Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 00:00 • หนังสือ
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 11
แพ ตรีมนต์ : วลีว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” เป็นเพียงวาทกรรมเท่ๆ หรือเป็นเรื่องจริง? ผมยังนึกภาพไม่ออก พี่ช่วยอธิบายสไตล์วินทร์ให้เห็นภาพหน่อยครับว่า เมื่อคนๆ หนึ่งเด็ดดอกไม้ แล้วดวงดาวสะเทือนอย่างไร?
วินทร์ เลียววาริณ : เล่านิยายให้ฟังก่อน
ในปี 1941ไอแซค อสิมอฟ เริ่มเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Foundation (สถาบันสถาปนา) ใช้ฉากอนาคตกาลไกลโพ้น เมื่อมนุษย์ครองดาราจักร มีจักรวรรดิยิ่งใหญ่เป็นศูนย์กลาง
อสิมอฟเริ่มเรื่องด้วยการนำเสนอตัวละครคนหนึ่งชื่อ ฮาริ เซลดอน
1
ฮาริ เซลดอน เป็นศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสตรีลลิง ดาวเคราะห์ทรานตอร์ เขาพัฒนาสาขาหนึ่งของคณิตศาสตร์ เรียกว่า Psychohistory เป็นศาสตร์อัลกอริธึมที่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตในสเกลใหญ่ได้อย่างแม่นยำ เช่น จะเกิดสงครามในปีนั้น ประชากรโลกในปีโน้นจะมีจำนวนเท่าไร ทำนายได้ล่วงหน้าเป็นหมื่น ๆ ปี
ด้วยศาสตร์ Psychohistory เขาทำนายว่าจักรวรรดิซึ่งครองดาราจักรทางช้างเผือกจะเสื่อมลงภายในสามร้อยปี ตามมาด้วยหนึ่งพันปีแห่งความโกลาหล แล้วดาราจักรจะเข้าสู่ยุคมืดที่กินเวลาสามหมื่นปี เขาเสนอทางแก้ไขให้ เริ่มรวบรวมวิทยาการทั้งหมดของมนุษยชาติเป็น Encyclopedia Galactica (สารานุกรมดาราจักร) จะช่วยลดระยะเวลาของยุคมืดจากสามหมื่นปีเหลือแค่พันปี
หลังจาก ฮาริ เซลดอน ตาย ทุกสิ่งก็ดำเนินไปตรงตามคำทำนายของเขาทุกประการ ปีแล้วปีเล่า เหตุการณ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นตรงตามคำทำนาย (หรือการคำนวณ)
1
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง การทำนายของเซลดอนก็ผิดไป เพราะปรากฏตัวละคร The Mule ซึ่งเป็นตัวแปรที่เกิดขึ้นมาโดยไม่คาดฝัน
2
The Mule เป็นตัวแปรเล็กๆ ในจุดจุดหนึ่งของดาราจักรซึ่งเปลี่ยนทิศทางของเหตุการณ์ทั้งดาราจักร
จักรวาลหรือพูดให้ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยคือโลก เต็มไปด้วยปัจจัยที่เป็นตัวแปรที่เกิดจากกระทำในบางจุดบางท่อนของทั้งคนและธรรมชาติ ฯลฯ กระทบต่อปัจเจกหนึ่ง แล้วกระทบต่อเนื่องไป จนกระทบทั้งโลก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่หนักก็เบา
1
อนาคตไกลมากๆ จึงไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ล่วงหน้า เพราะมีตัวแปรมากเกินไป
2
ทีนี้มาเล่าเรื่องจริง
ในปี 1961 นักคณิตศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยาชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ลอเรนซ์ (Edward Norton Lorenz) พยายามหาโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อใช้ในการพยากรณ์สภาพอากาศ โดยใช้ข้อมูล เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ทิศทางลม ฤดูกาล ฯลฯ เป็นฐาน
1
คอมพิวเตอร์ก็จะแสดงผลของสภาพอากาศที่น่าจะเป็น และแม่นยำในระดับหนึ่ง
ลอเรนซ์เขียนเล่าในหนังสือ The Essence of Chaos ว่า ในตอนแรกเขาใช้คอมพิวเตอร์จำลองผลสภาพอากาศ วันหนึ่งเขาคีย์ตัวเลข 0.506 แล้วไปพักดื่มกาแฟ ปล่อยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานไป ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเทียบเวลาในเครื่องคอมพิวเตอร์แสดงสภาพอากาศของเวลาสองเดือน เขาพบว่าสภาพอากาศที่ได้แตกต่างจากที่ควรจะเป็นอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ
ทีแรกเขาเชื่อว่าเครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหา เช่น หลอดสุญญากาศเสีย (เขาใช้คอมพิวเตอร์ยุคโบราณ) แต่เมื่อตรวจสอบและทดลองซ้ำ ก็พบว่าเครื่องไม่เสีย เขาเพียงใส่ตัวเลขไม่ครบทศนิยมหกหลัก เขาคีย์เลข 0.506 แทนที่จะเป็น 0.506127 แม้ไม่แตกต่างมาก และในตอนแรกค่าสภาพอากาศไม่เปลี่ยนมาก แต่ผ่านไปนานๆ มันทำนายสภาพอากาศคนละเรื่อง
ในปี 1963 ลอเรนซ์ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นนี้ ชื่อเรื่อง Deterministic Nonperiodic Flow เขาตั้งทฤษฎีว่าทุกสิ่งในโลกนี้สัมพันธ์กัน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศบางครั้งเกิดจากเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน พายุทอร์นาโดที่จุดหนึ่งอาจมีต้นกำเนิดมาจากการกระพือปีกของนกนางนวลตัวหนึ่งที่อีกจุดหนึ่ง
ต่อมาเขาเปลี่ยนนกนางนวลเป็นผีเสื้อ เพราะฟังดูดีกว่า
1
ในการบรรยายครั้งหนึ่ง เขาใช้ชื่องานว่า Does the Flap of a Butterfly’s Wings in Brazil Set off a Tornado in Texas? (ผีเสื้อตัวหนึ่งที่บราซิลทำให้เกิดทอร์นาโดที่เท็กซัส)
เป็นที่มาของทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก หรือ Butterfly Effect
หากใช้คำพูดของลอเรนซ์อธิบายความหมายของ Butterfly Effect มันก็คือ “ปรากฏการณ์ที่การปรับเปลี่ยน (alteration) เล็กๆ หนึ่งของสภาวะของ dynamical system (ระบบการเปลี่ยนแปลงผ่านเวลา) จะก่อให้เกิดสภาวะที่ตามมาที่แตกต่างอย่างมากจากสภาวะที่น่าจะเป็นหากไม่มีการปรับเปลี่ยน”
Butterfly Effect บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ณ จุดจุดหนึ่ง ในเวลาหนึ่ง สามารถต่อยอดแตกหน่อไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และแตกต่างที่จุดอื่นๆ
เราทั้งหลายในโลกก็เป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้โลกเปลี่ยนตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การเผาผลาญน้ำมันจากรถยนต์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้สภาพอากาศของทั้งโลกเปลี่ยนไป มันอาจส่งผลต่อระบบสุริยะ และในเวลาที่ยาวนานมากๆ อาจเปลี่ยนในระดับดาราจักร หรือกระทั่งระดับจักรวาล
ก็คือ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” นั่นเอง
ผมใช้คอนเส็ปต์ Butterfly Effect ในนวนิยายจีนกำลังภายในเรื่อง สี่ภพ นวนิยายเรื่องนี้แสดง Butterfly Effect ในสเกลใหญ่ที่กินเวลาพันๆ ปี และส่งผลกระทบไปทั้งดาราจักร หรือ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” อย่างเป็นรูปธรรม
ทุกปัจจัยในชีวิตเรา แม้ว่าจะเล็กน้อยมาก อาจสามารถกลายเป็นตัวแปรที่เปลี่ียนผลในระยะยาว ไม่เฉพาะชีวิตของเรา แต่กระทบต่อคนอื่นด้วย ยกตัวอย่าง เช่น วันนี้คุณออกจากบ้านไปทำงานตามเวลาปกติ คุณจะพบกับนางสาวฤดีที่สถานีรถไฟฟ้า ต่อมาเธอจะเป็นภรรยาของคุณ คุณจะมีลูกกับเธอคนหนึ่ง เขาจะเป็นหมอช่วยชีวิตคน คนไข้ที่เขาช่วยชื่อนายบรรจง
2
แต่หากคุณออกจากบ้านช้าไปสองนาที คุณจะพบกับนางสาวขวัญ คุณจะมีลูกกับเธอหนึ่งคน อนาคตเขาจะเป็นนักค่ายาเสพติด ทำให้มีคนตายจากการเสพยา คนเสพยาที่ตายชื่อนายบรรจง
2
รายละเอียดปลีกย่อยแค่สองนาที เปลี่ยนโลกได้เป็นคนละเรื่อง เปลี่ยนชะตาชีวิตของนายบรรจงเป็นคนละขั้ว
1
การคิดค้น Butterfly Effect ต่อยอดให้เกิดแนวคิดเรื่อง Chaos theory (ทฤษฎีโกลาหล) ซึ่งเป็นเรื่องแสดงภาพกว้างและระบบใหญ่
1
..................................
ทฤษฎีความโกลาหล (Chaos Theory) เป็นศาสตร์ที่ศึกษาระบบของความเปลี่ยนแปลง เช่น สภาพอากาศ วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงตลาดหุ้น ทฤษฎีนี้มองว่าโลกเต็มไปด้วยความโกลาหล
เวลาใช้คำว่า chaos พึงระวัง chaos (โกลาหล) ไม่ใช่ disorder (ความผิดปกติ)
โกลาหลอาจเกิดขึ้นตามระเบียบของมัน เพราะแม้แต่ความวุ่นวายก็เป็นระบบ
1
นักฟิสิกส์ชอบคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราสามารถรู้ตำแหน่งของทิศทางของอนุภาคทุกตัวในจักรวาล เราจะรู้ว่าจักรวาลจะไปทางทิศใด แต่ละชีวิตจะเกิดแก่เจ็บตายอย่างไร จะพบรักในวันไหน ปีไหน จะมีลูกกี่คน เพราะทุกสิ่งในจักรวาลมีความสัมพันธ์กัน เราจะรู้อย่างแม่นยำกว่าคำทำนายของหมอดูคนใดในโลก เพราะมันเป็นคณิตศาสตร์
นี่ต่อยอดจากแนวคิดของนักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ปิแอร์-ซิมง ลาปลาซ (Pierre-Simon Laplace)
1
ลาปลาซบอกว่า สมมุติว่ามีสิ่งทรงภูมิปัญญาหนึ่ง (ต่อมาเรียก Laplace’s demon - ปิศาจของลาปลาซ) มีความสามารถล่วงรู้ตำแหน่งของทิศทางของอนุภาคทุกตัวในจักรวาล ก็จะรู้อดีตและอนาคตทั้งหมด
ในปี 1950 ยอดนักถอดรหัส อลัน ทิวริง กล่าวว่า “แค่เคลื่อนย้ายอิเล็กตรอนตัวหนึ่งไปหนึ่งในพันล้านเซนติเมตรในเวลาหนึ่ง ก็อาจสร้างความแตกต่างว่าชายคนหนึ่งจะตายในหิมะถล่มหรือรอดในปีถัดมา”
แต่โอกาสที่จะรู้เช่นนั้นอาจเป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์ เพราะตามหลักการ The Uncertainty Principle ของนักฟิสิกส์ Werner Heisenberg พบว่าเราไม่สามารถรู้ตำแหน่งโมเมนตัม (ความเร็วและทิศทาง) ของอนุภาคพร้อมกัน มันทำไม่ได้
6
Butterfly Effect เป็นเพียงทฤษฎี ชี้ให้เราเห็นว่า ทุกสิ่งในจักรวาลดำเนินไปตาม cause-effect
จักรวาลไม่ใช่ random (บังเอิญ ไม่เจาะจง) สรรพสิ่งในจักรวาลมีความสัมพันธ์กัน ดำเนินไปตาม cause-effect
ทางพุทธเรียกอิทัปปัจจยตา คือกฎแห่งเหตุและปัจจัย เนื่องจากสรรพสิ่งในจักรวาลอาศัยกันและกัน เป็น cause-effect ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
3
อิทัปปัจจยตาจึงบอกว่าเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
หรือพูดในอีกมุมหนึ่งก็คือเมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับไป
ดังนั้นการที่คุณสามารถอ่านบทความนี้ในนาทีนี้ ก็เพราะเมื่อสี่สิบปีก่อนผมตัดสินใจจับปากกาเขียนหนังสือ
2
และการที่คุณอ่านบทความนี้ในนาทีนี้ ก็อาจทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสอีกห้าปีจากวันนี้
1
เราทุกคนต่างเป็นผีเสื้อ
3
12 บันทึก
59
1
14
12
59
1
14
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย