28 มี.ค. เวลา 10:04 • สุขภาพ

“ผอ.รพ.อุ้มผาง” วิกฤตการเงิน+พลังงาน หนักสุดรอบ 35 ปี

สถานการณ์วิกฤตพลังงาน จากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบไปทั่ว โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และเร็วๆนี้คาดว่าจะมีการปรับราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคอีก รวมไปถึงระบบสาธารณสุขได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่ว่าจะระบบไฟฟ้า น้ำมันรถพยาบาล ราคายา ค้างหนี้ยา ค้างค่าตอบแทน เงินเดือนบุคลากร
2
ล่าสุด “โรงพยาบาลอุ้มผาง” โรงพยาบาลชุมชนชายแดน รับผลกระทบนี้เช่นกัน ยืนยันจาก “นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ให้สัมภาษณ์พิเศษ วารุณี สิทธิรังสรรค์ ผู้สื่อข่าว Hfocus ถึงผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ว่า
1
รพ.อุ้มผาง วิกฤตการเงินมาตลอดหลายสิบปี แต่ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 เป็นต้นมา เรียกว่า “วิกฤตที่สุด” ตั้งแต่ตนทำงานมา 35 ปี ไม่ว่าจะเป็นเงินจัดสรร เงินต่างๆ ลดลงหมด ยิ่งเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากสงครามยิ่งรับผลกระทบหนักชนิดไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร รพ.ได้แล้วในเดือน เม.ย.2569 นี้ ส่วนการบริหารจัดการต่างๆ จากเงินที่มีอยู่คาดว่า จะบริหารได้ไม่น่าเกิน 6 เดือนจากนี้
“เดือนม.ค.ที่ผ่านมา ผมไปยืมเงิน รพ.แม่สอดมา 5 ล้านบาท และสสจ.แม่สอดให้มาอีก 3 ล้านบาท เพื่อจ่ายค่าตอบแทนสิ้นเดือนม.ค.ได้ ซึ่งค่าตอบแทนบุคลากร เป็นเงินถึง 70% ของรพ.อุ้มผาง เพราะรพ.ไม่มีข้าราชการมาก อย่างเมื่อวาน(27 มี.ค.) จ่ายค่าตอบแทนของเดือนมี.ค.ไปแล้ว ตอนนี้เงินบำรุงที่เหลืออยู่ไม่ถึง 3 ล้านบาทหากเข้าเดือนเม.ย. หมายว่า จะไม่มีเงินมาจ่ายบุคลากร” นพ.วรวิทย์ กล่าว
1
นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายที่ รพ.ต้องจ่ายมีทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าน้ำมัน ค่าออกซิเจน และอีกหลายอย่างเฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีเงินอยู่ 3 ล้านบาท จะพออย่างไร
อย่างค่ายา บริหารเป็นกองทุน ได้รับความเมตตาจากผู้บริจาคที่บริจาคเงินเข้ามาในกองทุน เราทำเป็นกองทุนซื้อยา และรพ.ยังขอรับบริจาคยาเข้ามา แต่ละเดือนได้ประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งเงินบริจาคค่ายา เราเอามาจ่ายตามวัตถุประสงค์ คือ ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าแลปต่างๆ ส่วนอาหารคนไข้ ก็ขอความเมตตารับบริจาคเช่นกัน
รพ.อุ้มผาง มีประชากรจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง(UC) จำนวน 28,000 คน แต่ที่ต้องดูแลในอำเภออุ้มผางฝั่งไทย 83,000 คน และเขตนอกฝั่งไทย คือ เมียนมาอีกราว 29,000 คน ซึ่งชาวบ้านเป็นคนยากจน มีโรคระบาด หากเราไม่รักษาก็แพร่เชื้อมาคนไทย หลายคนเคยบอกว่า จะไปรักษาคนที่ไม่มีสัญชาติไทยทำไม
ตนเข้าใจมุมมองหลากหลาย แต่ถามว่า คนที่อยู่หน้างาน หมอหน้างาน เราจะปล่อยให้คนไข้เจ็บป่วย เสียชีวิตต่อหน้าเราได้จริงหรือ ที่สำคัญโรคระบาดติดทุกคน ไม่ได้กำหนดว่าจะติดแค่คนไม่มีสัญชาติไทย ติดได้ทุกสัญชาติ อย่างวัณโรคดื้อยา หากปล่อยไปมาติดคนไทย ก็จะแพร่กระจายทั่ว หรือมาลาเรีย โรคเหล่านี้อันตรายหมด ที่สำคัญขณะนี้ รพ.อุ้มผาง มีศูนย์อพยพมาเพิ่มด้วย
“ ที่ผ่านมาได้รับการช่วยเหลือจากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขตลอด แต่ครั้งนี้ต้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพราะบางอย่างเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของผอ.รพ. อย่างทุกวันนี้ก็พยายามให้ถึงที่สุด อย่างน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งในอุ้มผาง ไม่ได้รับผลกระทบราคาน้ำมันแพง แต่ผลกระทบคือ ไม่มีน้ำมันกรอกถังแล้ว”
“ ขณะนี้ รพ.ต้องตีรถไปไกลๆ เพื่อเติมน้ำมันกรอกถัง มาเติมเครื่องปั่นไฟ เพราะอุ้มผาง อยู่พื้นที่ชายแดน ห่างไกล ไฟฟ้าดับบ่อย อย่างหากไฟดับ 1 ชั่วโมง เราต้องมีเครื่องปั่นไฟไว้ใช้ เพราะรพ. จะขาดไฟฟ้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบไปหมด ห้อง ICU ห้องผ่าตัด จะได้รับผลกระทบหมด คนไข้ที่เราต้องช่วยชีวิตจะทำอย่างไร ถ้าไม่มีไฟฟ้า ตอนนี้ก็ต้องสำรองเท่าที่ปั๊มจะยอมให้ได้” นพ.วรวิทย์ กล่าว
ปัจจุบันมีเสาไฟฟ้าแล้ว จากเดิมไฟฟ้าดับวันละ 50-60 ครั้ง เป็นไฟฟ้าดับวันละ 20 ครั้ง ซึ่งดีกว่าเดิม ดังนั้น เมื่อประเทศเผชิญวิกฤตอะไร รพ.อุ้มผางจะโดนก่อน เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้พร้อม อย่างไฟฟ้า น้ำประปา ก็ต้องผลิตเอง ดูดน้ำบาดาลในรพ.
นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า อยากให้มีการปรับระบบทั้งการเงิน การบริหารจัดการดูแลงบประมาณ อย่างเงินดูแลรักษาผู้ไม่มีสถานะทางสิทธิ หรือไม่มีสัญชาติไทย หากมีเงินตรงนี้มาช่วยบ้าง ก็จะบรรเทาภาระ รพ. เพราะเราไม่สามารถเห็นคนเจ็บป่วยตายต่อหน้าเราได้ เราเป็นหมอก็ต้องรักษา
รวมถึงระยะสั้นนี้ขอมีมาตรการหรือแนวทางใดเข้าช่วย เพื่อประคับประคองรพ. และหากเป็นไปได้ ขอให้สธ. และรัฐบาลจัดแผนเกี่ยวกับผลกระทบรพ. แต่ละระดับ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเพิ่มขึ้น เพราะ รพ.อุ้มผาง เป็นที่แรกที่เห็นชัด แต่หากไม่มีมาตรการใดๆ จะขยายวงกว้างแน่นอน
คงต้องรอดูว่ารัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข จะช่วยเหลืออย่างไร...
โฆษณา