Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
26 มี.ค. เวลา 22:25 • หนังสือ
กันยายน
วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
คุณหญิงอนุรักษราชมณเฑียรกลับมาจากยุโรปมาแวะที่ปีนัง มีแก่ใจรับว่าถ้าจะฝากของอะไรไปกรุงเทพฯ จะรับไปให้ เวลานี้เปนระดูผลเงาะในปีนัง หม่อมฉันจึงฝากผลเงาะมาถวายหีบ ๑ หวังใจว่าจะไปถึงโดยเรียบร้อย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร (๒)
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๙ สิงหาคมแล้วพระวินิจฉัยศัพท์ “สังกทัต” นั้นถูกเปนแน่นอน น่าเขียนพระวินิจฉัยนั้นลงกระดาดเผาไฟส่งไปทูลเสด็จพระอุปัชฌาย เดิมคงอ่านว่า “สังกระทัต” ต่อมาตัว “ร” หลุดหายไปจึงเหลือแต่เปน “สังกทัต”
เรื่องรูปฉายบวชพระพะม่าแผ่นที่ว่า บอกอนุสาสน์ ซึ่งทรงสงสัยว่าจะมิใช่บอกอนุสาสน์นั้น หม่อมฉันก็คิดสงสัยมาแต่แรก ดูจะเปนฉายไว้เปนที่ระลึกเมื่อบวชเสร็จแล้วพระจึงห่มคลุม อุปัชฌายนั่งบนธรรมาสน์พระสงฆ์คณะปรกยืนและตัวภิกษุบวชใหม่นั่งตรงหน้าธรรมาสน์ หันหน้าออกมาข้างนอกด้วยกันทั้งนั้น แต่ในรูปที่เจ้าของเขาให้
มาเขาเขียนไว้ข้างล่างว่า “First Sermon” แปลว่า “ปฐมเทศนา” หม่อมฉันไม่มีหลักอะไรที่จะไปคัดค้านตัวเขาผู้บวชเอง จึงซังตายหมายว่า “บอกอนุสาสน์” ซึ่งตรงกับปฐมเทศนาในการบวช ด้วยนึกว่าพิธีอุปสมบทของพะม่าบางทีจะทำเช่นรูปฉายนั้นก็เปนได้
เรื่อง วัดสังฆาวาส หม่อมฉันมานึกขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ว่าวัดน่าจะมีเปน ๓ อย่าง คือ พุทธาวาสอย่าง ๑ สังฆารามอย่าง ๑ สังฆาวาสอย่าง ๑ วัดในครั้งพุทธกาลดูเรียกว่า อาราม ทั้งนั้น เราแปลคศัพท์ “อาราม” ว่า “สวน” ที่จริงจะเปนที่ว่างอันเจ้าของที่มีศรัทธาถวายให้พระพุทธองค์และพระสงฆ์ทำที่อยู่ หรือเรียกอย่างง่าย ๆ ว่าให้เปน “บ้านของพระ” วัดพระสงฆ์อยู่เช่นในเมืองพะม่าน่าจะเอาอย่างสังฆาราม วัดพุทธาวาสเกิดขึ้นทีหลังพุทธกาล เปนที่ประดิษฐานอนุสสรณวัตถุแห่งองค์
พระพุทธเจ้า วัดสังฆาวาสเกิดขึ้นภายหลังวัดพุทธวาส เหตุด้วยมีพระภิกษุสงฆ์ไปอยู่ประจำปฏิบัติบูชาพุทธาวาส หม่อมฉันสังเกตดูรูปฉายและแผนผังที่เขาขุดตรวจโบราณเจดียสถานในอินเดีย เช่นที่มฤคทายวันเปนต้น ดูรอยก่ออิฐเปนกุฏิมีเปนเทือกแถวทั่วไปในบริเวณพระธรรมิกเจดีย์ คือเกิดมีวัดอย่างเช่นเราทำกันชั้นหลังในเมืองไทยขึ้นอีกอย่างหนึ่ง วัดเช่นนี้น่าเรียกว่า สังฆาวาส หม่อมฉันคิดเห็นดังนี้ขอให้ทรงพิจารณาดู
วัตถุที่เรียกว่า ปราสาท กับ Castle ต่างกันไกล ปราสาทหมายความว่า เรือนหลายชั้น จะเปนอย่างไรก็ได้ ถ้ามีพื้นขึ้นไปหลายชั้นก็เรียกว่าปราสาท Castle นั้นหมายความว่า เรือนสำหรับต่อสู้ศัสตรูต้องมีกำแพงและช่องทางสำหรับต่อสู้ และมีที่ไว้เสบียงอาหารกับทั้งศัสตราวุธด้วย
หม่อมฉันอ่านลายพระหัตถ์ตอนตรัสเล่าถึงเสด็จออกบิณฑบาตเมื่อทรงผนวช ทำให้คิดขึ้นถึงวัตรปฏิบัติของพระแต่ก่อนมา ยกตัวอย่างดังการพาดผ้ากราบกันแต่ก่อน เสด็จพระอุปัชฌายตรัสห้ามมิให้พระวัดบวรนิเวศน ฯ พาดว่าเปนผ้ารองนั่งเอาขึ้น
พาดบ่าเปนอาบัติทุกกฎ แต่สมเด็จพระสังฆราช ฯ ท่านให้พระวัดราชประดิษฐ ฯ พาดผ้ากราบเมื่อหม่อมฉันบวชพระยังได้พาดผ้ากราบ ครั้นต่อมาถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ เลิกผ้ากราบหมดทั้งพระธรรมยุติแและมหานิกาย เมื่อเลิกผ้ากราบแล้วนั้น พระเข้าบ้านบางองค์ก็มีผ้ากราบม้วนใส่ย่ามไปสำหรับรับไทยธรรมที่ผู้หญิงถวาย แต่บาง
องค์ก็ไม่เอาผ้ากราบไปด้วยเวลามีผู้หญิงจะถวายไทยธรรม ต้องขอยืมผ้ากราบเพื่อนภิกษุ หรือมิฉะนั้นก็เอาผ้าเช็ดหน้าที่มักเปื้อนเปรอะลงวางรับไทยธรรม หม่อมฉันเคยรำคาญตามาหลายครั้ง ถึงเคยปรารภแก่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารยว่าควรจะบังคับให้พระสงฆ์เอาผ้ากราบใส่ยามไปด้วยในเวลาจะเข้าบ้านก็เปนแต่การพูดอย่างหัวเราะกันเล่นไม่มีผลอะไร หม่อมฉันเลยนึกต่อไปถึงประเพณีต่าง ๆ ในสงฆมณฑลที่เคยเปนมาแต่ก่อน เดี๋ยวนี้สูญหายไปเสียแล้วหลายอย่าง จะยกเปนอุทาหรณ์เรื่องหนึ่ง ใน
กาลครั้งหนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปทอดพระเนตรการปฏิสังขรณ์วัดอรุณ ฯ แล้วเสด็จเลยไปเยี่ยมสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ฤทธิ) ถึงกุฏิ พระราชาคณะและถานานุกรมนั่งประชุมกันรับเสด็จที่หอสวดมนตร์ ตัวสมเด็จพระพุทธโฆษาจารยรับเสด็จอยู่ในกุฏิ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับมาตรัสเสริญว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ฤทธิ) ท่านรู้ธรรมเนียมเก่าแล้วประทานอธิบายต่อไป ว่าที่พระราชาคณะเฝ้ารับเสด็จอยู่ในกุฏิแต่องค์เดียวนั้นเพื่อจะให้เปนที่ระโหฐาน สดวกแก่การที่จะมี
พระราชดำรัสมิให้ผู้อื่นได้ยิน เคยทอดพระเนตรเห็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ประพฤติกันมาแต่ในรัชชกาลที่ ๔ ประเพณีอย่างอื่นในจำพวกระเบียบปฏิบัติของพระสงฆ์ จะสูญเสียด้วยมิใคร่มีใครรู้กันยังมีอีกหลายอย่าง แม้จนระเบียบสวดมนตร์ งานอย่างไรควรสวดมนตร์อย่างไร ถ้าจะสวดให้สั้นควรตัดอย่างไร ถ้ามีใครอุตสาหะเขียนเปนตำราไว้จะดีมาก แต่มิใช่หม่อมฉันตั้งใจจะแต่งตำรานั้น ที่ทูลมานี้เปนจุณนีบทแห่งความปรารภที่จะทูล “ขอพระกำลัง” ต่อไป
เมื่อในรัชชกาลที่ ๕ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสหัวเมืองโดยทางชลมารคเมื่อใด ถ้าพลับพลาตั้งอยู่ใกล้วัด หม่อมฉันเคยให้ไปกระซิบบอกพระให้ประชุมสงฆ์สวดมนตร์ถวายทรงฟังในเวลาค่ำด้วยรู้อยู่ว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดทรงฟังพระสวดมนตร การนั้นก็มีผลดี พอรุ่งขึ้นคงดำรัสสั่งให้เอาปัจจัยมูลไปพระราชทานเปนบำเหน็จราว ๒๐ บาททุกแห่ง ในกาลครั้งหนึ่งเสด็จไปเมืองกาญจนบุรี ตั้งพลับพลาทางฝั่งตะวันตกที่ตำบลลิ้นช้างตรงข้ามกับวัดชัยชุมพลที่เจ้าคณะสงฆ์อยู่หม่อมฉันให้ไปกระซิบบอกตามเคย ท่านพระครูจัดแพที่หน้าวัดตรงข้าม
กับพลับพลาเปนที่ประชุมสงฆ์ ถึงเวลาค่ำนำพระสงฆ์มาสวดมนตร์ ครั้งนั้นเสด็จประทับอยู่ ๓ ราตรี พระสงฆ์วัดชัยชุมพลสวดมนตร์ถวายทรงฟังจนจบภาณวาร สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงโปรดมาก ตรัสสรรเสริญว่าพระสงฆ์วัดชัยชุมพลอุตส่าห์ท่องสวดมนตร์ได้ตลอดภาณวาร พระราชทานรางวัลถึงชั่งหนึ่ง หม่อมฉันเอาเรื่องนี้มาเล่าแก่พระราชาคณะ ดูเหมือนจะเปนสมเด็จพระวันรัตน (แพ) ท่านบอกว่านั่นเปนธรรมเนียมเก่าของการบวช มีกำหนดว่าพรรษาแรกจะต้องท่องสวดมนตร์
เพียงนั้นๆ พรรษาที่ ๒ ต้องท่องต่อไปถึงเพียงนั้นๆ พอครบ ๓ พรรษาก็ให้สวดมนตร์ได้จบภาณวาร ดูเหมือนจะยังมีธรรมเนียมอย่างอื่นอีกที่กำหนดให้พระศึกษาเรียงตามพรรษา ประเพณีที่ว่ามาก็เห็นจะเปนอันสูญแล้ว แต่จะปล่อยให้ความรู้สูญไปด้วยก็น่าเสียดาย ในเวลานี้ดูเหมือนจะยังมีพระมหาเถระที่รู้ธรรมเนียมเก่าเหล่านั้นอยู่บ้าง หม่อมฉันอยากจะให้ท่านตรัสถามสมเด็จพระวันรัตน (แพ) หรือท่านผู้อื่นอีกหากยังมีผู้รู้ จดลงไว้เปนลายลักษณอักษร เสมอบำเพ็ญพระกุศลสักทีเปนไร
เรื่องเที่ยวเมืองพะม่าตอนต่อที่ได้ถวายไปแล้ว หม่อมฉันแต่งไม่ทันส่งในคราวเมล์นี้ ขอประทานผัดไปส่งถวายคราวเมล์วันจันทรที่ ๗ กันยายนนี้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ น
ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๕ กันยายน ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ประทานไปพร้อมด้วยพระนิพนธ์เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๕ เที่ยวเมืองมัณฑเลภาคปลาย ท่อน ๔ กับรูปฉายประกอบกัน ๓ รูป ได้รับประทานด้วยดีแล้ว
จะกราบทูลสนองความตามลายพระหัตถ์ก่อน
เรื่องจะตีพิมพ์หนังสือแจกงานศพชายถึก ตามที่ทรงพระเมตตาโปรดแนะนำไปนั้น ดีกว่าที่พระยาอนุมานราชธนแนะนำมาให้ทั้ง ๓ เรื่อง จะกราบทูลตัดความให้สั้น เกล้ากระหม่อมชอบเรื่องกฎมนเทียรบาลพะม่า เห็นว่าดีกว่าเรื่องอื่นหมด อยากได้เรื่องนั้น
ตีพิมพ์ ข้อที่ทรงพระวิตกอยู่ว่าอาจจะเกิดโจษกัน ว่าฝ่าพระบาทสอดเข้าเกี่ยวข้องในการงานอีกนั้น เห็นด้วยเกล้าว่าแก้ได้ด้วยเปลี่ยนทางเดินเสียใหม่ เปนฝ่าพระบาทมีลายพระหัตถ์ถึงเกล้ากระหม่อม ว่าได้ทรงพบกฎมนเทียรบาลพะม่า ทรงพระดำริเห็นว่าเปนเรื่องแปลกที่ยังไม่เคยทรงทราบ จึงได้ทรงทำบันทึกส่งประทานแก่เกล้า
กระหม่อม แล้วเกล้ากระหม่อมจะมีหนังสือกราบทูลสนองรับ และขอประทานอนุญาตตีพิมพ์จดหมายบันทึกนั้นแจกในงานศพชายถึก แล้วฝ่าพระบาทมีลายพระหัตถ์ตอบอนุญาตและจะตรัสโมทนายกย่องชายถึกด้วยหรือไม่ก็ได้ แล้วเกล้ากระหม่อมเขียนคำอธิบายว่าได้เรื่องมาอย่างไร ทำอุททิศให้แก่ชายถึกแล้วส่งหนังสือทั้งหมดไปตีพิมพ์ด้วยตัวเกล้ากระหม่อมเอง ตรวจปรู้ฟเอง ไม่ผ่านเข้าหอสมุด หากทำดังนี้จะมีใครจำโนทโจทนาปรามาทด้วยยกโทษฝ่าพระบาทว่ากะไรนั้นเห็นไม่มีทาง ถ้าฝ่า
พระบาททรงพระดำริเห็นว่าที่กราบทูลเช่นนี้จะพ้นข้อที่ทรงรังเกียจได้แล้ว ขอได้ทรงพระเมตตาโปรดแต่งพระวิจารณประกอบกฎมนเทียรบาลพะม่าประทานแก่เกล้ากระหม่อม จะเปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า คิดจะทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะก่อนนั้นไม่สดวกด้วยทูลกระหม่อมชายตรัสให้หาชายถาวรออกไปอยู่เปนเพื่อนหญิงประสงค์ ส่วนพระองค์จะเสด็จไปเที่ยวทางอาฟริกาใต้ ชายถาวรจะกลับมาได้ต่อเดือนมกราคม
จะต้องกราบทูลถึงฉะบับซึ่งพระยาอนุมานราชธนส่งมาให้ดูไว้ในที่นี้ด้วย เพื่อจะไม่ให้ความเห็นซึ่งเกิดขึ้นแล้วสูญหายไปเสีย อันเรื่องพระร่วงนั้นตรวจเห็นท่านผู้แต่งบอกไว้ในนั้นว่า “แลว่ามาทั้งนี้โดยย่อ ที่พิสดารวิดถารนั้นมีอยู่ในคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์โน้น” ทำให้เข้าใจได้ว่าหนังสือเรื่องนั้น คัดเอาความย่อมาจากคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์ แล้วลงท้ายเมื่อสิ้นเรื่องพระร่วงมีว่า “ปฐโม ปริจฺเฉโท” ต่อนั้นไปเปนเรื่องกำเนิด
พระเจ้าอู่ทอง อันคาบเข้าไปในคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์ที่ตีพิมพ์แล้ว ซึ่งหอพระสมุดหามาได้แต่ผูก ๒ ผูกเดียวทำให้รู้ขึ้นได้ว่าคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์ผูก ๑ ซึ่งเปนปฐมบริเฉทแต่หามาไม่ได้นั้นเปนเรื่องประวัติพระร่วงนั้นเอง อนึ่งพระยาอนุมานราชธนยังได้ส่งคำถวายเทศนาจุลยุทธการวงศ์ อันไม่ปรากฎว่าใครแต่งมาให้ด้วย ออกความเห็นว่าถ้าตีพิมพ์คำถวายเทศนาเรื่องจุลยุทธการวงศ์นั้นควบไปด้วย เกล้ากระหม่อมได้อ่านตรวจคำถวายเทศนานั้น มีกล่าวโดยย่อตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าอู่ทองลงมา
จนถึงรัชชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทรเปนปัจจุบันกาล ลงท้ายประกอบด้วยพระไตรลักษณญาณตามธรรมเนียมเทศนา เห็นว่าจะเปนผู้อื่นเรียบเรียงไม่ได้ นอกจากสมเด็จพระวันรัตนผู้แต่งคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์นั้นเอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยคงจะทรงทราบข่าว ว่าสมเด็จพระวันรัตนได้แต่งคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์ขึ้น อยากทรงทราบว่าแต่งไว้มีรูปพรรณสัณฐานประการใด จึงให้เข้ามาถวายเทศนาตามความที่แต่งไว้
อ่านพระนิพนธ์เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าคราวนี้ ให้นึกสงสารเจ้าผิวเปนกำลัง ช่างกะไรเลยหนอพะม่า ใจคออำมหิทธ์ถึงปานนั้น หัวหน้าผู้บงการก็เปนผู้หญิงเสียด้วยซ้ำไป และในกาลเดียวกันก็นึกชมรัฐบาลอังกฤษ ว่าเขาเกื้อหนุนพระราชวงศ์อยู่บ้างมิได้ทอดทิ้ง เปนความดีของเขาอยู่
จะเล่าถวายถึงเรื่องรูปตำหนักองค์ปิ่น พอลายพระหัตถ์ถึงมือตัดซองออกก็ดูรูปก่อนอะไรหมด เห็นหลังคาตำหนักพระองค์ปิ่นก็อิดใจ พอดีหญิงอี่ขึ้นมาหา เกล้ากระหม่อมก็ส่งรูปให้ดู เธอขยายดูแล้วร้อง อุ๊ย เชิดรูปตำหนักพระองค์ปิ่นและบอกว่าดูหลังคานี่แน่ะ เกล้ากระหม่อมก็บอกว่าพ่อเห็นแล้ว อิดใจอยู่เหมือนกัน เธอถามว่าเรือนใคร เกล้ากระหม่อมก็จนบอกเธอว่าพ่อก็ยังไม่รู้ ยังไม่ได้อ่านลายพระหัตถ์ คงมีความแจ้งอยู่ในลายพระหัตถ์ ทั้งนี้ก็เปนการประหลาด หญิงอี่ก็เปนผู้หญิง ควรที่จะชอบหลังคากระจุ๋มกระจิ๋มเช่นนั้น แต่ไม่ยักชอบ
พออ่านข่าวที่ตรัสเล่าถึงท่าเรือเมืองมัณฑเลก็ต้องหัวเราะ นึกถึงอยู่เหมือนกันว่าเดี๋ยวนี้เขาจะแก้ไขทำดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง แต่เปล่าเลยเคนเห็นมาแต่ก่อนอย่างไร ฟังตรัสเล่าก็คงอยู่อย่างนั้น บรรดาท่าเรือในแม่น้ำอีรวดีเลวที่สุดทุกท่า ลางท่าถึงต้องคลานสี่ขาปีนตาหลิ่ง รองท้าวและผ้านุ่งเปื้อนฝุ่นหมด ได้พิจารณาเหมือนกัน ว่า
ทำไมเขาไม่ทำสะพานท่าน้ำให้คนเดินขึ้นลงสดวก พิจารณาก็เลงเห็นว่าทำไม่ได้ ด้วยดินมันกำมะลอเต็มทีชั่วแต่เรือเดินผ่านคลื่นซัดถูกตาหลิ่งก็พังลงน้ำก้อนโตเปนเมตร ๆ แม้ทำสะพานลงตาหลิ่งก็เห็นจะพาเอาสะพานพังไปด้วย จึงต้องคลานสี่ขาอยู่เช่นนั้น
เมื่อวันเสาร์ก่อนเขียนหนังสือเวรถวายมา มีบ่นกะปอดกะแปดเรื่องใช้คำผิด ภายหลังได้พบสักรวาเขาแต่งโต้ตอบกันลงหนังสือพิมพ์ อ่านแล้วนึกชอบใจจึงคัดถวายมาต่อไปนี้ เพื่อทอดพระเนตรเล่น
๏ สักรวา “ผัดวันประกันพรุ่ง” ใช้กันยุ่งเปน “ผลัด” ให้อัดอั้น
อันผัดช้าง ผัดคน หรือผัดวัน มันต่างกันตรงไหนสิใคร่รู้
คำว่า “ผลัด” ใช้ชัดเปนผลัดเปลี่ยน “ผ่อนผัด” เขียนเช่นนี้ความดีอยู่
คือผ่อนไปอย่าให้ทันมาพันตู ไฉนสู่รู้เห็นเปน “ผลัด” เอย ฯ
เขียวหวาน
๏ สักรวานายสวัสดิจะผลัดช้าง ลากไม้ยางท่อนใหญ่ให้เขยื้อน
ซุงทั้งต้นทนคร่าจนบ่าเบือน มันไม่เคลื่อนจากที่สักทีเดียว
จะกล่าวฝ่ายนายเขียวไปเกี่ยวหญ้า พบช้างป่าตัวใหญ่น่าใจเสียว
มันตกมันอาบหน้าดูท่าเฮี้ยว จึงนายเขียวผัดช้างห่างๆ เอย ฯ
๏ สักรวานายเขียวผู้เกี่ยวหญ้า ไปผัดช้างกลับมาจากป่ากว้าง
เห็นวุ่นวายนายสวัสดิ์ผู้ผลัดช้าง กำลังง้างงัดซุงยุ่งไม่น้อย
ครั้นนายเขียวไปถึงจึ่งสวัสดิ บอกว่าผลัดหน่อยพ่อฉันขอม่อย
เขียวว่าหนีช้างรอดแต่ปอดลอย ขอผัดหน่อยจึ่งจะผลัดสวัสดิเอย ฯ
น.ม.ส.
สักรวา “ผัด ผลัด” ซัดกันยุ่ง ผัดผ้านุ่ง ผลัดหน้า ทำท่าสรวย
เจอะเจ้าหนี้ผลัดว่าข้ายังซวย ผลัดให้รวยล้อตเตอรี่ก่อนซีจ๊ะ
ยอมผ่อนผลัดหลายนัดยิงผลัดต่อ ผ่อนผันก้อผลัดไปไม่ไหวหละ
“ผัด” เปน “ผลัด” เช่นนี้เต็มทีนะ โปรดเถอะคะใช้ “ผัด” ตามอัตถ์เอยฯ
แม่วัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้ทูลผัดไปในจดหมายฉะบับลงวันที่ ๓ ว่าจะส่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าในคราวเมล์วันที่ ๗ อีกท่อนหนึ่ง แต่งมาได้หลายหน้าแล้วแต่ความยังไม่ลงท่อน ถ้าถวายไปเพียงเท่าที่แต่งแล้วเวลานี้ก็จะเหมือนกับเทศน์มหาชาติไม่ลงแหล่ จึงต้องขอประทานผัดไปส่งคราวเมล์วันศุกรตามเคย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๕ และหญิงจงออกมาถึงเมื่อวันที่ ๖ กันยายน เปนเหตุให้รู้สึกครึกครื้นรื่นรมย์ เธอมาเล่าถึงไปทูลลาท่านเมื่อก่อนจะมา ว่าเห็นตุ๊ดตู่เข้าเล่นกับเสด็จปู่และคุณย่าและเริ่มพูดภาษาไทยได้บ้างแล้ว หม่อมฉันก็ยินดีด้วย
การที่มีพระประสงค์จะทรงพิมพ์กฎมณเฑียรบาลพะม่าที่หม่อมฉันแปลถวายเปนหนังสือสำหรับแจกในงานศพชายถึกนั้น หม่อมฉันถวายอนุญาตด้วยความยินดี หม่อมฉันจะชำระฉะบับเพิ่มอธิบายเลขตามความรู้ที่ได้เมื่อไปเมืองพะม่าภายหลังแปลหนังสือนั้น แล้วจะส่งฉะบับไปถวายสำหรับพิมพ์ การพิมพ์นั้นจะโปรดให้พระยาอนุมาน ฯ พิมพ์ออกจากหอพระสมุด ฯ ก็ได้ ข้อสำคัญขอเพียงให้มีพระนิพนธ์ปรากฎว่าหนังสือเรื่องนี้ หม่อมฉันแปลถวายพระองค์ท่านไว้ ทรงพระดำริเห็นว่าควรพิมพ์เปนหนังสือชำร่วยในงานศพชายถึกได้ จึงได้ตรัสขออนุญาตไปพิมพ์ เท่านั้นก็พอ
แต่ถ้าจะอ้างความหลังอันเปนมูลเหตุที่หม่อมฉันแปลกฎมณเฑียรบาลพะม่าถวาย เรื่องก็ยังมีมาตั้งแต่ในรัชชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านกับหม่อมฉันและพระยาโบราณ ฯ ชอบค้นกฎมณเฑียรบาล ศึกษาหาความรู้โบราณคดีมาด้วยกัน สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยดำรัสสั่งพระองค์ท่านเมื่อยังทรงบัญชาการกระทรวงวัง ตัวหม่อมฉันเมื่อยังบัญชาการกระทรวงมหาดไทย และพระยาโบราณ ฯ เมื่อยังเปนสมุหเทศาภิบาล
มณฑลอยุธยาให้ช่วยกันร่างระเบียบการ “เสด็จออกสนาม” และเล่น “สรรพกีฬา” ตามตำราในกฎมนเฑียรบาล เมื่อครั้งทำพิธีรัชชมังคลาภิเศกที่ในพระราชวังณพระนครศรีอยุธยา เรื่องนี้เปนเหตุให้หม่อมฉันคิดถึงพระองค์ท่านเมื่อได้อ่านกฎมณเฑียรบาลพะม่า จึงแปลถวายด้วยหวังว่าคงโปรด ถ้ามีความข้อนี้จะทำให้คนเข้าใจว่าเหตุใดหม่อมฉันจึงแปลกฎมนเฑียรบาลพะม่า และไม่ส่งไปให้หอพระสมุด ฯ แต่ก็ไม่เปนข้อสำคัญ จะไม่เล่าถึงเรื่องต้นก็ได้
หม่อมฉันคิดว่าถ้าโปรดให้หอพระสมุด ฯ พิมพ์เห็นจะดี จะได้แบ่งเบาพระธุระไม่ต้องทรงตรวจใบแก้เองให้ลำบากอย่าง ๑ หนังสือกฎมณเฑียรบาลพะม่านี้ ควรพิมพ์เข้าเปนภาคอันหนึ่งในพวก “ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ” ที่หม่อมฉันได้จัดไว้เมื่อเปนนายกราชบัณฑิตยสภา ถ้าพิมพ์เปนหนังสือพวกนั้นฉะบับจะอยู่มั่นคงดีขึ้น แต่ต้องให้ปรากฎไว้แห่งใดแห่งหนึ่ง ว่าหอพระสมุด ฯ (หรือกรมศิลปากร) ทูลขออนุญาตเอาเข้าเปนภาคหนึ่งในพวกลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ที่หอพระสมุด ฯ พิมพ์ มิใช่ท่านตรัสขอให้เอาเข้า ตรัสแก่พระยาอนุมาน ฯ คงจะยินดี
เรื่องหนังสือจุลยุทธการวงศ วิเคราะห์มียืดยาว หม่อมฉันจะทูลอธิบายในเวลาอื่นต่อไป
ที่แปลงคำ “ผัด” เปน “ผลัด” เกิดขึ้นที่ไหน หม่อมฉันยังมืดทีเดียว ดูโง่เหลือเกิน ที่เขาแต่งศักรวาโขกให้นั้นก็ควรแล้ว ออกจะแต่งดีด้วย
หม่อมฉันส่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าตอนที่ ๖ มาถวายพร้อมกับจดหมายฉะบับนี้ท่อนหนึ่ง มีรูปประกอบแต่รูปพระเจ้ามินดง ขอให้ทรงสังเกตอาภรณ์ด้วย พระเจ้าแผ่นดินพะม่าดูเหมือนจะทรงเครื่องต้นแต่เมื่อราชาภิเศกเท่านั้น ในเวลาอื่นถึงเปนการเต็มยศ เช่นเสด็จออกประทับสีหาสนบัลลังก์ ก็แต่งอย่างรูปพระเจ้ามินดงที่ถวายมานี้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๖ วินิจฉัยเคราะห์กรรมเมืองพะม่า (ท่อนที่ ๑)
ความที่พรรณนามาในตอนเที่ยวเมืองมัณฑเล มีอ้างถึงเรื่องเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัชชกาลพระเจ้ามินดงและรัชชกาลพระเจ้าสีป่อหลายแห่ง ฉันได้บอกไว้ว่าจะรวมเรื่องเล่าต่างหาก จะเล่าตรงนี้ต่อกับเรื่องเมืองมัณฑเล แต่มิใช่จะเล่าเรื่อง
พงศาวดารพะม่า ซึ่งผู้อื่นเขาแต่งแล้วมากมายหลายฉะบับ จะว่าแต่ด้วยวินิจฉัยเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกรณีอันหนึ่ง แต่เผอิญมีผลกลายไปเปนปัจจัยให้ร้ายแก่เมืองพะม่าเมื่อภายหลัง จนถึงเสียบ้านเมืองเปนที่สุด เหมือนอย่างพวกคริสตังว่า “เพราะพระเจ้าบันดาล” หรือเรียกตามคติของไทยก็ว่า “เพราะเคราะห์กรรม” อย่างน่าพิสวง
มูลเหตุแห่งความหายนะของประเทศพะม่า เกิดแต่พระเจ้าพาคยีดอทำสงครามแพ้อังกฤษ (ครั้งที่ ๑) เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๙ (สมัยรัชชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร) ต้องเสียหัวเมืองมอญทางใต้ปากน้ำสลวินกับทั้งเมืองยักไข่และเมืองอัสสัม แล้วยังต้องเสียค่าชดใช้ในการสงครามแก่อังกฤษถึง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ รูปีย์ พระเจ้าพาคยีดอเก็บเงิน
จากราษฎรเพิ่มขึ้นด้วยประการต่าง ๆ เพื่อจะเอาไปใช้หนี้ เปนเหตุให้ราษฎรเดือดร้อนเริ่มระส่ำระสายเสื่อมความภักดีมาแต่สมัยนั้นแล้ว ต่อมาถึงสมัยพระเจ้าพุกามครองเมืองพะม่า เปนรัชชกาลที่ ๘ ในราชวงศอลองพระ พะม่าเกิดรบกับอังกฤษอีก (เปนครั้งที่ ๒) เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ รบกันครั้งนี้ พออังกฤษตีได้หัวเมืองมอญฝ่ายเหนือ
ขึ้นไปถึงเมืองแปรและเมืองหงสาวดี ที่เมืองอมรบุระราชธานีก็เกิดเหตุ ด้วยสงสัยว่าน้องยาเธอ ๒ องค์ทรงนามว่า “เจ้ามินดง” องค์ ๑ กับ “เจ้ากะนอง” องค์ ๑ ซึ่งร่วมจอมมารดาเดียวกันเปนขบถ เจ้า ๒ องค์นั้นรู้ทันก็พากันหนืออกจากเมืองอมรบุระ ไปรวบรวมกำลังตั้งมั่นอยู่ที่เมืองชเวโบ (คือ เมืองรัตนสิงห์ ซึ่งพระเจ้าอลองพระสร้างเปนราชธานี) พระเจ้าพุกามให้กองทัพไปปราบหลายครั้งก็กลับพ่ายแพ้มา ผู้คนเห็นบุญบารมีพากันสมัคเปนรี้พลของเจ้า ๒ องค์มากขึ้น เมื่อเจ้ามินดงเห็นว่ามีกำลังพอจะตี
เมืองอมรบุระได้ แต่งสายให้ไปสืบเจตนาของอังกฤษ ได้ความว่าถ้าพะม่ายอมเปนไมตรีจะไม่ขึ้นไปตีถึงราชธานี เจ้ามินดงก็ให้เจ้ากะนองอนุชาเปนแม่ทัพยกลงมาตีเมืองอมรบุระ เผอิญมาประจวบเวลาพวกกองทัพพะม่าที่ล่าหนีอังกฤษขึ้นไปถึงหลายกอง พวกนั้นพากันไปเข้ากับเจ้ากะนองก็ตีได้เมืองอมรบุระโดยง่าย เจ้ามินดงจึงได้เปนพระเจ้าแผ่นดินพะม่าเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ (ตรงกับปีที่ ๒ ในรัชชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร)
เมื่อพระเจ้ามินดงได้ราชสมบัตินั้น สั่งห้ามมิให้ทำร้ายพระเจ้าพุกาม ให้สร้างวังถวายเปนที่ประทับนับถือเปนผู้ใหญ่ในราชวงศต่อมา (จนถึงรัชชกาลพระเจ้าสีป่อจึงสิ้นพระชนม์) ส่วนพวกขุนนางกับทั้งรี้พลนายไพร่ที่ได้รบพุ่ง เมื่อกลับใจอ่อนน้อมก็พระราชทานอภัยไม่เอาโทษ คนทั้งหลายเห็นพระเจ้ามินดงทรงปราสจากอาฆาต ผิด
กับพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ราชสมบัติด้วยรบชนะมาแต่ก่อน ก็พากันนิยมยอมสามิภักดิ์ การฉุกเฉินในราชธานีก็สงบลงได้เหมือนอย่างว่า “ในทันที” ทางภายนอกก็แต่งทูตให้ไปเจรจาขออย่าทัพกลับเปนไมตรีกับอังกฤษ อังกฤษได้หัวเมืองมอญฝ่ายเหนือไว้ในมือแล้วก็ยอมเลิกสงคราม แต่นั้นประเทศพะม่าจึงแยกเปน ๒ อาณาเขตต์ อาณาเขตต์ข้างฝ่ายใต้เปนเมืองขึ้นของอังกฤษ ได้นามว่า “พะม่าใต้” อาณาเขตต์ข้างฝ่ายเหนือพระเจ้าแผ่นดินพะม่าคงปกครองอยู่ตามเดิม ได้นามว่า “พะม่าเหนือ”
แต่พะม่ามิได้เรียกบ้านเมืองของตนว่า “ประเทศพะม่า” ใช้นามประเทศว่า “กรุงอังวะ” และใช้พระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระเจ้าอังวะ” มาแต่โบราณ เหตุไฉนจึงเหมือนกับประเพณีไทยที่เรียกนามประเทศสยามว่า “กรุงศรีอยุธยา” และใช้พระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา” มาแต่โบราณอย่างเดียวกัน ดูปลาด จนถึงรัชชกาลที่ ๔ ไทยจึงได้เปลี่ยน เรียกว่า “ประเทศสยาม” และใช้พระนามพระเจ้าแผ่นดินฉะเพาะพระองค์ เรื่องที่กล่าวมานี้ เปนอย่างคำนำวินิจฉัยที่จะพรรณนาต่อไปข้างหน้า
เมื่อพระเจ้ามินดงขึ้นเสวยราชย์ ทรงสถาปนาเจ้า (ฟ้า) หญิงเสกขรเทวี น้องนางร่วมพระชนนีกับพระเจ้าพุกาม เปนอัครมเหษี สถาปนาเจ้า (ฟ้า) หญิงราชธิดาของพระเจ้าพาคยีดอ (คือพระนางอเลนันดอ) เปนมเหษี ทรงตั้งเจ้ากะนองราชอนุชา ซึ่งเปนผู้บัญชาการรบพุ่งได้ราชสมบัติถวาย เปนพระมหาอุปราช ทั้งให้เปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณ เพราะไว้วางพระราชหฤทัย ข้างฝ่ายพระมหาอุปราชก็จงรักภักดี มิได้รังเกียจกันในระวาง ๒ พระองค์นั้น การเหล่านี้ล้วนเกิดด้วยเจตนาดี
แต่ไปมีผลร้ายเมื่อภายหลัง เริ่มด้วยพวกลูกยาเธอของพระเจ้ามินดงคิดเห็นว่าถ้าสิ้นพระเจ้ามินดงเมื่อใด พระมหาอุปราชได้เปนพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย “วังหลวง” ก็คงสิ้นวาสนาด้วยอำนาจและการสืบสันตติวงศ์จะไปตกอยู่ใน “พวกวังหน้า” เพราะมีความรังเกียจเช่นนั้น พวกเจ้านายลูกยาเธอของพระเจ้ามินดงจึงไม่ชอบพระมหาอุปราชโดยมาก อยู่มาถึง พ.ศ. ๒๔๐๙ เจ้าเมงกูนลูกเธอชั้นใหญ่ของพระเจ้ามินดงองค์หนึ่งถูกกล่าวโทษว่าประพฤติชั่วร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง พระมหาอุปราชจะ
พิจารณา เจ้าเมงกูนรู้ตัวว่าคงต้องถูกลงโทษหนัก จึงปราร์ถนาจะกำจัดพระมหาอุปราชเพื่อป้องกันภัยของตนเอง แต่เห็นว่าถ้าทำร้ายพระมหาอุปราชพระเจ้ามินดงคงลงโทษถึงสิ้นชีวิต ก็เลยคิดจะกำจัดพระเจ้ามินดงชิงเอาราชสมบัติเสียด้วยทีเดียว เจ้าเมงกูนจึงเปนขบถดังเล่ามาแล้วในตอนที่ ๔ เมื่อพระมหาอุปราชถูกพวกขบถปลงพระชนม์แล้ว ปัญหาว่าใครจะเปนรัชชทายาทก็เกิดขึ้น ถ้าหากพระเจ้ามินดงมีเจ้าฟ้าลูกยาเธอก็จะไม่ลำบากอย่างใด แต่เผอิญพระอัครมเหษีเปนหมันไม่มีราชโอรสธิดา
พระนางอเลนันดอมเหษีรองลงมาก็มีแต่ราชธิดา หามีเจ้าฟ้าชายที่จะเปนรัชชทายาทไม่ มีแต่พระองค์เจ้าลูกยาเธอเกิดด้วยนักสนม แต่มีถึง ๓๐ องค์ล้วนมีสิทธิเสมอกัน จึงเกิดลำบากในการตั้งรัชชทายาท เรื่องนี้มีจดหมายเหตุอังกฤษว่าเมื่อนายร้อยเอกสะเลเดน (ซึ่งภายหลังได้เปน นายพันเอก และเปนเซอรเอดวาร์ด สะเลเดน) เปนทูต (Agent) อังกฤษที่อยู่เมืองมัณฑเล พระเจ้ามินดงทรงชอบอัชฌาศัย ได้เคยทูลตักเตือนว่าลูกเธอมีมากด้วยกันควรจะทรงตั้งพระองค์ใดองค์หนึ่งเปนมหาอุปราชเสียให้
ปรากฎ มิฉะนั้นหากสิ้นพระองค์ลงจะเกิดรบพุ่งชิงราชสมบัติกัน พระเจ้ามินดงตรัสตอบว่าเปนการยากอยู่ เพราะใครได้เปนมหาอุปราช ก็คงถูกพี่น้องคิดกำจัดไม่รอดอยู่ได้ ตั้งใครก็เหมือนวางบทประหารชีวิตคนนั้น จึงยังมิรู้ที่จะทำอย่างไร ความส่อให้เห็นว่าพระเจ้ามินดงท้อพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ครั้งเจ้าเมงกูนเปนขบถ สิ้นหวังว่าสายโลหิตจะกีดกันมิให้ฆ่าฟันกันได้ แต่มีเค้าเงื่อน (ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า) ว่าพระเจ้ามินดงได้หมายลูกเธอที่จะเปนรัชชทายาทไว้ ๓ องค์ คือ เจ้าตอนเช ซึ่งเปนลูกยา
เธอพระองค์ใหญ่และเปนลูกเขยพระมหาอุปราชด้วยองค์ ๑ เจ้าเมฆระ (บิดาเจ้าผิว) ซึ่งเปนคนกล้าหาญและมีความชอบเมื่อครั้งปราบขบถองค์ ๑ เจ้านยองยาน ซึ่งเปนนักเรียนมีความรู้มากและอัชฌาศัยสุภาพถูกพระราชหฤทัยองค์ ๑ แต่ยังขัดข้องด้วยเหตุดังตรัสแก่นายร้อยเอกสะเลเดนจึงรอหาโอกาสที่จะตั้งองค์ใดองค์หนึ่งได้โดยเรียบร้อย ตำแหน่งรัชชทายาทก็เลยว่างอยู่ กลายเปนปัจจัยให้ร้ายแก่เมืองพะม่าอย่างหนึ่ง
ถึง พ.ศ. ๒๔๑๙ (ก่อนพระเจ้ามินดงสวรรคต ๒ ปี) พระอัครมเหษีสิ้นพระชนม์ เหตุอันนี้ก็เปนปัจจัยให้ร้ายต่อไปถึงบ้านเมืองอีกอย่างหนึ่ง ด้วยประเพณีในราชสำนักเมืองพะม่าภรรยาข้าราชการย่อมเข้าเฝ้าแหนพระอัครมเหษีเหมือนสามีเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน มีโอกาสที่ภรรยาข้าราชการจะทูลกิจสุขทุกข์ของตน ตลอดไปจนถึงของสามีให้พระอัครมเหษีทรงทราบ พระอัครมเหษีมักนำความทูลแถลงแก่พระเจ้าแผ่น
ดิน ให้เปนคุณความดีแก่คนเหล่านั้นได้ การที่ทูลพระอัครมเหษีจึงเปนทางอันหนึ่ง ซึ่งพวกข้าราชการจะขอพระราชานุเคราะห์ ก็พระนางเสกขรเทวีอัครมเหษีนั้น พระอัธยาศัยโอบอ้อมอารีย์เปนที่นับถือของคนทั้งหลายทั่วไป นิสัยผิดกันกับพระนางอเลนันดอมเหษีรอง ซึ่งทรงคุณฉะเพาะภักดีในการอุปฐาก แต่มีนิสสัยก้าวร้าวร้ายกาจไม่มีนางในใครชอบ เล่ากันว่าพระนางอเลนันดอได้อุปนิสสัยมาแต่มารดา ซึ่งเดิมเปนคนขายของอยู่ในตลาด พระเจ้าพาคยีดอได้ไปเปนนางห้ามแต่เมื่อยังเปนหลานเธอ
แล้วเลยรักใคร่ลุ่มหลงถึงตั้งให้เปนอัครมเหษีเมื่อได้เสวยราชย์ แล้วทำยุ่งต่างๆ เมื่อตอนปลายรัชชกาล จนพระเจ้าพาคยีดอถูกชิงราชสมบัติ และยังกล่าวกันต่อไปอีกว่าที่ราชินีสุปยาลัตร้ายกาจนั้น ก็เพราะได้อุปนิสสัยสืบไปจากพระนางอเลนันดอ และยังปลาดต่อมาที่มีราชธิดาองค์หนึ่งของราชินีสุปยาลัตได้สามีเปนเนติบัณฑิตอยู่ณเมืองเมาะลำเลิง Moulmein เมื่อฉันไปเมืองพะม่าพึ่งสิ้นชีพเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ว่ามีอุปนิสสัยก้าวร้าวร้ายกาจทำนองเดียวกันดูราวกับรับอุปนิสสัยสืบกันมาถึง ๔ ชั่วคน ดูน่าพิศวง
เมื่ออัครมเหษีสิ้นพระชนม์แล้ว เกิดกิตติศัพท์ว่าพระนางอเลนันดอจะได้เลื่อนขึ้นเปนที่อัครมเหษี พวกนางในก็พากันหวาดหวั่นใครมีโอกาสก็กระซิบทูลร้องทุกข์ต่อพระเจ้ามินดงว่าถ้าพระนางอเลนันดอได้เปนอัครมเหษี เห็นจะทนไม่ไหวถึงต้องทูลลาออก พระเจ้ามินดงก็นิ่งอยู่ ในไม่ช้าพระนางอเลนันดอก็ทูลขอเปนตำแหน่งอัครม
เหษี ด้วยอ้างว่าเปนเจ้าฟ้าเหมือนกันกับอัครมเหษีที่สิ้นพระชนม์ แต่พระเจ้ามินดงตรัสตอบว่าเมื่อพระอัครมเหษีจะสิ้นพระชนม์นั้น ได้ทูลขอมิให้ตั้งพระอัครมเหษีอีกได้ตรัสรับไว้ จึงเปนแต่เพิ่มยศพระนางอเลนันดอให้เปนนางพระยาช้างพังเผือก และพระราชทานเศวตฉัตรดังกล่าวมาแล้ว พระนางอเลนันดอไม่ได้เปนอัครมเหษีสมประสงค์ เมื่อทราบว่ามีพวกนางใน (คือจอมมารดาของเจ้าเมฆระที่เปนย่าของเจ้าผิว
เปนต้น) ได้ทูลทัดทาน ก็หมายหน้าอาฆาตคนเหล่านั้นมา ที่พระอัครมเหษีทูลห้ามพระเจ้ามินดงมิให้ตั้งอัครมเหษีใหม่ ก็เห็นจะเปนด้วยรังเกียจอุปนิสสัยของพระนางอเลนันดอ เกรงว่าจะทำให้เกิดขุ่นเข็นขึ้นในราชฐาน แต่ที่จริงก็ไม่ป้องกันความลำบากได้ เพราะพระนางอเลนันดอเปนมเหษีรองอยู่แล้ว เมื่อไม่มีองค์อัครมเหษี พระนางอเลนันดอเหลืออยู่องค์เดียวก็ได้เปนใหญ่ฝ่ายในราชฐานอยู่นั่นเอง ถึงไม่มีฐานะที่จะเสด็จออกรับภรรยาข้าราชการเฝ้าเหมือนองค์อัครมเหษี พวกข้าราชการเคยได้
ประโยชน์ด้วยให้ภรรยาเพททูลพระอัครมเหษีมาแต่ก่อน ก็หันไปประจบประแจงพระนางอเลนันดอขอให้ช่วยสงเคราะห์ แม้พวกเสนาบดีในหลุตดอที่เปนหัวหน้าข้าราชการก็พากันยำเกรง พระนางอเลนันดอจึงมีอำนาจขึ้นในระวาง ๒ ปีนั้น อาจจะเริ่มคิดถึงเรื่องสืบสันตติวงศ์แต่ในสมัยนี้ ด้วยรู้อยู่ว่าพวกนางในที่เกลียดชังมีมาก ถ้าหากลูกเธอของจอมมารดาคนใดที่เปนอริกันได้เปนพระเจ้าแผ่นดิน ก็คงจะเบียดเบียนให้เดือดร้อนมิรู้ว่าจะสักเพียงใด จึงแสวงหาพรรคพวกร่วมคิดป้องกันตัว
ได้ขุนนางชั้นมนตรี Atwinwun คนหนึ่งชื่อ “แตงดา” Taingda เปนที่ปรึกษามาแต่สมัยนั้น พระนางอเลนันดอจะรู้ตั้งแต่เมื่อใด ว่าเจ้าหญิงสุปยาลัตธิดารักใคร่ติดพันธ์กันอยู่กับเจ้าชายสีป่อ ข้อนี้ไม่ปรากฏ แต่เปนกรณีสำคัญอันหนึ่ง เจ้าชายสีป่อเปนลูกยาเธอชั้นผู้น้อย ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะเปนรัชชทายาทและไม่มีคุณวิเศษอย่างอื่น นอกจากไล่หนังสือได้เปนเปรียญเมื่อทรงผนวชเปนสามเณร ซ้ำจอมมารดาซึ่งเปนธิดาเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองหนึ่งก็ถูกกริ้วต้องเปนโทษ ไม่มีใครเปนผู้สนับสนุน เมื่อพระ
นางอเลนันดอทราบว่าเจ้าชายสีป่อรักใคร่กันกับธิดา ก็เห็นช่องที่จะป้องกันภัย ด้วยคิดอ่านให้เจ้าชายสีป่อได้ราชสมบัติ ธิดาได้เปนมเหษี ตัวก็คงได้เปนใหญ่อยู่ในวังต่อไป แต่ซ่อนความคิดนั้นไว้ แสดงกิริยาให้ปรากฎแต่ว่าไม่เอาใจใส่ในเรื่องรัชชทายาท เพราะตัวมีแต่ธิดา พระเจ้ามินดงก็ไม่ทรงระแวงสงสัย กรณีที่กล่าวมานี้ก็น่าพิสวง ถ้าหากเจ้าชายสีป่อมิได้ลอบรักกับเจ้าหญิงสุปยาลัต เหตุการณ์ภายหลังก็อาจจะเปนอย่างอื่น บางทีจะไม่ถึงเสียเมืองพะม่าก็เปนได้
ถึง พ.ศ. ๒๔๒๑ (ตรงสมัยรัชชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร) พระเจ้ามินดงพระชันษาได้ ๖๔ ปี ประชวรเปนบิดเมื่อเดือนสิงหาคมพอประชวรไม่สักกี่วันก็เกิดลือว่าพระเจ้ามินดงสวรรคต แต่พวกในวังปกปิดความไว้มิให้ใครรู้ ก็เกิดตื่นตกใจกันในพระนคร (น่าสันนิษฐานว่าลูกยาเธอบางองค์เห็นจะเตรียมอย่างหนึ่งอย่างใดด้วย) เสนาบดีจึง
ให้ทูลพระเจ้ามินดงให้ทรงทราบ ก็ทรงพระอุตสาหะให้ให้พะยุงพระองค์เสด็จออกท้องพระโรง ให้ข้าราชการเฝ้าเห็นพระองค์ เพื่อระงับความตื่นเต้นของชาวพระนคร แต่นั้นพระอาการก็ทรุดลงโดยลำดับ ถึงเดือนกันยายนผู้รักษาพยาบาลเห็นชัดว่าจะไม่คืนดีได้ พระนางอเลนันดอจึงเรียกพวกเสนาบดีประชุมในที่ระโหฐาน (เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน) บอกพระอาการของพระเจ้ามินดงให้ทราบ แล้วคงปรึกษากันต่อไปว่า
จะทำอย่างไรดีที่อย่าให้พวกลูกยาเธอรบพุ่งชิงราชสมบัติกัน และเห็นต้องกันว่าควรจะเอาเจ้านายผู้ชายเข้าไปคุมไว้เสียที่ในวัง จึงใช้อุบายให้คนไปทูลลูกยาเธอเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ว่าพระเจ้ามินดงประชวรตรัสสั่งให้หาลูกยาเธอเข้าไปเฝ้า ขณะนั้นจอมมารดาของเจ้านยองยานกับเจ้านยองโอ๊กรู้ระแคะระคายให้คนรีบไปทูลว่าอาจจะมีภัยอันตรายอย่าให้เข้าไป เจ้า ๒ องค์นั้นก็เลยหนีไปอาศัยซ่อนอยู่ในสถานทูตอังกฤษ แต่เจ้านายองค์อื่นพากันเข้าไปในวังตามรับสั่งก็ถูกจับ แต่เห็นจะยังจับไม่ได้
หมดทุกองค์ในวันที่ ๑๒ นั้น จึงปรากฎในจดหมายเหตุว่าต่อวันที่ ๑๔ จึงสั่งให้เอาเจ้านายไปจำขังรวมกันไว้ณสถานที่แห่งหนึ่งในเขตต์วังชั้นนอก ในตอนนี้เจ้าชายสีป่อก็ถูกจับและถูกจำด้วยกันกับเจ้านายพี่น้ององค์อื่นๆ จึงมีวินิจฉัยอีกอย่างหนึ่งว่าบางทีพระนางอเลนันดอจะเพิ่งรู้เรื่องเจ้าหญิงสุปยาลัตรักใคร่กับเจ้าชายสีป่อในตอนนี้ เพราะเจ้าหญิงสุปยาลัตทูลเพื่อป้องกันภัยเจ้าชายสีป่อก็เปนได้ แต่การที่จับและจำเจ้าชายสีป่อ อาจจะเปนกลอุบายของพระนางอเลนันดอเพื่อป้องกันภัย เพราะใน
เวลานั้นเจ้านายองค์อื่นๆ ยังมิได้อยู่ในเงื้อมมือ รู้เข้าเกรงจะทำร้ายเจ้าชายสีป่อก็เปนได้เหมือนกัน เมื่อแรกจับเจ้านายนั้น พวกจอมมารดาเห็นจะเข้าใจกันว่าพระเจ้ามินดงตรัสสั่งให้จับก็รอฟังอยู่ พอรู้แน่ว่าพระนางอเลนันดอเปนผู้สั่งให้จับ พวกจอมมารดาก็พากันฝ่าที่ห้ามเข้าไปในห้องประชวรเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ไปร้องไห้ทูลพระเจ้ามินดงให้ทรงทราบ พระเจ้ามินดงตกพระหฤทัยจนสามารถลุกขึ้นประทับได้ ตรัสเรียกอาลักษณ์เข้าไปให้เขียนพระราชโองการ สั่งให้ปล่อยเจ้านายลูกยาเธอเข้าไปเฝ้า
หมดทุกองค์ พระนางอเลนันดอกับพวกเสนาบดีไม่อาจขัดพระราชโองการ ก็ต้องถอดเครื่องเวรจำปล่อยให้เจ้านายเข้าไปเฝ้าตามรับสั่ง เมื่อพระเจ้ามินดงได้ทอดพระเนตรเห็นลูกเธอทุกองค์แล้ว ตรัสสั่งให้เจ้าเมฆระอยู่ฟังแทนเจ้านายพี่น้อง และดำรัสให้อาลักษณ์เขียนพระราชโองการอีกฉะบับหนึ่ง ทรงตั้งให้เจ้าตอนเชเปนผู้สำเร็จราชการ Regent ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ (เปรียบดังมณฑลพายัพ) ให้เจ้าเมฆระเปนผู้สำเร็จราชการครองหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงใต้ (เปรียบดังมณฑลจันทบุรี)
และให้เจ้านยองอานเปนผู้สำเร็จราชการครองหัวเมืองฝ่ายตะวันตกเฉียงใต้ (เปรียบดังมณฑลนครศรีธรรมราช) ให้มีอำนาจเปนอิสสระทั้ง ๓ องค์ เจ้านายที่เปนชั้นผู้น้อยรองลงมาใครจะสมัคอยู่กับเจ้าพี่องค์ไหนใน ๓ องค์นั้นก็ให้ไปอยู่ด้วยกัน แล้วตรัสสั่งพวกลูกเธอว่าเมื่อไปลาจอมมารดากับเจ้าพี่องค์หญิงแล้ว ให้พากันรีบออกจากเมืองมัณฑเลไปในวันนั้น พระราชทานเรือกำปั่นไฟให้เปนพาหนะพวกละลำ และทรงกำชับในที่สุด ว่าเมื่อออกไปครองเมืองแล้วถึงจะมีใครจะอ้างรับสั่งเรียกหา ถ้าไม่เห็น
ลายพระราชหัตถ์เปนสำคัญก็อย่าให้กลับเข้ามาในราชธานีเปนอันขาด ก็ในเวลานั้นพระนางอเลนันดออยู่พยาบาลได้ยินกระแสรับสั่งของพระเจ้ามินดงอย่างนั้นก็ตกใจ แต่จะได้ปรึกษาพวกเสนาบดีก่อน หรือจะคิดอ่านแต่กับขุนนางคนสนิทไม่ทราบชัด ปรากฎแต่ว่าเมื่อพวกลูกยาเธอเฝ้าแล้ว พากันไปหาจอมมารดาและเจ้าพี่น้องที่สวนซ้าย ในเวลากำลังรํ่าลากันอยู่นั้น มีพวกทหารกรูกันเข้าไปจับเจ้านายผู้ชายเอาไปจำขังอย่างเดิมทั้งหมด เว้นแต่เจ้าชายสีป่อนั้นหาจับไม่และครั้งนี้พระนางอเลนันดอไม่
ประมาทเหมือนหนหลัง ให้ทหารไปเที่ยวคุมนางในตามตำหนักนางในมิให้ใครขึ้นไปทูลร้องทุกข์ได้อีก ที่ในพระราชมณเฑียรก็มิให้มีใครอื่นนอกจากพวกของตนเข้าไปใกล้ที่ประทับพระเจ้ามินดง แล้วพระนางอเลนันดอไปปรึกษาเสนาบดีถึงพระราชโองการที่ตั้งให้เจ้า ๓ องค์ไปครองหัวเมือง ก็เห็นพร้อมกันว่าถ้าปล่อยให้ไปก็เสมือน “ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยปลาลงน้ำ” พระเจ้ามินดงสวรรคตลงเมื่อใดก็คงเกิดแย่งชิงราชสมบัติถึงรบพุ่งฆ่าฟันกันเปนศึกกลางเมือง จึงให้ปิดราชโองการนั้นซ่อน
เสีย ฝ่ายพระเจ้ามินดงสำคัญว่าพวกลูกยาเธอพ้นภัยได้แล้วก็สิ้นพระวิตก เล่ากันว่าในวันต่อมาออกพระโอษฐ์ปรารภว่า “ปานนี้จะไปถึงไหน” ล่วงมาอีกสองสามวันตรัสปรารภอีกว่า “ป่านนี้เห็นจะถึงบ้านเมืองแล้ว” ก็ไม่มีใครกล้าทูลความจริงให้ทรงทราบ ตรงนี้น่าคิดพิจารณาว่าพระเจ้ามินดงทรงพระดำริราโชบายอย่างใด จึงให้ลูกเธอไปครองเมืองเปนอิสสระแก่กัน ๓ ก๊กเช่นนั้น พิเคราะห์ดูจะเปนได้ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งประสงค์จะแยกให้อยู่เสียห่างไกลกัน เพื่อจะให้รบพุ่งกันยากขึ้น ถ้าหากพระองค์
สวรรคต ผู้คนในราชธานีนับถือองค์ไหนมากกว่าเพื่อน พร้อมกันถวายราชสมบัติแก่องค์นั้นก็จะได้กำลังป้องกันพระองค์ อีก ๒ องค์ก็จะได้ครองเมืองอย่างเปนประเทศราช ไม่จำเปนจะต้องแย่งชิงราชสมบัติกัน มิฉะนั้นอีกอย่างหนึ่งพระเจ้ามินดงยังเชื่อพระหฤทัยว่าจะหายประชวร ให้ลูกเธอแยกกันไปอยู่ตามหัวเมืองพอให้พ้นภัย เมื่อหายประชวรแล้วจึงจะคิดตั้งมหาอุปราชก็จะเปนได้ดอกกระมัง เมื่อจับเจ้านายหนหลังแล้วสามสี่วันพระนางอเลนันดอแนะนำให้เสนาบดีทำฎีกาเข้าชื่อกันทูลขอให้
ทรงตั้งเจ้าชายสีป่อเปนพระมหาอุปราชแล้วรับฎีกานั้นเข้าไปถวาย แต่พระเจ้ามินดงทรงนิ่งเสียไม่ตรัสสั่งประการใด ก็แต่เวลานั้นพระเจ้ามินดงประชวรพระอาการเพียบอยู่แล้วพระนางอเลนันดอจึงกล้าอ้างรับสั่งบอกเสนาบดีว่าพระเจ้ามินดงทรงเห็นชอบด้วย ก็ประกาศตั้งเจ้าชายสีป่อเปนพระมหาอุปราชก่อนพระเจ้ามินดงสวรรคตสัก ๗ วัน แต่รู้กันเพียงในราชฐานเท่านั้น ถึงวันที่ ๑ ตุลาคมพระเจ้ามินดงก็สวรรคต ทำพิธีอยู่ ๓ วันแล้วเชิญพระบรมศพแห่ไปบรรจุมณฑปที่สร้างขึ้นใหม่มีกระบวรแห่พระเจ้าสี
ป่อทรงยานมาศตามกระบวรแห่พระบรมศพไป คนทั้งหลายเห็นพระองค์จึงรู้ว่าพระเจ้าสีป่อได้รับรัชชทายาทเมื่อเสร็จการบรรจุพระบรมศพแล้ว พระนางอเลนันดอก็ให้ทำพิธีอภิเศกสมรสพระเจ้าสีป่อกับเจ้าหญิงสุปยาคยีและเจ้าหญิงสุปยาลัต ดังเล่ามาแล้วในตอนพรรณนาว่าด้วยราชมณเฑียรสถาน แต่การราชาภิเศกนั้น พิเคราะห์ตามจดหมายเหตุดูเหมือนจะทำพิธี “เฉลิมพระราชมณเฑียร” แทนคงเปนเพราะเจ้าหญิงสุปยาลัต ไม่ยอมให้เจ้าหญิงสุปยาคยีขึ้นนั่งร่วมราชอาสน์ในเวลาเสด็จออกมหา
สมาคมอย่างพระอัครมเหษี ทั้งยังเปนเวลาฉุกเฉินไม่กล้าเรียกพวกประเทศราชและผู้ว่าราชการหัวเมืองเข้าไปยังราชธานีก็เปนได้ รออยู่ถึง ๔ ปีจึงได้ทำพิธีราชาภิเศกและเลียบพระนครเต็มตำรา เมื่อคิดวินิจฉัยฉะเพาะส่วนพระองค์พระเจ้าสีป่อ เดิมก็มิได้อยู่ในฐานะและมิได้ขวนขวายหมายจะเปนพระเจ้าแผ่นดิน ที่ผูกสมัครรักใคร่เจ้าหญิงสุปยาลัตก็ประสงค์เพียงจะได้ไปเปนพระชายา เผอิญเคราะห์กรรมจูงขึ้นไปให้เปนพระเจ้าแผ่นดิน ข้อนี้ดูก็น่าพิสวงเหมือนกัน
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย