Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
DoctorWantTime
•
ติดตาม
26 มี.ค. เวลา 01:05 • หุ้น & เศรษฐกิจ
เข้าใจ Bond Yield: กลไกราคาและผลตอบแทนที่นักลงทุนควรรู้
Bond Yield คืออะไร?
Bond Yield คืออัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือครองพันธบัตร
ตัวเลขที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญมากที่สุดคือ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10-Year Treasury Yield)
เนื่องจากมักถูกใช้เป็นตัวแทนของ สินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง (Risk-Free Asset) และเป็น ตัวชี้วัดทิศทางดอกเบี้ยของตลาดการเงินทั่วโลก
Bond Yield ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว
อัตราผลตอบแทน ไม่จำเป็นต้องเท่ากับดอกเบี้ยที่ระบุบนพันธบัตร
โดยสามารถแบ่งผลตอบแทนออกเป็น 2 ส่วนหลัก
1️⃣ อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate)
คือดอกเบี้ยคงที่ที่ผู้ออกพันธบัตร (เช่น รัฐบาล) สัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรตามรอบเวลา จนถึงวันครบกำหนด
2️⃣ อัตราผลตอบแทนจนถึงวันครบกำหนด (Yield to Maturity: YTM)
นี่คือ Bond Yield
เป็นอัตราผลตอบแทนที่คำนวณจาก
ราคาซื้อขายจริงในตลาด
ดอกเบี้ยที่ได้รับ
มูลค่าที่จะได้รับเมื่อครบกำหนด
ดังนั้น YTM จะเปลี่ยนแปลงได้ ตามราคาซื้อขายของพันธบัตรในตลาด
ทำไมราคาพันธบัตรกับ Yield ถึงเดินสวนทางกัน?
ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้เป็นแบบ ผกผัน
📉 ราคาพันธบัตรลดลง → Yield สูงขึ้น
📈 ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น → Yield ลดลง
เหตุผลคือ
หากซื้อพันธบัตรได้ในราคาที่ถูกลง แต่ยังได้รับดอกเบี้ยเท่าเดิม
→ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วผลตอบแทนจะสูงขึ้น
ในทางกลับกัน หากมีคนต้องการซื้อพันธบัตรจำนวนมาก
→ ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น
→ ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจะลดลง
ปัจจัยที่ทำให้ Bond Yield เคลื่อนไหว
การเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield มักสะท้อน ภาวะเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน
1️⃣ การคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย (Fed)
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้ม ปรับขึ้นดอกเบี้ย
พันธบัตรที่จะออกใหม่ในอนาคตจะให้ Coupon สูงกว่า
นักลงทุนจึง
เทขายพันธบัตรเก่าที่ดอกเบี้ยต่ำ
เพื่อรอซื้อพันธบัตรใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ผลลัพธ์คือ
📉 ราคาพันธบัตรเก่าลดลง
📈 Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น
2️⃣ เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อทำให้ อำนาจซื้อของเงินลดลง
หากเงินเฟ้อสูงขึ้น
ดอกเบี้ยและเงินต้นที่จะได้รับในอนาคต จะมีมูลค่าแท้จริงต่ำลง
นักลงทุนจึงต้องการ Yield ที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงนี้
สถานการณ์ปัจจุบัน: ราคาน้ำมันพุ่งและผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ไทย (มีนาคม 2569)
ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบโลก ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและเคยทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และราคาจะมีความผันผวน
สถานการณ์นี้ส่งผลต่อ ตลาดตราสารหนี้ไทย
1️⃣ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านต้นทุน (Cost-Push Inflation)
ประเทศไทยเป็น ผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ
เมื่อน้ำมันแพงขึ้น
ต้นทุนพลังงาน
ต้นทุนการผลิต
ค่าขนส่งสินค้า
จะเพิ่มขึ้น
แม้เงินเฟ้อไทยช่วงต้นปีจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ตลาดเริ่มกังวลว่า
เงินเฟ้อในอนาคตอาจเร่งตัวขึ้นตามราคาพลังงาน
2️⃣ การไหลออกของเงินทุน (Capital Outflow)
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้
ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น
ดุลการค้าอาจแย่ลง
ค่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่า
นักลงทุนต่างชาติจึงอาจ
ลดการถือครองพันธบัตรไทย
โยกเงินไปสินทรัพย์อื่น เช่น สกุลเงินดอลลาร์
3️⃣ ผลกระทบต่อ Thai Bond Yield
เมื่อมีการ ขายพันธบัตรมากขึ้น
📉 ราคาพันธบัตรลดลง
📈 Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น
แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.00% ในช่วงต้นปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ Bond Yield ในตลาดยังสามารถปรับขึ้นได้
หากนักลงทุนกังวลเรื่อง
เงินเฟ้อ
ค่าเงิน
เงินทุนไหลออก
สรุปภาพรวม
แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำ
แต่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลกและเงินเฟ้อ กำลังสร้างแรงกดดันต่อ Bond Yield
การลงทุน
การเงิน
บันทึก
1
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย