24 มี.ค. เวลา 16:39 • ศิลปะ & ออกแบบ

Clorindo Testa (1923-2013)

สถาปนิกผู้ออกแบบหอสมุดแห่งชาติอาร์เจนติน่า (Biblioteca Nacional de la República Argentina) และ ธนาคารลอนดอน (Banco de Londres) ใน บัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) อย่าง โคลรินโด เตสตา (Clorindo Testa) ผู้เปี่ยมจินตนาการ คือเสาหลักคนสำคัญแห่งสถาปัตยกรรมอาร์เจนตินาร่วมสมัย
ในการประกอบวิชาชีพที่ยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ โคลรินโด เตสตา ได้ฝากรอยประทับที่ไม่มีวันลบเลือนไว้ในวงการสถาปัตยกรรมอาร์เจนตินา ในฐานะหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของลัทธิโมเดิร์นนิสม์ในลาตินอเมริกาและผู้บุกเบิกสไตล์ บรูทัลลิสต์ (Brutalist)
เตสตาได้แสดงความเชี่ยวชาญด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก และผลงานคู่ขนานในฐานะจิตรกรก็ได้หล่อหลอมวิธีการทำงานสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา ตั้งแต่เริ่มต้น สไตล์การถ่ายทอดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกไวต่อบริบทเมืองได้ทำให้เขาดูโดดเด่น ในฐานะคู่เทียบผู้มีจิตวิญญาณอิสระเมื่อเทียบกับสไตล์ที่เน้นวิชาการและมีความละเอียดลออมากกว่าของ มาริโอ โรเบร์โต อัลวาเรซ (Mario Roberto Álvarez) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการสถาปัตยกรรมอาร์เจนตินาร่วมสมัยอีกคนหนึ่ง
เขาเกิดที่ เบเนเวนโต (Benevento) ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ในปี 1923 จากพ่อแม่ชาวอิตาเลียนที่ย้ายมายังบัวโนส ไอเรส ในปีเดียวกันนั้น เขาเข้าศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าเครื่องกลในช่วงสั้นๆ ก่อนจะได้รับตอบรับเข้าเรียนสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแห่งบัวโนส ไอเรส
เมื่อเรียนจบในปี 1948 เขาเป็นส่วนหนึ่งของบัณฑิตรุ่นแรกจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมืองที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ในช่วงปลายของกระแสลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism) ในอาร์เจนตินา เริ่มแรกเขาได้เข้าร่วมกับ กลุ่มเอาสตรัล (Grupo Austral) ซึ่งเป็นสมาคมสถาปนิกยุคใหม่ที่ก่อตั้งโดย ฮอร์เฆ เฟร์ราริ อาร์ดอย (Jorge Ferrari Hardoy) ฮวน คูร์ชัน (Juan Kurchan) และ อันโตนิโอ โบเนต (Antonio Bonet)
ทั้งสามคนนี้เคยพบกันขณะทำงานที่สำนักงานของ เลอ กอร์บูซีเย (Le Corbusier) และมีเป้าหมายที่จะนำหลักการสถาปัตยกรรมอวองการ์ดของยุโรปมาปรับใช้กับอาร์เจนตินาที่กำลังพัฒนาไปสู่ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว ผ่านทั้งการปฏิบัติงานจริงและงานเขียนสิ่งพิมพ์ต่างๆ
ในปี 1949 เตสตา ได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปศึกษาต่อที่ยุโรป และเมื่อเขากลับมาในอีก 3 ปีให้หลัง เขาก็ชนะการประกวดแบบเพื่อสร้างอาคารสมาคมการก่อสร้างแห่งอาร์เจนตินา (Cámara Argentina de la Construcción) พร้อมกับได้เข้าร่วมสำนักงานของ ฟรันซิสโก รอสซี (Francisco Rossi) ดาวิด ไกโด (David Gaido) และ โบริส ดาบิโนวิช (Boris Dabinovic)
ในช่วงเวลานี้เขายังได้มีส่วนร่วมในการออกแบบสุสานเทศบาลใน ชาการิตา (Chacarita) ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารทรงเจดีย์คอนกรีตที่ดูแข็งแกร่งและสลับซับซ้อนดั่งเขาวงกต ลอยตัวอยู่เหนือห้องจัดแสดงและลานกว้างใต้ดิน ทว่าแม้สุสานแห่งนี้จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งความโอ่อ่าที่ดูขรึมขลังและความซับซ้อนของพื้นที่ แต่กลับไม่ค่อยมีใครทราบมากนักว่านครแห่งความตายร่วมสมัยแห่งนี้คือหนึ่งในผลงานยุคแรกๆ ของ เตสตา
โปรเจกต์ขนาดใหญ่ชิ้นแรกของเขาก็ยังคงตกอยู่ในความคลุมเครือเช่นกัน เนื่องจากทำเลที่ตั้งอันห่างไกลใน ซานตา โรซา (Santa Rosa) ในจังหวัดชนบทอย่าง ลา ปัมปา (La Pampa) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงกว่า 600 กิโลเมตร ในปี 1955 เขาชนะการประกวดแบบเพื่อสร้างวิทยาเขตอันทะเยอทะยานที่ครอบคลุมพื้นที่ 9 เฮกตาร์ ซึ่งรวมถึงสถานีขนส่งและศูนย์ราชการ ที่รวบรวมหน่วยงานของรัฐไว้ ตามมาด้วยการสร้างห้องประชุมสภาในปี 1976 และห้องสมุดเทศบาลในปี 2004 ที่ถูกขนานนามอย่างเอ็นดูว่า "ตัวนิ่ม" (the Armadillo)
สำหรับศูนย์ราชการที่มีความยาวถึง 180 เมตรนั้น ถูกออกแบบให้เป็นองค์ประกอบที่เป็นอิสระแยกตัวออกมาจากถนน แต่ยังคงวางแนวทางเรขาคณิตให้สอดรับกับผังเมืองรูปตารางของ ซานตา โรซา ตัวอาคารสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเปลือยผิว มีเสารูปทรงแผ่นพื้นสี่ต้นวางเรียงตามแนวยาว และห่อหุ้มเปลือกอาคารด้วยแผงกันแดด (brise-soleil) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจนกับกลุ่มอาคารที่เมือง จันดิการ์ (Chandigarh) และ อูนิเต ดาบิตาซียง (Unité d’habitation) ของ เลอ กอร์บูซีเย
ในช่วงเวลาที่ซานตา โรซา ยังเป็นเพียงเนินทรายและมีบ้านเรือนชั้นเดียวอยู่เพียงไม่กี่หลัง พื้นที่แห่งนี้เคยมีเส้นขอบฟ้าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และแม้ว่าเมืองจะพัฒนาไปมากในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่ศูนย์ราชการของเตสตา ก็ยังคงดูใหญ่โตจนข่มอาคารหลังเตี้ยที่อยู่รายรอบ ราวกับเรือรบคอนกรีตขนาดยักษ์ที่เกยตื้นอยู่บนเนินทรายแห่งลาปัมปา
แม้การปรับปรุงในภายหลังจะมีการทาสีอาคารด้วยเฉดสีเหลืองมัสตาร์ดที่ดูไม่เข้ากันนัก แต่อาคารหลังนี้ก็ไม่ได้สูญเสียเสน่ห์แบบลัทธิโมเดิร์นหรือความน่าเกรงขามลงไปเลย หากมันตั้งอยู่ในสถานที่ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่านี้ มันคงจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวสายดีไซน์ในปัจจุบันต่างพากันมาแสวงบุญอย่างกระตือรือร้นแน่นอน
การประกวดแบบที่ซานตา โรซา จัดขึ้นโดยสมาคมสถาปนิกส่วนกลางแห่งอาร์เจนตินา เพื่อเป็นแนวทางในการรวมศูนย์จังหวัดที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ ซึ่งก่อนหน้านั้นจนถึงปี 1952 พื้นที่แถบนี้เคยเป็นวนอุทยานแห่งชาติมาก่อน ลุยส์ ตีเอร์โน (Luis Tierno) สถาปนิกผู้ย้ายมายังซานตา โรซา ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 และได้ร่วมงานในโปรเจกต์นี้กับเตสตา ได้เล่าถึงความไม่เต็มใจของเตสตาที่จะปรับเปลี่ยนงานออกแบบให้เข้ากับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและมีลมกรรโชกแรงของที่ราบลาปัมปา
"ทุกคนในเมืองต่างพากันสาปส่งเขาหลังจากที่เขาจากไป" ตีเอร์โนระลึกความหลัง "พวกเขาต้องดัดแปลงอาคารเพื่อให้ใช้งานได้จริงมากขึ้นและลดการเผชิญกับสภาพอากาศโดยตรง เพราะเวลาฝนตก คุณมีโอกาสที่จะตัวเปียกโชกข้างในอาคารมากกว่าข้างนอกเสียอีก เนื่องจากลมที่พัดแรงมาก"
ตามคำบอกเล่าของ โอราซิโอ ตอร์เตโย (Horacio Tortello) เพื่อนสนิทผู้ร่วมงานกับเตสตาในโปรเจกต์ต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 1970 จนกระทั่งเขาเสียชีวิต นี่คือตัวตนที่แท้จริงของโคลรินโด ซึ่งมักจะแสดงความขบถและปฏิเสธที่จะโอนอ่อนตามความคาดหมายของใคร "เขาเหมือนกับเด็กดื้อที่แสนซน เขามักจะพูดว่า perché mi piace (เพราะว่าผมชอบ *ผู้แปล)
ระหว่างปี 1959 ถึง 1962 เตสตาได้สร้างสรรค์ผลงานที่โด่งดังและโอ่อ่าที่สุดสองชิ้นของเขา โดยเขาชนะการประกวดแบบของภาคเอกชนสำหรับธนาคารลอนดอน (Banco de Londres) ในปี 1959 และชนะการประกวดแบบหอสมุดแห่งชาติ (Biblioteca Nacional) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐในอีกสามปีต่อมา ทั้งสองโครงการนี้ส่งให้เขาก้าวเข้าสู่แวดวงระดับนานาชาติและสร้างชื่อเสียงในท้องถิ่นให้มั่นคงยิ่งขึ้น
ทั้งสองผลงานนี้เป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยในช่วงแรกเขาทำงานร่วมกับสำนักงานชื่อดังอย่าง เซปรา (SEPRA - Sanchez Elia, Peralta Ramos and Agostini) และในเวลาต่อมาได้ร่วมงานกับ ฟรันซิสโก บุลริช (Francisco Bullrich) และ อลิเซีย กัซซานิกา (Alicia Cazzaniga) การได้ร่วมงานกับสถาปนิกที่มีประสบการณ์มากกว่าถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยควบคุมความคิดสร้างสรรค์ของเตสตา และทำให้ไอเดียที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการของเขาสามารถนำมาสร้างให้เกิดขึ้นจริงได้
ผลงานสำคัญเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โดดเด่นเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา เมื่อรัฐบาลทหารในขณะนั้นกำลังมองหาลู่ทางในการปฏิรูปอุตสาหกรรมและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อบูรณาการอาร์เจนตินาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกหลังจากผ่านพ้นทศวรรษของการปกครองภายใต้ลัทธิเปรอง (Peronism) โครงการเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวิวัฒนาการภาษาทางสถาปัตยกรรมประจำชาติแบบใหม่ และเป็นการท้าทายกระบวนทัศน์ของกระบวนการก่อสร้างที่เคยเป็นมาในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20
สำหรับทั้งโครงการธนาคารและหอสมุด เตสตาได้ละทิ้งขนบเดิมๆ ทั้งในด้านรูปแบบและประโยชน์ใช้สอย เพื่อทดลองกับรูปทรงอาคารและพื้นที่ว่างในแนวทางที่แหวกแนวอย่างกล้าหาญ โดยตัดขาดจากบรรทัดฐานดั้งเดิมของการวางผังและการจัดระเบียบพื้นที่
สำหรับธนาคารลอนดอน เขาปฏิเสธโครงสร้างรูปทรงกล่องแบบทั่วไปที่มีการวางคานและเสาอย่างสม่ำเสมอ แต่เลือกที่จะสร้างโถงทางเข้าขนาดมหึมา พร้อมด้วยเสาคอนกรีตเปลือยสองต้นที่รวมบันไดและระบบสาธารณูปโภคไว้ภายใน ซึ่งแผ่ตัวออกเพื่อรองรับชั้นบน
ตัวอาคารได้รับการโอบรัดอย่างน่าตื่นตาด้วยโครงสร้างภายนอกที่ทำจากคอนกรีตเชื่อมต่อกัน ซึ่งใช้สำหรับแขวนพื้นชั้นลอยซีรีส์หนึ่งเอาไว้ พื้นเหล่านี้ดูราวกับลอยล่องอยู่กลางอากาศ สร้างความรู้สึกหวาดเสียวและทำให้มุมมองทางพื้นที่มีความสับสนอลหม่านอย่างมีชั้นเชิง
สำหรับหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งมีผู้อำนวยการในขณะนั้นคือ ฮอร์เฆ ลุยส์ บอร์เฆส (Jorge Luis Borges) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันนี้ต่อชีวิตทางวัฒนธรรมและทางปัญญาของอาร์เจนตินา เตสตาได้นำเสนอการพลิกกลับของการจัดระเบียบหอสมุดแบบเดิม โดยยกห้องอ่านหนังสือขึ้นสูงบนเสาคอนกรีตสี่ต้นเพื่อสร้างจุดชมวิวเมือง พร้อมกับ "ฝัง" บรรดาหนังสือไว้ใต้ดิน พื้นที่ที่ถูกปล่อยว่างใต้ห้องอ่านหนังสือจึงสามารถถูกยึดครองและเปลี่ยนให้เป็นลานสาธารณะที่กว้างขวางได้
แม้ว่าโครงการนี้จะได้รับอนุมัติในปี 1962 แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองและการเงิน ซึ่งทำให้การก่อสร้างหยุดชะงักไปนานถึง 11 ปี และหยุดลงอีกครั้งในช่วงที่อาร์เจนตินาอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารอันอื้อฉาวระหว่างปี 1976 ถึง 1983
ในที่สุดหอสมุดก็ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าใช้ในปี 1992 ทว่ากลับขาด "ร่มเหล็ก" (metal parasols) ที่ระบุไว้ในแบบร่างดั้งเดิมเนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ ซึ่ง โอราซิโอ ตอร์เซโย เปรียบเปรยไว้ว่าเหมือนกับ "แบทแมนที่ขาดผ้าคลุม" นับตั้งแต่นั้นมามีการยื่นคำร้องขอทุนจากรัฐบาลหลายครั้งเพื่อแก้ไขส่วนที่ขาดหายไปนี้
ดังที่ มารีนา ไวส์มัน (Marina Waisman) นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมชาวอาร์เจนตินาตั้งข้อสังเกตไว้ว่า วิธีการแก้ปัญหาของ เตสตา คือการคิดใหม่และวางกรอบใหม่ "ราวกับว่าไม่เคยมีแบบอย่างนับร้อยนับพันมาก่อนสำหรับกรณีที่เขากำลังพิจารณาอยู่" ในการทำเช่นนั้น เขาจึงสามารถนำความสามารถในการทดลองด้านทัศนศิลป์ ซึ่งหยั่งรากมาจากสไตล์การวาดภาพที่เปี่ยมไปด้วยพลังและไร้รูปแบบตายตัว มาแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นงานสถาปัตยกรรมในช่วงเวลาที่อาร์เจนตินาดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้
ตอร์เซโยบรรยายถึงวิธีการทำงานของเตสตา ว่าเป็นการถักทอและปักลวดลายโครงการต่าง ๆ ลงบนกระดาษ ซึ่งเป็นแนวทางที่เต็มไปด้วยสีสัน ลื่นไหล และแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครอย่างชัดเจน เพื่อมุ่งหวังที่จะชนะการประกวดแบบ เขายังมีความหลงใหลในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมทางเรือ โดยมักจะวาดภาพและระบายสีรูปเรือมาตั้งแต่เด็ก
ในการประกวดแบบโรงพยาบาลทหารเรือ (Hospital Naval) ซึ่งเขาชนะในปี 1970 นั้น เขาได้รับชัยชนะด้วยแนวคิดการนำเสนออาคารในรูปแบบของเรือที่ทอดสมออยู่ โดยมีหน้าต่างทรงกลมแบบช่องหน้าต่างเรือ (porthole) และประดับด้วยกระเบื้องกระจกสีน้ำเงิน
เตสตาแทบจะไม่เคยกล่าวถึงอิทธิพลจากใครเลย นอกจากการอ้างถึง เลอ กอร์บูซีเยเพียงผ่านๆ โดยเขามักจะขลุกอยู่กับจินตนาการของตัวเองและหมกมุ่นอยู่กับการวาดภาพที่เป็นกิจวัตรประจำวัน เขาได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์อันเฉพาะตัวของท้องถิ่นมากกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในต่างแดน เขาเปรียบอาร์เจนตินาว่าคล้ายกับอินเดีย และหลงใหลในบุคลิกที่วุ่นวายสับสนของ บัวโนส ไอเรส
สำนักงานของเขาตั้งอยู่บนชั้นหกของอาคารสไตล์นีโอคลาสสิกฝรั่งเศส ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกกลุ่มเดียวกับที่ออกแบบโรงละครโกลอน (Teatro Colón) อันโด่งดังของเมือง ทว่าวิวที่เขาเห็นอยู่ทุกวันกลับตรงกันข้ามกับความโอ่อ่าที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะมันรายล้อมไปด้วยภาพของพื้นที่ค้าขายที่จัดวางอย่างไม่เป็นระเบียบ อพาร์ตเมนต์จากยุค 60 และหลังคาที่ทรุดโทรมซึ่งเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง
ตรงข้ามระเบียงของเขานั้นคือ เมเดียเนรา (medianera) หรือผนังร่วมธรรมดาๆ ผืนหนึ่งที่เต็มไปด้วยหน้าต่างหลากหลายรูปทรงและขนาด ซึ่งถูกติดตั้งอย่างลวกๆ กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ รวมถึงการปรับปรุงต่อเติมตามสภาพที่ผู้อยู่อาศัยทำขึ้นเองตามใจชอบตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เตสตารู้สึกรื่นรมย์กับภาพจำลองที่แสดงถึงความไม่สมบูรณ์แบบและเป็นแก่นแท้ของบัวโนส ไอเรสนี้มาก เขาเขืยนภาพสเก็ตช์ของมันอยู่บ่อยครั้ง และมักจะหยิบยกมาอธิบายในการบรรยายให้กับนักศึกษาในชั้นเรียนช่วงบั้นปลายของอาชีพเขา
ฮวน ฟอนตานา (Juan Fontana) ศิลปินและสถาปนิกผู้เคยเป็นเพื่อนร่วมงานและทำงานกับเตสตา จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2013 เปรียบเทียบการมาที่สำนักงานว่าเหมือนกับเด็กที่ไปเล่นกับเพื่อนๆ "มันเป็นการเล่นที่จริงจัง เพราะเรามีกำหนดส่งงานที่ต้องทำให้ทัน แต่มันไม่รู้สึกเหมือนการทำงานในความหมายทั่วๆ ไปเลย"
เขาเล่าต่อว่า เตสตานั้นมีความยืดหยุ่นและเปี่ยมไปด้วยจินตนาการอย่างเหลือล้นแม้ในวัยชรา เขาสามารถปรับตัวเข้ากับโจทย์และงบประมาณที่หลากหลาย โดยมีการใช้สีสันและองค์ประกอบอื่นๆ ของลัทธิหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) เข้ามาผสมผสาน
ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ Buenos Aires Design ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าในย่านหรูอย่างเรโกเลตา (Recoleta) ที่สร้างในช่วงปี 1990-93 และโรงเรียนโนตารี (Notary Public School) ในปี 1999 ความหลากหลายทางสไตล์และความขี้เล่นแบบเด็กๆ ของเตสตานั้น ดูจะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ในวัย 80 กว่าของเขาที่มักสวมสูทและใส่แว่นตา
เขามักจะชอบนั่งนิ่งๆ เพียงลำพังเพื่อครุ่นคิดอยู่เป็นชั่วโมงในร้านอาหารของสมาคมสถาปนิกส่วนกลาง หรือที่โต๊ะทำงานในสำนักงานของเขา แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็นคนที่เข้าถึงง่ายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือใครก็ตามที่มาขอคำแนะนำจากเขา
หนึ่งในงานจ้างวานจากเอกชนที่ได้รับคำชมเชยมากที่สุด คือการออกแบบบ้านพักส่วนตัวให้กับนักสะสมงานศิลปะ กิโด ดิ เตยา (Guido Di Tella) และภรรยา โดยเตสตาได้รับอิสระอย่างเต็มที่ในการทดลองสิ่งใหม่ๆ เขาได้นำทางลาด ความลาดเอียง และคอนกรีตขัดมันมาใช้ เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำในโครงการธนาคารลอนดอน และหอสมุดแห่งชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คือการตีความใหม่ของกาซา โชริโซ (casa chorizo) ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวแบบดั้งเดิมของอาร์เจนตินาที่จัดวางพื้นที่ล้อมรอบลานกลางบ้าน
ตัวบ้านมี facade ที่ดูเรียบขรึมเหมือนบังเกอร์ ซึ่งแทบจะไม่เปิดเผยรายละเอียดภายในให้เห็นจากท้องถิ่นเลย แม้จะมีความพยายามยื่นเรื่องขอสถานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าบ้านหลังนี้ได้ถูกทุบทำลายไปในปี 2011
ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เตสตาได้แสดงทัศนะเชิงปรัชญาเกี่ยวกับความไม่จีรังของสถาปัตยกรรมไว้ว่า "ผมไม่เชื่อว่าอาคารต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คงอยู่ตลอดกาล" เขากล่าวเสริมว่า "เราอาจพูดได้ว่าจะไม่มีใครทุบทำลาย นอเทรอดาม (Notre-Dame) หรือ ดูโอโม (Duomo)
แต่ผู้คนและสังคมนั้นเปลี่ยนไป สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อ 20 ปีก่อนอาจไม่สำคัญอีกต่อไป กาซา ดิ เตยา (Casa Di Tella) ถูกออกแบบมาเพื่อลูกค้าเฉพาะรายคนหนึ่ง และเมื่อเขาเสียชีวิตลง ในแง่หนึ่งมันก็ไม่ใช่บ้านของเขาอีกต่อไป เพราะมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่มาซื้อต่อมา"
ท้ายที่สุดแล้ว เตสตาตระหนักดีว่าความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนวงการซึ่งผลงานของเขาสร้างขึ้นนั้น จะก้าวข้ามมรดกทางกายภาพที่เป็นเพียงอิฐและปูน และจะยืนยงคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนานแม้สิ้นอายุขัยของเขาไปแล้ว
ที่มา: Architectural Review
Clorindo Testa (1923-2013)
21 January 2019 By Vanessa Bell
โฆษณา