24 มี.ค. เวลา 12:00 • สิ่งแวดล้อม

5 เส้นทางสู่เศรษฐกิจบอนต่ำของประเทศไทย

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ได้กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการพัฒนาประเทศ และเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
🌎 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” อย่างจริงจัง ซึ่งไม่เพียงรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ของอุตสาหกรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุนในอนาคต
จากรายงาน Thailand Country Climate and Development Report (CCDR) ของ World Bank Group ชี้ให้เห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัย การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในหลายภาคเศรษฐกิจหลัก พร้อมยกระดับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกตลาด เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว วันนี้ NIA จึงสรุปแนวทางสำคัญจากรายงานดังกล่าว เพื่อให้เห็นภาพการปรับตัวของแต่ละภาคเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
⚡ ภาคพลังงานไฟฟ้า: เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด
ภาคพลังงานถือเป็นหนึ่งในแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศไทย ขณะที่โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนสำคัญ และความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center รวมถึงการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
รายงานเสนอให้ประเทศไทยเร่งปรับโครงสร้างระบบพลังงาน โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) รวมถึงการเปิดกว้างตลาดพลังงาน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าและทำสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด (Power Purchase Agreement: PPA) ได้มากขึ้น
🏭 ภาคการผลิต: ยกระดับสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
ภาคการผลิตเป็นอีกหนึ่งภาคเศรษฐกิจที่มีการใช้พลังงานสูง โดยข้อมูลในรายงานระบุว่า ในปี 2021 พลังงานที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนหลัก การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคนี้จึงต้องดำเนินควบคู่ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เชื้อเพลิงสะอาด และการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมซีเมนต์ เหล็ก และปิโตรเคมี
นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจยังมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น กลไกตลาดคาร์บอนและการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และยกระดับมาตรฐานด้านพลังงานของอาคาร เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า
🚗 ภาคการขนส่ง: เปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด
การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ความต้องการเดินทางของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการขนส่งยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก รายงาน CCDR จึงชี้ว่า ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากไฟฟ้าที่ใช้มาจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่
ทั้งนี้ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดจำเป็นต้องมาพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงมาตรการจูงใจเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าในวงกว้าง
🌾 ภาคเกษตรกรรม: นำเทคโนโลยียกระดับสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ
ภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 18% ของการปล่อยทั้งหมด โดยแหล่งสำคัญมาจากการทำนาข้าว การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเลี้ยงปศุสัตว์
รายงานจึงเสนอให้ประเทศไทยนำแนวทาง Climate-Smart Agriculture มาใช้มากขึ้น เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวด้วยวิธี Alternate Wetting and Drying (AWD) เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตพลังงานชีวมวล การพัฒนาระบบก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ และการจัดการธาตุอาหารในดินอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนเกษตรคาร์บอนต่ำยังต้องอาศัยการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร การพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและเกษตรกรรายย่อย เพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน
🌳 ภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้: เพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอนของระบบนิเวศ
ภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอนของประเทศ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ป่ายังคงเผชิญแรงกดดันจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น การขยายพื้นที่เกษตรกรรม การพัฒนาเมือง และการตัดไม้ผิดกฎหมาย
รายงานจึงเสนอให้เร่งฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่า โดยเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เปราะบาง การใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นในการปลูกป่า การส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการจัดการทรัพยากร และการบูรณาการการฟื้นฟูป่าเข้ากับการวางแผนการใช้ที่ดินและการพัฒนาเมืองในระยะยาว
แรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นโอกาสสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
NIA จึงเดินหน้าส่งเสริมนวัตกรรมผ่านโครงการ ClimateX 2026 เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech ให้พัฒนาเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ตลาดและโอกาสการลงทุนใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ได้แก่ พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์คาร์บอน การขนส่งพลังงานสะอาด วัสดุและเศรษฐกิจหมุนเวียน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน
👉 สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 25 มีนาคม 2026 แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนวัตกรรม Climate Tech ที่จะพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตคาร์บอนต่ำไปด้วยกัน 🌱
📚 อ้างอิงข้อมูลจาก :
Thailand Country Climate and Development Report (CCDR), World Bank Group, 2024 https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/th-ccdr
โฆษณา