำรุด ด้วยปรากฎว่าเคยถูกเลาะออกเปนท่อน ๆ เพื่อ
ประสงค์จะย้ายเอาไปประเทศอื่น ข้อนี้ส่อว่าเวลาเจ้าของเดิมได้เมืองยักไข่คืนคงเอากลับเข้าติดต่อกันอีก การที่ต่อของใหญ่มิใช่ง่ายนัก พระมหามัยมุนีคงเริ่มบุบสลายด้วยต้องติดต่อซ่อมแซมแต่ยังอยู่เมืองยักไข่แล้ว แต่เจ้าของย่อมปกปิดเช่นเดียวกับพะม่าปกปิดในเวลานี้ แม้เมื่อพระเจ้าปะดุงสั่งให้เชิญมาเมืองพะม่าก็คงไม่ทรงทราบว่าบุบสลาย การที่เลาะองค์พระออกเปนสามท่อน เอาลงเรือแล้วเอาขึ้นใส่ตะเฆ่ลาก
ข้ามภูเขาสูงมาเมืองพะม่า ก็น่าจะกระทบกระเทือนให้ชำรุดยิ่งขึ้น เมื่อเชิญขึ้นประดิษฐานจึงต้องพอกปูนประกอบมิมากก็น้อย จะให้ลงรักปิดทองเสียทั้งองค์เกรงคนจะสงสัยว่ามิใช่พระมหามัยมุนี จึงให้ขัดชักเงาแต่ที่ดวงพระพักตร์ให้เห็นว่าเปนพระหล่อ แต่มามีเหตุที่รู้ได้แน่นอนเมื่อไฟไหม้วัดยักไข่ใน พ.ศ. ๒๔๒๗ ปรากฎว่าทองคำเปลวที่ปิดพระมหามัยมุนีละลายไหลลงมา เก็บเนื้อทองคำได้หนักถึง ๗๐๐ บาท (ในหนังสือว่า 700 Ticals) ข้อนี้ส่อให้เห็นว่าในครั้งนั้นแม้องค์พระพุทธรูปก็
คงจะละลายมิมากก็น้อย เมื่อเอากลับขึ้นตั้งในครั้งหลังจึงต้องบุรณมาก ที่พระหัตถ์วิปลาสก็คงเปนเพราะพระหัตถ์เดิมถูกไฟไหม้แต่ไม่ถึงละลายสูญไป จึงเอากลับเข้าต่อตามรูปที่เปนอยู่เมื่อถูกไฟไหม้แล้ว เวลาฉันนั่งอยู่ในวิหารเห็นมีคนขึ้นบูชาและปิดทองพระมหามัยมุนีไม่ขาดสาย บางคนชวนให้ฉันปิดทองแต่ฉันเฉยเสีย เพราะในใจจริงอยากขูดทองดูว่าพระมหามัยมุนีที่หล่อแต่เดิมจะเหลืออยู่สักเท่าใด ยิ่งกว่าอยากปิดทองบังให้หนายิ่งขึ้น
ที่ในวัดยักไข่ยังมีของควรพรรณนาอีกสองอย่าง อย่างหนึ่งคือ ศิลาจารึกของพระเจ้าปะดุงเรื่องที่กัลปนา พะม่าเรียกว่า Wuttagan (เห็นจะเรียกเพี้ยนมาแต่คำภาษามคธ) เรื่องตำนานของศิลาจารึกพวกนี้ ว่าตั้งแต่โบราณมา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสร้างวัดย่อม
ถวายคนเปนข้าพระ และกำหนดเขตต์ที่กัลปนาอุททิศเงินผลประโยชน์แผ่นดินซึ่งเก็บจากที่ดินแห่งนั้นถวายสำหรับบำรุงรักษาวัดนั้น ให้ทำศิลาจารึกพระราชกฤษฎีกาปักไว้ที่วัดเปนสำคัญ (ประเพณีอันนี้ในเมืองเราแต่โบราณก็มีเหมือนกัน) ครั้นจำเนียรกาลนานมามีวัดมากขึ้นเงินผลประโยชน์ที่เคยได้จ่ายใช้ราชการแผ่นดินก็ลดน้อยลง เพราะต้องจ่ายเงินกัลปนาเพิ่มขึ้นเสมอ จนเกิดลำบากเมื่อในรัชชกาลพระเจ้าปะดุง
(พ.ศ. ๒๓๒๕ จน พ.ศ. ๒๓๖๒) จึงทรงพระราชดำริแก้ไขให้ถอนศิลาจารึกกัลปนาของเดิมเสียทั้งหมด แล้วตั้งพระราชกฤษฎีกากัลปนาขึ้นใหม่ให้จารึกแผ่นศิลาอีกชุดหนึ่ง เลือกพระราชทานกัลปนาแต่บางวัด และให้ได้จำนวนเงินแต่พอสมควร ศิลาจารึกชุดนี้ให้เก็บรักษาไว้ที่วัดยักไข่ พวกกรมตรวจโบราณคดีเพิ่งพบศิลาจารึกเดิมทิ้งเปนพะเนินเทินทึกอยู่ที่วัดอื่นอีกแห่งหนึ่ง กำลังคิดจะรวบรวมเอามาตรวจตราหาความรู้เรื่องโบราณคดี คงจะเปนประโยชน์มิมากก็น้อย
ของน่าดูอย่างยิ่งมีอีกอย่างหนึ่งในวัดยักไข่นี้ คือรูปภาพของโบราณหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ เปนรูปพระอิศวรยืนสูงสัก ๓ ศอกเศษ ๒ รูป รูปช้างเอราวัณสูงสัก ๒ ศอกเศษรูป ๑ กับรูปสิงห์ซึ่งหัวเดิมหายหมดแล้ว ๓ รูป รวมเปน ๖ รูปด้วยกัน ตั้งไว้กลาง
แจ้งที่บนแท่นริมกำแพงในบริเวณวัด รูปภาพสัมฤทธิ์เหล่านี้พวกพะม่าโดยมากทราบกันแต่ว่าเอามาจากเมืองยักไข่พร้อมกับพระพุทธรูปมหามัยมุนี แต่ที่จริงมีเรื่องประวัติในทางโบราณคดีเกี่ยวข้องกับเมืองไทยเราด้วย นักปราชญ์ในเมืองพะม่าก็รู้แต่ว่าเดิมเปนของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเอาไปจากพระนครศรีอยุธยา เรื่องก่อนนั้นขึ้น
ไปหามีใครรู้ไม่ ฉันไปคราวนี้ตั้งใจไปดูและเตรียมหาหลักฐานในเรื่องประวัติไปด้วย พอแลเห็นก็แน่ใจว่าที่คิดคาดไปนั้นถูกต้องด้วยลักษณรูปภาพเปนแบบเขมรทั้งนั้น เรื่องตำนานจึงเชื่อได้ว่ามีมาดังกล่าวต่อไปนี้ รูปภาพเหล่านี้เดิมเปนของพวกขอมสร้างไว้ที่เมืองเขมร สมเด็จพระบรมราชาธิราช (สามพระยา) ไปตีได้นครธมเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๖ ให้ขนรูปภาพเหล่านี้มายังพระนครศรีอยุธยา (ปรากฎอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร) และอยู่ในพระนครศรีอยุธยาต่อมา ๑๔๖ ปี
ถึง พ.ศ. ๒๑๑๒ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีได้พระนครศรีอยุธยา ให้ขนเอารูปภาพเหล่านี้ไปยังเมืองหงสาวดี ไปอยู่ในเมืองมอญ ๓๐ ปี
ถึง พ.ศ. ๒๑๔๒ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี เดิม​พระเจ้าตองอูกับพระเจ้ายักไข่ยอมเข้าด้วยกับสมเด็จพระนเรศวรฯ แล้ วกลับใจสมคบกันทำกลอุบาย พระเจ้าตองอูพาพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงหนีไปเมืองตองอู พวกยักไข่เผาเมืองหงสาวดีเสียก่อนสมเด็จพระนเรศวรฯ เสด็จไปถึง สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้แต่
เมืองหงสาวดีเปล่า ทรงขัดเคืองก็ตามไปล้อมเมืองตองอูแต่ไปหมดเสบียงอาหารก็ต้องกลับ เมื่อกองทัพไทยกลับแล้ว พวกยักไข่จึงเก็บเอารูปทองสัมฤทธิ์เหล่านั้นไปยังเมืองยักไข่ เอาไปตั้งเปนเครื่องพุทธบูชาไว้ในวัดพระ “มหามัยมุนี” รูปเหล่านี้ไปอยู่ที่เมืองยักไข่ ๑๘๐ ปี
ถึง พ.ศ. ๒๓๒๗ พระเจ้าปะดุงพะม่าตีได้เมืองยักไข่ ให้เชิญพระมหามัยมุนีมาเมืองอมรบุระ จึงให้ขนรูปทองสัมฤทธิ์เหล่านี้เอามาตั้งเปนเครื่องพุทธบูชาพระมหามัยมุนีเหมือนอย่างเดิม รูปทองสัมฤทธิ์เขมรจึงอยู่ในเมืองพะม่าสืบมาจนกาลบัดนี้ นับเวลาได้อีก ๑๕๑ ปี
ในหนังสือพงศาวดารพะม่า ว่ารูปภาพทองสัมฤทธิ์ที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเอาไปจากเมืองไทยมีจำนวน ๓๐ รูป คงไปแตกหักด้วยขนย้ายมาหลายหนจนเปนอันตรายหายสูญเสียหมด เหลือแต่ ๖ รูปและยังดีแต่รูปช้างเอราวัณรูปเดียว นอกจากนั้นชำรุดมากบ้างน้อยบ้างทั้งนั้น
ดูวัดยักไข่เสร็จแล้วยังมีเวลาก่อนกินกลางวันอยู่กว่าชั่วโมง จึงเลยไปดูราชธานีเก่าในเช้าวันนี้ ไปถึงเมืองอมรบุระก่อน ขับรถผ่านไปในเมืองดูเปนเมืองร้างอย่างเช่น
พระนครศรีอยุธยา บ้านเรือนราษฎรที่ยังมีอยู่ก็เปนอย่างบ้านป่า แต่มีพระเจดีย์ใหญ่ๆ อยู่หลายองค์ คือพระเจดีย์ที่บรรจุพระอัษฐิธาตุของพระเจ้าปะดุงผู้สร้างเมืองอมรบุระเปนต้น สังเกตพระสถูปเจดีย์ที่ในเมืองหลวงทำตามแบบพระเจดีย์เมืองพุกาม อันควรเรียกว่า “พระเจดีย์พะม่า” ทั้งนั้น ที่จะทำรูปอย่าง “พระเจดีย์มอญ” เหมือนเช่นรูปพระเกศธาตุดูหามีไม่ พื้นที่เมืองอมรบุระดูเหมือนจะตอนอยู่เพียงในเมือง พอออกนอกเมืองไปไม่เท่าใดก็ถึงที่ลุ่ม เปนคลองเขิน ใช้เรือได้แต่ในระดูน้ำบ้าง เปนบึงและ
ลำลาบน้ำขังอยู่จนในระดูแล้งบ้าง ขับรถไปประเดี๋ยวเดียวก็เข้าเขตต์เมืองอังวะ พิเคราะห์ดูพื้นที่ดูเหมือนดินจะอุดมกว่าเมืองอมรบุระ ด้วยเห็นต้นไม้ใหญ่เปนเรือกสวนมีมาก แต่เปนที่ลุ่มน้ำท่วมในระดูน้ำทำนองเดียวกัน หยุดดูตัวเมืองอังวะแต่ไกล ๆ เห็นพระเจดีย์องค์หนึ่งกับวิหารหลังหนึ่ง เขาว่าเปนของพระอัครมเหษีพระเจ้าอังวะองค์หนึ่งสร้างไว้ แต่เซซวนจวนจะพังอยู่แล้ว ในหนังสือนำทางว่าที่ในเมืองอังวะเดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรที่น่าดูเสียแล้ว แต่ในเวลานี้เมืองอังวะฟื้นขึ้นบ้าง ด้วยรัฐบาลสร้าง
สะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเอราวดีเปนสะพานแรกที่เมืองอังวะ ให้ชื่อว่า “สะพานอังวะ” มีทั้งทาง​สำหรับรถไฟรถยนต์ล้อเกวียนและคนเดิมข้าม เชื่อมเมืองอังวะให้ต่อติดกับเมืองสะแคง แต่เมื่อรถยนต์ข้ามต้องเสียค่าธรรมเนียมทั้งขาไปและขามา ดูเหมือนจะให้ข้ามได้เปล่าแต่คนเดิน เชิงสะพานอังวะทางฝั่งตะวันตกลงที่เมืองสะแคง สังเกตดูมีบ้านเรือนและวัดวาหนาแน่นกว่าที่เมืองอังวะและเมืองอมรบุระ เห็นจะเปนเพราะเปนที่รับผู้คนและสินค้าข้ามฟากอยู่แต่ก่อน ผู้นำทางเขาบอกว่ามี “พระโต” อยู่ที่เมือง
สะแคงองค์หนึ่งน่าดู ฉันแต่งตัวเปนอุบาสกอยู่แล้ว เมื่อขับรถเที่ยวดูเมืองแล้วจึงไปแวะที่วัดพระโต (พะม่าเรียกชื่อว่ากระไร ฉันเผลอไปหาได้ถามไม่) เปนพระปางมารวิชัยทรงเครื่องขนาดเห็นจะเท่า ๆ กับพระโตที่วัดกัลยาณมิตร แต่ทำฝีมือหมดจดพอดูได้ ออกจากวัดพระโตรีบกลับมาเมืองมัณฑเล ด้วยได้เชิญศาสตราจารย์ ดือ รอยเสลล์ นักปราชญ์ฝรั่งเศสที่เคยเปนเจ้ากรมตรวจโบราณคดีแต่ก่อนให้มากินกลางวันด้วยกันในวันนี้
ไปเที่ยวดูราชธานีเก่าวันนี้ เมื่อกลับมาถึงเมืองปีนังมารู้สึกเสียทีเสียอย่างหนึ่ง ด้วยฉันเคยทราบจากอังกฤษแต่ในรัชชกาลที่ ๕ ว่าเขาพบที่บรรจุพระบรมอัษฐิพระเจ้าแผ่นดินสยาม (คือ พระเจ้าอุทุมพร หรือที่เรามักเรียกกันว่า “ขุนหลวงหาวัด”) ซึ่งไปสวรรคตในเมืองพะม่า ฉันเชื่อใจว่าที่บรรจุพระบรมอัษฐินั้นคงเปนพระเจดีย์มีจารึก
และสร้างไว้ที่เมืองอังวะเพราะเมืองอังวะเปนราชธานีอยู่ในเวลาที่พะม่ากวาดไทยไปครั้งเสียพระนครศรีอยุธยา ฉันไปครั้งนี้หมายจะพยายามไปบูชาพระเจดีย์องค์นั้นด้วย สืบถามตั้งแต่ที่เมืองร่างกุ้งไปจนถึงเมืองมัณฑเลก็ไม่พบผู้รู้ว่ามีพระเจดีย์เช่นนั้น ทั้งพวกกรมตรวจโบราณคดีก็ยืนยันว่าที่เมืองอังวะเขาตรวจแล้วไม่มีเปนแน่ ฉันก็เลย
ทอดธุระ ครั้นกลับมาถึงเมืองปีนัง มีกิจไปเปิดหนังสือพระราชพงศาวดารฉะบับพระราชหัตถเลขา จึงได้ความว่าพะม่าให้ไทยที่กวาดไปครั้งนั้นไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองจักกาย (คือเมืองสะแคง) ขุนหลวงหาวัดคงไปสวรรคตและบรรจุพระบรมอัษฐิไว้ที่เมืองสะแคง ในเมืองนั้นพระเจดีย์ก็ยังมีมาก ถ้าฉันรู้เสียก่อน เมื่อไปถึงเมืองสะแคงถามหาพระเจดีย์ “โยเดีย” ก็น่าจะพบพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัษฐิขุนหลวงหาวัดสมประสงค์ แต่มารู้เมื่อสิ้นโอกาสเสียแล้วก็จนใจ
พอจวนเวลา ๑๓ นาฬิกา ศาสตราจารย์ ดือ รอยเสลล์ ก็มาถึงพอพบกันแกบอกว่ารู้จักฉันมากว่า ๓๐ ปีแล้ว เพราะแกเปนสมาชิกกิตติมศักดิ์สยามสมาคม ได้อ่านหนังสือที่ฉันแต่งพิมพ์ไว้ในหนังสือของสมาคมนั้นหลายเรื่อง อยากเห็นตัวมานาน
แล้ว ฝ่ายฉันก็ตอบขอบคุณแกด้วยได้อาศัยหนังสือนำทางเที่ยวเมืองพะม่าที่แกแต่งไว้หลายเรื่อง แล้วสนทนาในเวลากินกลางวันด้วยกันถึงเรื่องโบราณคดีต่างๆ โดยฉะเพาะเรื่องเมืองพุกามซึ่งแกชำนาญมาก แกว่าอยากไปกับฉันจะได้พาดูเองแต่เผอิญภรรยากำลังเจ็บหนัก ​แกต้องดูแลการพยาบาลและปรึกษาหมออยู่ทุกวันจึงเปนอัน
จนใจ แกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองเมมะโย ระยะทางห่างเมืองมัณฑเลกว่า ๔๐ ไมล์ วันนี้ลงมาหาฉันโดยฉะเพาะ แล้วจะต้องรีบกลับไปเมืองเมมะโยในบ่ายวันนั้นเอง ด้วยเปนห่วงภรรยา เมื่อสนทนากันถึงเรื่องเมืองพุกาม ฉันถามแกว่าจะหาพระพิมพ์สมัยเมืองพุกามเอาไปเปรียบกับพระพิมพ์ในเมืองไทยได้หรือไม่ แกหัวเราะแล้วตอบว่าถ้าไปหาแต่โดยลำพังเห็นจะยาก แต่แกพอจะช่วยให้สำเร็จตามประสงค์ได้ ด้วยในสมัยเมื่อแกเที่ยวตรวจเมืองโบราณนานมาแล้ว พบพระพิมพ์ที่เมืองพุกามและเมือง
สารเขตต์มากกว่ามาก แกเลือกเอาที่แปลกกันส่งตัวอย่างไปไว้ในพิพิธภัณฑสถานพอแก่การแล้ว พระพิมพ์ยังเหลืออยู่เปนพะเนินเทินทึกไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะทิ้งเสียก็เสียดาย จึงรวบรวมเอาลงฝังซ่อนไว้ที่ในวัดแห่งหนึ่งณเมืองสารเขตต์ รู้แห่งที่ฝังแต่ตัวแกกับภารโรงผู้รักษาพิพิธภัณฑสถานในวัดนั้น แกจะเขียนจดหมายไปถึงภารโรงให้พาฉันไปขุดเลือกเอาตามประสงค์ ด้วยมิใช่ของที่รัฐบาลหวงแหนจะเลือกเอาสักเท่าใดก็ได้ ก็มีความยินดีที่ได้พบศาสตราจารย์ ดือ รอยเสลล์ อีกสถานหนึ่ง
โฆษณา