25 มี.ค. เวลา 13:26 • ความคิดเห็น
เนื่องจากตั้วเฮียเราเป็นคนเจนฯ Bbตอนปลาย
ตะแกเพิ่งโพสวิถีชีวิตวัยรุ่นมาวันนี้เอง
เลยขอเอามาแปะไว้นะคะ. ☺️⏰️👇
"คนรุ่นลุงนี่นับว่าเป็นรุ่นทดลองของโลกก็ว่าได้
เกิดมาในยุคอนาล็อก โตมาในยุคดิจิทัล แล้วพอเริ่มแก่ โลกก็โยนเอไอมาให้อีกดอกหนึ่ง เหมือนกลัวชีวิตจะตามอะไรทันเกินไป
ลุงมากรุงเทพฯ ครั้งแรก ยังมีรถเมล์สีขาว ตอนนั้นบ้านเมืองยังไม่มีทางด่วน ไม่มีรถไฟฟ้า รถยนต์ต้องเปิดหูช้างรับลมกันไปก่อน เพราะแอร์ยังเป็นของหรู ถนนมิตรภาพเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ การเดินทางสมัยนั้นไม่ได้เร็ว แต่คนยังพอมีเวลาให้กัน
เรื่องฟังเพลงก็ผ่านมาหมด สมัยปู่ มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง เป็นแผ่นครั่งเสียงแกรก ๆ ที่ฟังแล้วเหมือนนักร้องร้องผ่านผ้าห่ม มาจนถึงแผ่นไวนิล เทปคาสเซ็ต ซีดี แล้วก็สตรีมมิ่ง ทุกวันนี้เพลงทั้งโลกอยู่ในมือถือ แต่คนกลับหาความเงียบในใจตัวเองไม่ค่อยเจอ
ตอนเรียนหนังสือก็เริ่มจากดินสอ กบเหลา ยางลบ แล้วต้องคัดไทยคัดอังกฤษด้วยปากกาคอแร้ง จุ่มหมึกทีต้องมีสมาธิ ไม่งั้นเลอะทั้งหน้าเลอะทั้งสมุด พอมีปากกาลูกลื่นก็เหมือนชีวิตดีขึ้นเยอะ
จากนั้นโลกก็พาไปเจอคอมพิวเตอร์ดอส จอดำๆ ตัวหนังสือเขียวๆ ต้องพิมพ์คำสั่งอย่างกับขออนุญาตเครื่องใช้ชีวิตร่วมกับเรา ต่อมาก็มีวินโดวส์ มีเมาส์ มีไอคอน มีอินเทอร์เน็ต แล้ววันนี้ก็มีเอไอที่ตอบเร็วจนน่าตกใจ
กล้องถ่ายรูปก็เหมือนกัน จากกล้องฟิล์มที่ถ่ายแล้วต้องลุ้นตอนล้าง มาถึงกล้องดิจิทัล แล้วสุดท้ายทุกอย่างก็ถูกรวมไว้ในมือถือเครื่องเดียว โทรศัพท์สมัยก่อนเอาไว้โทรศัพท์
โทรศัพท์สมัยนี้เอาไว้ทำทุกอย่าง ยกเว้นบางทีเจ้าของไม่ค่อยโทรหากันเอง
ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มีทั้งรถไฟฟ้าบนดิน ใต้ดิน อินเทอร์เน็ตเร็วระดับคุยกับคนอีกซีกโลกได้ทันที และมีปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ในไม่กี่วินาที
แต่ที่น่าเสียดายคือ เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก ส่วนสันดานคนบางกลุ่มพัฒนาช้าจนน่าใจหาย
ยังใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตัวเอง ยังสร้างสงคราม ยังทำให้คนทั้งโลกเดือดร้อน ทั้งที่ควรจะฉลาดขึ้นตามเครื่องมือที่ตัวเองสร้าง
โลกทุกวันนี้เก่งขึ้นมาก
แต่ไม่ได้แปลว่าใจคนจะดีขึ้นตาม
ลุงผ่านมาหมดแล้ว ตั้งแต่รถเมล์ร้อนจนถึงเอไอ
เลยพอสรุปได้สั้น ๆ ว่า
มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีได้ไกลกว่าพัฒนานิสัยตัวเองเสมอ"
1
โฆษณา