27 มี.ค. เวลา 10:57 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Ca$ino - Baby Keem >>> เกิดจากบ่อน

“คุณจะเกลียดหรือรักอัลบั้มนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับผมเลยคือ คุณไม่ได้อะไรเลยจากการฟังอัลบั้มนี้”
“ผมตั้งชื่ออัลบั้มว่า Ca$ino ก็เพราะว่ามันคือหลักแหล่งที่ผมผ่านอะไรมามากมายพอสมควร มันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ผมเคยรู้สึกอับอายที่จะพูดถึงมัน แล้วมุมมองผมก็เปลี่ยนไปว่า มันไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะพูดออกไปนี่หว่า มันเป็นการปลุกพลังด้วยซ้ำ ผมแทบไม่เปลี่ยนเรื่องราวใดๆเลย อัลบั้มนี้สำหรับเด็กที่กำลังเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ”
-ความรู้สึกแรกที่ได้ฟังผลงานชุดที่ 2 แว๊บอยู่ในหัวผมเลยคือ แม่งเจ๋งกว่าชุดแรก The Melodic Blue ที่ตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นการรวบรวมเพลงเก่าที่เคยปล่อยไปและยังลองผิดลองถูกในบางเหลี่ยมมุมอยู่ แต่ก็แอบสงสัยว่า ทำไมต้องตั้งชื่ออัลบั้มว่า Ca$ino ด้วยวะ? ทั้งๆที่คอนเทนท์ในอัลบั้มออกแนวบ้านแตกสาแหรกขาดซะขนาดนั้นสวนทางกับความลักชูของชื่ออัลบั้มสิ้นดี
-ด้วยความสับสนการสื่อความของชื่ออัลบั้มนี้เองได้กลายเป็นความรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ทำให้ผมยังไม่เข้าใจว่ามันโยงกับบ่อนคาสิโนได้ไง แถมหน้าปกอัลบั้ม Hykeem ในวัยเด็กยิ่งเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องเอาเสียเลย
-ถ้าถามผมว่า ทำไมต้อง Ca$ino มันก็พอโยงถึงภูมิหลังของ Hykeem ได้อยู่ครับ ชีวิตในวัยเด็กของ Hykeem ที่ต้องย้ายบ้านจาก Long Beach ไปยัง Las Vegas ซึ่ง Vegas ก็เป็นเมืองแห่งคาสิโนและมีสมญานามเป็นเมืองแห่งคนบาปอยู่แล้ว แทนที่การหนีมาจาก Long Beach จะช่วยลืมตาอ้าปากในเมืองแห่งแสงสีนี้ได้ ก็ดันเจออุปสรรคปัญหาภายในครอบครัวอีก
คนเป็นแม่อย่าง Janice ก็มีปัญหาติดยาและเหล้าอย่างหนัก ลุง Andre ก็ติดยาหนักเช่นกัน ถึงขั้นเผลอใช้ความรุนแรงต่อ Hykeem ยายที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งให้ Hykeem มากที่สุดเพราะคอยสอนหนังสือให้ แต่ดันพลาดผีพนันเข้าสิงจนสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านจนโดนยึดและถูกจำคุกอยู่ช่วงนึง นั่นจึงทำให้ครอบครัวของ Hykeem ที่ขออาศัยบ้านยายอยู่ด้วยต้องถูกถีบออกกลายเป็นคนไร้บ้านในช่วงนึง
-การได้ดูสารคดีสั้น Booman จากฟุตเทจที่ป้า Connie ได้ถ่ายเก็บไว้นี้เองก็ทำให้ผมพอเข้าใจได้บ้างว่า ทำไมต้อง Ca$ino อย่างมากสุดเลยคือการวิเคราะห์ได้ว่า ทำไมถึงเลือกใช้รูปสมัยเด็กเป็นภาพปกอัลบั้ม (ไม่ใช่บ่อนที่ไหนซักแห่งในเวกัส) มันเป็นการสื่อตีมความวัยเยาว์ที่ผ่านความระทมของปัญหาครอบครัวยากจนได้ชัดที่สุด การขยายโลโก้ขาวดำ Explicit Content แบบเบิ้มๆที่ตกขอบอย่างไม่เป็นระเบียบ กลับสร้างพลังเรียกร้องความสนใจได้อย่างแปลกประหลาด
-ภาคโปรดักชั่นบีท เมโลดี้ และทริคการแซมเปิ้ลคือตัวชูโรงที่แข็งแรงสุดๆในแบบที่ไม่แปลกใจแล้วว่า ทำไม Kendrick ผู้เป็นญาติคนพี่ถึงไว้ใจไม่ใช่แค่เห็นแก่ญาติทางสายเลือด แต่เป็นเพราะแพทเทิร์นจังหวะจะโคนที่แม่นยำขึ้น การสั่งสมประสบการณ์โปรดิวซ์เซอร์ที่ได้เปรียบพอที่จะปรุงออกมาได้น่าฟังอย่างตลอดรอดฝั่ง
-สังเกตได้ตั้งแต่การเลือกเพลงเปิดและปิดอัลบั้ม แทร็คเปิดอัลบั้ม No Security ที่เกริ่นปมปัญหาครอบครัว ความเปราะบางที่เพิ่งสูญเสียยายเมื่อปีก่อน และสภาพสังคมสำมะเลเทเมาที่เขาโตมาที่การันตีความปลอดภัยไม่ได้เลย แทนที่จะเอาความดาร์คหลอนๆเข้าข่ม แต่เขาอยากนวดเราด้วยโซลกรึ่มๆจากการ reverb แซมเปิ้ล You Can Have Me ของ Natalie Bergman ให้คนรู้สึกค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นมิตร
และการปิดท้ายด้วย No Blame ที่เน้นความเยือกเย็นด้วยแซมเปิ้ล I Never Learnt To Share ของ James Blake ที่เพิ่มความเป็นส่วนตัวเข้าไปอีก (***ทดเพลงนี้ไว้ก่อน เดี๋ยวจะกลับมาขยายความต่อ) แค่การเลือกเพลงเปิดและปิดอัลบั้มก็ทำให้เรารู้เลยว่า Hykeem เข้าใจวิธีการเปิดปมและขมวดปมสิ่งที่อัลบั้มต้องการจะสื่อยังไงให้ make sense และที่น่าสังเกตอีกอย่างคือชื่อเพลงนำหน้าด้วยคำว่า No ทั้งคู่
-สิ่งผมตกผลึกถึงความเจ๋งได้อีกอย่างคือ มันเป็นอัลบั้มแร็ปเพื่อชีวิตที่ทั้ง New School และติดความ modern พอสมควร แค่ไตเติ้ลแทร็ค Ca$ino ก็ชนะเลิศในความกระโชกโฮกฮากที่โหม electronic beat ได้อย่างเข้มข้นจนน่า hype อย่างอะดรีนาลีนหลั่ง และยังสามารถแวะไปเรื่องส่วนตัวอย่างมีต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เรารู้ว่า Hykeem มีอะไรเป็นแรงขับให้กล้าได้กล้าเสียที่จะถีบตัวเองออกมาจากความยากจน เป็นไปได้ว่าการตั้งชื่ออัลบั้ม Ca$ino เพื่อต้องการสื่อถึงครอบครัวที่ถูกสูบเลือดสูบเนื้อจากการพนันนั่นเอง
-House Money ก็เป็นอีกตัวอย่างความสนุกระดับ party anthem ที่ใกล้เคียงกับไตเติ้ลแทร็ค หยิบแซมเปิ้ลเพลง You Know the Feeling ของ Steve Wightman มาบิดและ distort อย่างสนุกมือ พร้อม Kendrick Lamar ที่มาในฐานะ cameo เสริมท่อนฮุก act tough มากขึ้น
-ด้วยความที่มีศักดิ์เป็นญาติของ Kendrick นี้เอง มันก็อดไม่ได้ที่จะถูกคาดหวังและสบประมาทว่า ดังได้เพราะ Kendrick และไม่เห็นจะ lyricist เท่าญาติคนพี่ เราก็เลยได้เห็นการติดป้ายไม้กันหมาด้วยเพลง I am not lyricist ที่ถือว่าเป็น centerpiece ของอัลบั้มนี้ไปในตัวด้วย เพราะ Hykeem ได้เจาะลึกภูมิหลังความวุ่นวายภายในครอบครัวให้เห็นภาพมากขึ้น
ตั้งแต่ยายติดคุก เหล่าญาติขี้เมาและคนแปลกหน้าก็เข้ามาวุ่นวายมากขึ้น ยิ่งในช่วงวัยเด็กแทบจำความไม่ได้เลยว่า ใครฝากเลี้ยงใครกันแน่ อีกทั้งอิทธิพล boom bap ของ Outkast แทรกซึมในเพลงนี้สุดๆเลยครับ ยิ่งน้ำเสียงของ Hykeem ตอนพูดปกติและแร็ปในเพลงนี้ดันคล้ายกับน้า André 3000 ตำนานสาย lyricist แถมชื่อลุงของ Hykeem ก็ดันเป็นชื่อ Andre อีกต่างหาก
-ไม่ใช่แค่ I am not lyricist ที่บอกสิ่งที่ตัวเองโตมาอย่างหมดเปลือกและถ่อมตัวแล้ว ยังมีเพลง Highway 95 Pt.2 ที่กล่าวถึงการตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพราะความยากจนและโดนลุง Andre ทุบตีบ่อยครั้ง กลายเป็นความเคว้งที่ขอลองผิดลองถูกโดยลำพัง
-ยังมีเพลง Circus Circus Free$tyle ที่ดูเหมือน swag เล่นๆ แต่ก็ยังโยงถึงปมบ้านแตกสาแหรกขาดที่ผลักให้เขามาถึงจุดที่เป็นอยู่นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น การเป็นคนไร้บ้าน โดนไล่ที่เพราะยายไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า โดนลุงขโมย XBOX แล้วเอาเงินไปซื้อยาแก้เสี้ยนต่อ และการสูญเสียยายที่ทำให้ Hykeem เสียศูนย์จนเป็นเหตุผลให้หายสงสัยว่า ทำไมเขาหายไปจากวงการเพลงนานกว่าปกติ
-การสวมหมวกเป็นโปรดิวซ์เซอร์อีกหนึ่งใบนี้เองก็ทำให้เราได้เห็นความอยากทดลองฉีกตัวเองจากเลนฮิปฮอปไปสู่เลน Pop Rap ที่น่าจะเรียกแขกคนฟังขาจรได้มากพอสมควร Birds & the Bees ที่มีการบิดแซมเปิ้ลเพลง Honey Honey ของ Feist ให้ออกมาได้ขี้เล่นจั๊กจี้ $ex Appeal ที่ยังคงคารวะ West Coast Hip hop ดั้งเดิมทั้งบีทสุ้มเสียงและแขกรับเชิญรุ่นเก๋าอย่าง Too $hort มาร่วมแจมเพิ่มความกรุ่น เหล่านี้ถือเป็นเพลงตัดเบรคความขมขื่นไม่ให้รู้สึกถึงความตึงจนเกินไป
-Good Flirts เป็น Pop/R&B ที่เข้าคุณสมบัติเพลงฮิตติดลมบนได้เกือบทุกประการ catchy แบบ mid-tempo ที่ไม่ต้องใช้พลังเยอะ เป็นการตัดพ้อที่เรามักจะหึงและไม่ชอบเวลาที่สาวของเราไปเต๊าะชายอื่น และการได้ Kendrick มาเป็นตัวเรียกแขกมี verse สุดชิวล์โดยที่ปล่อยจอย 100 เปอร์เซนต์ แอบมีการ interpolate เพลง The Light ของ Common และเป็นความบังเอิญที่ดันมาในช่วงไล่เลี่ยกับ I Love Her Again ของ J. Cole ที่มีการ interpolate เพลงเดียวกัน
-มันจะมีอยู่เพลงที่เป็นลูกผีลูกคนอย่าง Dramatic Girl ที่เรียกได้ว่าป็อปจนออกทะเลเลยก็ว่าได้ ผมขอย้ำอีกรอบว่า ผมไม่ได้เกลียดป็อปนะครับ แต่การที่อัลบั้มนึงปูทางด้วยมู้ดแอนด์โทนที่อุดมไปด้วยปมส่วนตัวที่จริงจัง พอมีเพลงไหนที่มาโทนดี๊ด๊าสว่างไปเลย มันก็อดที่จะเสียดายความเป๋ในระหว่างทางนี้ไม่ได้เสียจริง Dramatic Girl คือตัวอย่างที่หลุดโทนยิ่งกว่า Good Flirts แค่เป็นเพลงที่…อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า Hykeem มีเซนส์ป็อปมากพอสมควร เหมือนที่เขาเคยทำในเพลง 16 ที่เรียกยอดจากกลไก algorithm ได้เพียบ
-สำหรับเพลงปิดท้าย No Blame ที่สามารถเข้านิยามที่ Hykeem ต้องการจะสื่อว่า นี่คืออัลบั้มสำหรับเด็กที่กำลังเดินกลับบ้านอย่างช้าๆด้วยประการเช่นนี้ จากการตีความส่วนตัว เราได้เดินทางไปพร้อมๆกับ Hykeem ที่แพ็คปมส่วนตัวไว้เต็มกระเป๋าแล้วออกเดินทางผ่านบ่อนคาสิโน สตูดิโอทำเพลง เวทีโชว์เพลง
รวมๆระยะเวลาที่หนีออกจากบ้านก็นานพอสมควรที่จะกลับบ้านด้วยความรู้สึกผิดที่ถูกยัดจนล้นกระเป๋าเช่นกันกับการที่ Hykeem เคยโทษแม่ที่ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่น และเคยคิดฝังใจว่าแม่ไม่อยากให้เขาเกิด เมื่อเขามองย้อนไปถึงสิ่งที่แม่เจอ โดนผัวทิ้งต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ด้วยความเคว้งนี่เองทำให้เธอจมอยู่กับวังวนยาเสพติดจนเป็นซึมเศร้านานพอสมควร มันคงไม่มีอะไรไปมากกว่าการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเพื่อประสานรอยร้าวไปพร้อมๆกัน
-มันเคยมีข่าวลือเกี่ยวกับชื่ออัลบั้มดั้งเดิมก่อนที่จะเคาะเป็น Ca$ino ก็คือ Child With Wolves ทาง Hykeem ก็ยืนยันแล้วว่า ทั้งสองงานนี้แยกเป็นเอกเทศต่างหาก ไม่ได้แปลว่ามีการเปลี่ยนชื่อใหม่แต่อย่างใด Ca$ino ก็คืองานเรียกแขกเน้นตกคนฟังดีๆนี่เอง
-ในขณะเดียวกัน Hykeem ยังคงสนุกกับการทดลอง ซึ่งก็สอดคล้องกับเจตจำนงของ Hykeem ที่อยากทำเพลงที่ว่าด้วยปมส่วนตัวให้เข้าถึงง่ายในขั้นต้นก่อน มันก็มีความเป็นไปได้ว่า Child With Wolves มันจะมีความ Side B ที่ขอกั๊กไว้ก่อนเพื่อขยี้ปมส่วนตัวข้นคลั่กกว่านี้
-แน่นอนครับว่า Ca$ino ไม่ใช่งานสมบูรณ์แบบดุจกวีที่ล้ำลึก ผมแอบบรู้สึกเลยด้วยซ้ำว่า มันคืองานของคนที่กำลังปลุกปั้นค้นหาอัตลักษณ์บางอย่างเพื่อให้อยู่กับร่องกับรอยมากกว่านี้ ซึ่ง ณ จุดนี้มันก็ชัดเจนดีพอแล้วว่า หากจะเปรียบเทียบ Hykeem กับญาติคนพี่ Kendrick คงเป็นอะไรที่สูญเปล่าและไม่น่าจะเปรียบเทียบได้เลยด้วยซ้ำ
-แต่สิ่งที่ผมมั่นใจมากๆเลยคือ Hykeem เริ่มมีเลนเป็นของตัวเอง ไม่พึ่งใบบุญญาติคนพี่ และดูท่าทางจะมีความเนิร์ดนักประดิษฐ์ที่รังสรรค์ความแตกต่างให้วงการฮิปฮอปเป็นแน่นแท้ เหนือสิ่งอื่นใด การเป็นเด็กที่มีปัญหาทางบ้านอย่างหนักสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยฮิปฮอปที่ญาติของเขาแร็ปใส่และเปิดให้ฟังจนปลุกไฟบางอย่างให้เริ่มลงมือทำ
Hip Hop saved his life for real.
Top Tracks: No Security, Ca$ino, Birds & the Bees, Good Flirts, House Money, I am not lyricist, Highway 95 Pt.2, No Blame
Give 7.5/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา