5 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

โมนาโก ประเทศเก็บภาษีเงินได้ 0% มาเกือบ 160 ปี ที่ตอนนี้เป็นบ้านหลังที่สองของนักแข่ง F1

ฤดูกาล Formula 1 ปี 2026 ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการแข่งขันที่กำลังจะจัดหมุนเวียนกันไปในสนามแข่งต่าง ๆ ทั่วโลก
แต่รู้หรือไม่ว่า นักแข่งถึง 13 คนจาก 22 คน หรือมากกว่าครึ่ง ของนักแข่งที่ลงชิงชัยในศึก 2026 Formula One World Championship
ไม่ว่าจะเป็น Max Verstappen, Lewis Hamilton หรือ Lando Norris
ล้วนเลือกอาศัยอยู่ในประเทศริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ที่มีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ เกือบ 800 เท่า จนถูกเรียกว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 ของวงการ F1
และประเทศที่ว่านี้คือ โมนาโก..
แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้โมนาโก กลายเป็นแม่เหล็กดูดนักแข่งที่มีรายได้หลายสิบล้าน ไปจนถึงหลายพันล้านบาทต่อปีเหล่านี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
หากย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 19 โมนาโกเป็นประเทศที่เผชิญกับความยากจน เพราะสูญเสียดินแดนเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งรายได้หลักไปมากถึง 80% จากการที่พื้นที่เหล่านั้น แยกตัวไปรวมกับฝรั่งเศส
ประเทศจึงตกอยู่ในวิกฤติทางการเงิน เพราะแทบไม่มีรายได้เข้าประเทศเลย
แต่หากมองมาที่ภาพในปัจจุบัน โมนาโกกลับกลายเป็นดินแดนแห่งความหรูหรา ที่ท่าเรือเต็มไปด้วยเรือยอช์ต แถมบนท้องถนนก็มีซูเปอร์คาร์วิ่งกันเป็นเรื่องปกติ
จนที่นี่ถูกขนานนามให้เป็นดินแดนสวรรค์ของคนรวย..
ซึ่งก็ไม่ใช่คำพูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะจากสถิติแล้ว ทุก ๆ 10 คนที่เราเดินผ่านตามท้องถนน จะเป็นเศรษฐีไปแล้วถึง 4 คน..
จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมประเทศนี้ไปตลอดกาล เกิดขึ้นสมัยของเจ้าชายชาร์ลที่ 3 ผู้ปกครองโมนาโก ณ ตอนนั้น ที่ตัดสินใจปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
โดยการพัฒนาโมนาโก ให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนรวย แทนการเป็นประเทศเกษตรกรรม..
ด้วยการสร้างกาสิโน Monte Carlo โรงแรมหรู และโรงละครโอเปรา Opéra de Monte-Carlo เพื่อดึงดูดชนชั้นสูงจากทั่วยุโรปให้มาใช้จ่ายที่นี่
เมื่อรายได้จากกาสิโนและการท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พระองค์ก็ประกาศยกเลิกภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ในปี 1869
พูดง่าย ๆ คือ ใครมาหาเงินที่โมนาโกมีรายได้เท่าไร ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลยสักบาทเดียว
1
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเลขอัตราภาษีเงินได้ของโมนาโก ยังคงอยู่ที่ 0% มานานกว่า 157 ปี จนถึงทุกวันนี้..
ซึ่งนโยบายภาษีเงินได้ 0% นี้เอง ที่กลายมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักแข่ง F1 ระดับโลกให้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่
ลองนึกภาพตามง่าย ๆ อาชีพนักแข่ง F1 เป็นอาชีพที่มีอายุการทำงานค่อนข้างสั้น เพราะต้องใช้สมรรถภาพร่างกายสูงมาก
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้มหาศาล ตั้งแต่หลักหลายสิบล้าน ไปจนถึงหลายพันล้านบาทต่อปี
หากพวกเขาเลือกอาศัยอยู่ในประเทศแถบยุโรป หรือในอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ตั้งออฟฟิศหลักของหลาย ๆ ทีม
รายได้มหาศาลเหล่านั้น อาจถูกเก็บภาษีเงินได้ในอัตราที่สูงถึง 50%
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ หาเงินมาได้เท่าไร ก็อาจโดนหักภาษีหายวับไปเกือบครึ่ง..
แต่พอย้ายมาอยู่ที่โมนาโก แม้อาจต้องเสียภาษีบางส่วนให้กับประเทศที่จัดการแข่งขันบ้าง แต่รายได้ก้อนใหญ่อย่างค่าตัวและโบนัสจะไม่ถูกเก็บภาษีเงินได้ ทำให้เหลือเงินเข้ากระเป๋าเต็ม ๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างของ Max Verstappen แชมป์โลก 4 สมัยซ้อน ที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่โมนาโก ตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี
มีการประเมินกันว่า หากเขายังคงอยู่ที่โมนาโกต่อไปจนถึงปี 2028 ซึ่งเป็นปีที่สัญญากับทีม Red Bull สิ้นสุดลง เขาจะประหยัดภาษีไปได้อย่างน้อย 200 ล้านยูโร หรือราว 7,500 ล้านบาทเลยทีเดียว..
นอกจากเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว เรื่องของสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเลที่เอื้อต่อการเดินทาง เพราะแม้ว่านักแข่ง F1 จะต้องตระเวนแข่งขันไปทั่วโลก แต่ออฟฟิศหลักของทีมส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในยุโรป
ด้วยความที่โมนาโกตั้งอยู่ห่างจากสนามบินเมือง Nice ประเทศฝรั่งเศสเพียงประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น หรือถ้านั่งเฮลิคอปเตอร์ก็ใช้เวลาแค่ 7 นาที
ที่นี่จึงกลายเป็นเหมือนทำเลทองของนักแข่งที่สามารถบินเชื่อมต่อไปยังสนามแข่งหรือเข้าออฟฟิศได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดทั้งเวลาและความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของโมนาโก คือเรื่องของความปลอดภัย เพราะโมนาโกมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 600 นาย ในพื้นที่เพียง 2 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น
1
โดยสัดส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ต่อการดูแลประชากร จะอยู่เพียงแค่ 70 คน และยังมีกล้องวงจรปิดคอยสอดส่อง ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศไทยแล้ว เฉลี่ยตำรวจ 1 นาย ต้องดูแลประชากรมากกว่านั้นถึง 4 เท่าเลย
ด้วยความทั่วถึงของตำรวจแบบนี้ จึงทำให้อาชญากรรมในโมนาโกมีน้อยมาก จนกลายเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นอกจากนี้ โมนาโกยังมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะการถ่ายภาพ จึงเป็นเกราะป้องกันคนดังจากการถูกปาปารัสซีรบกวนได้เป็นอย่างดี
สิ่งนี้ทำให้นักแข่งสามารถเดินเล่นริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่ามกลางวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ
อย่างไรก็ตาม การย้ายมาใช้ชีวิตในดินแดนสวรรค์แห่งนี้ ก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายแพงลิ่วเช่นกัน
นั่นคือ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลก..
อ้างอิงจาก Savills บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกระบุว่า มูลค่าที่อยู่อาศัยทำเลทองของโมนาโก มีราคาเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 2 ล้านบาทต่อตารางเมตร
สูงกว่านิวยอร์กประมาณ 2 เท่า มากกว่าลอนดอนเกือบ 3 เท่า และเมื่อเทียบกับดูไบ ซึ่งเป็นอีกเมืองน้องใหม่ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเศรษฐี ราคาก็ยังสูงกว่าเกือบ 6 เท่า
แต่แม้ว่าโมนาโกจะเป็นประเทศที่มีอสังหาริมทรัพย์แพงมาก ทว่าสำหรับคนที่มีรายได้ระดับหลายสิบล้านถึงพันล้านบาทต่อปี
1
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่อยู่อาศัย อาจยังน้อยกว่าต้นทุนทางภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายหากเลือกไปอยู่ประเทศอื่น
เมื่อชั่งน้ำหนักรวมกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ตอบโจทย์ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
ที่โมนาโก กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ
ที่ทั้งนักแข่ง F1 และเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งระดับโลก ต่างเลือกที่จะย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่
เพราะในโลกของคนที่มีรายได้สูง สิ่งสำคัญไม่ได้มีแค่การสร้างรายได้ แต่ยังรวมถึงการรักษาความมั่งคั่งไว้ด้วย
ดังนั้นการเลือกว่าจะอยู่ที่ไหน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่คือ กลยุทธ์การบริหารความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง..
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
สำหรับคนสัญชาติฝรั่งเศส ต่อให้ย้ายมาอยู่ในโมนาโก ก็ยังต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับรัฐบาลฝรั่งเศสตามปกติอยู่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากข้อตกลงทางภาษี ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1963
#WealthPreservation
#ภาษี
#โมนาโก
โฆษณา