29 มี.ค. เวลา 04:59 • ประวัติศาสตร์

ตอนที่ 323 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : ชะตากรรม "หกขุนพล" พระเจ้าตาก

ในปี พ.ศ. 2309 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตัดสินพระทัยตีฝ่าวงล้อมพม่า (อังวะ) ออกจากกรุงศรีอยุธยา (วัดพิชัย) มุ่งหน้าไปหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ในคราวนี้มีทหารไทยจีนติดตามไปประมาณ 1,000 เศษ แต่ปรากฏชื่อนายทหารเพียง "หกขุนพล" เท่านั้น ได้แก่ พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา หลวงราชเสนา ขุนอภัยภักดี และหมื่นราชเสน่หา ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)" เอาไว้ว่า
"จึงชุมนุมพรรคพวกพลทหารไทยจีนประมาณ 1,000 เศษ สรรพด้วยเครื่องสาตราอาวุธต่างๆ แลประกอบด้วยทหารผู้ใหญ่นั้น พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา หลวงราชเสนา ขุนอภัยภักดี หมื่นราชเสน่หา แล้วยกออกไปตั้ง ณ วัดพิชัยอันเป็นที่มงคลมหาสถาน" (1 : 35)
พระราชพงศาวดารบางฉบับให้ข้อมูลต่างกันเล็กน้อย โดยบันทึกนายทหารมีชื่อที่ติดตามไว้เพียง 5 ท่านเท่านั้น รวมถึงบันทึกชื่อนายทหารจาก "หลวงพิชัยราชา" เป็น "หลวงพิชัยอาษา" และ "หลวงราชเสนา" เป็น "หลวงราชเสน่หา" ส่วน "หมื่นราชเสน่หา" ไม่ถูกบันทึกเอาไว้ ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน" เอาไว้ว่า
"ฝ่ายพญากำแพงเพชซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณะ วัดพิไชย จึ่งชุมนุมพักพวกพลทหารไททหารจีนประมาณ 1000 สรับด้วยเครื่องสรรพาวุธ กับทังนายทหารผู้ใหญ่คือ พระเชียงเงิน 1 หลวงพรหมเสนา 1 หลวงพิไชยอาษา 1 หลวงราชเสน่หา 1 ขุนอไภยภักดี 1 เปน 5 นาย กับขุนหมื่นผู้น้อยอีกหลายคน จัดแจงกันคิดจะยกทับหนีไปทางตะวันออก" (2 : 354)
ในบรรดานายทหาร "หกขุนพล" ที่ติดตามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้งแต่ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากวัดพิชัย มีเพียงไม่กี่ท่านเท่านั้นที่สามารถระบุตัวตนและทราบชะตากรรมได้ในสมัยกรุงธนบุรี ดังต่อไปนี้
1. พระเชียงเงิน ได้เลื่อนเป็น "พระท้ายน้ำ" เมื่อคราวปราบผู้ต่อต้านเมืองระยอง (พ.ศ. 2309) และได้เลื่อนเป็น "พระยาสุโขทัย" หลังปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง (พ.ศ. 2313) ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"แล้วเสด็จด้วยทหารไทยจีนถือปืนคาบศิลา พระเชียงเงิน ท้ายน้ำ" (1 : 40)
"พระท้ายน้ำ รั้งเมืองสุโขทัย" (1 : 68)
พระเชียงเงินหรือพระยาสุโขทัย ได้รับราชการออกรบในสงครามหลายครั้ง เป็นนายทหารคนสนิทไม่กี่ท่านที่ได้รับพระราชทานความรู้ส่วนพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2319 เป็นอย่างช้าได้ถึงแก่อนิจกรรมและได้รับพระราชทานพระเมรุถวายเพลิงศพพร้อมกับพระยาพิชัยไอยสวรรค์ (เสนาบดีกรมท่า) และพระศพหม่อมเจ้าเสงอันเป็นพระบรมวงศานุวงศ์อีกท่านหนึ่ง ดังปรากฏใน "ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"พระยาจักรีรับสั่งใส่เกล้าฯ สั่งว่า จะได้พระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าเสง พระยาสุโขทัย พระยาพิไชยไอยสวรรย์ ณ วัดบางยี่เรือนอก" (3 : 30)
2. หลวงพิชัยราชา หรือ หลวงพิชัยอาษา ได้เลื่อนเป็น "พระพิชัย" ได้เป็นราชทูตไปเมืองพุทไธมาศ (พ.ศ. 2309) ต่อมาได้เลื่อนเป็น "พระยาพิชัย" ก่อนปราบชุมนุมสุกี้พระนายกอง (พ.ศ. 2310) จากนั้นได้เลื่อนเป็น "เจ้าพระยาพิชัยราชา" ก่อนปราบชุมนุมนครศรีธรรมราช (พ.ศ. 2312) และได้เลื่อนเป็น "เจ้าพระยาสวรรคโลก" (พ.ศ. 2313) หลังปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"พระพิชัยแลนายบุญมีไปถึงปากน้ำเมืองพุทไธมาศ จึงนำเอาศุภอักษรกับฉลองพระองค์อย่างฝรั่งขึ้นไปพระราชทานพระยาราชาเศรษฐี" (1 : 45)
"แลกองพระพิพิธ พระยาพิชัย เจ้าตั้งค่ายประชิด ณ วัดกลาง ห่างค่ายประมาณ 7 เส้นเศษ ด้วยพระเดชเดชานุภาพ ฝ่ายข้าศึกให้สยบสยองกลัวเป็นกำลัง ต่างคนต่างก็หนีออกจากค่ายพระนายกองสิ้น" (1 : 52)
"เจ้าพระยาพิชัยราชาแม่ทัพบก ยกทัพติดตามเจ้าเมืองนครไปเถิงเมืองเทพา" (1 : 62)
"เจ้าพระยาพิชัยราชา เป็นเจ้าพระยาสวรรคโลก" (1 : 68)
หลวงพิชัยราชา (หลวงพิชัยอาษา) หรือเจ้าพระยาสวรรคโลก เป็นขุนพลคู่พระทัยอีกท่านหนึ่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพในหลายสมรภูมิสงคราม มีหลักฐานไม่ร่วมสมัยระบุว่าได้ถูกประหารชีวิตด้วยกราบทูลขอเจ้าจอมปรางไปเป็นภรรยา แต่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยันว่าได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างช้าก่อนปี พ.ศ. 2319
ก่อนที่เหตุการณ์ขอเจ้าจอมปรางจะเกิดขึ้น โดยบันทึกใช้คำว่า "มฤดก" อันหมายถึงการเสียชีวิตโดยปกติ ซึ่งหากถูกประหารชีวิตจริง บันทึกต้องใช้คำว่า "ระบาทว์" อันหมายถึงการเสียชีวิตโดยพระราชอาญา ดังปรากฏใน "บัญชีช้างหลวงปีวอกอัฐศก" เอาไว้ว่า
"มีหนังสือพระยาอักษรวงศ์ เมืองสวรรคโลก บอกลงมาว่า ช้างมฤดกเจ้าพระยาสวรรคโลกซึ่งมอบพระยาอักษรวงศ์ไว้นั้นพะม่ายกกองมาตีเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย พะม่าตีไปได้" (1 : 168)
ดังนั้นหลวงพิชัยราชา (หลวงพิชัยอาษา) หรือเจ้าพระยาสวรรคโลก ได้ถึงแก่อสัญกรรมโดยปกติอย่างช้าก่อนปี พ.ศ. 2319 โดยสันนิษฐานว่าอาจชราภาพ เจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บจากสงคราม หาใช่ถูกประหารชีวิตเนื่องด้วยทูลขอเจ้าจอมปรางไปเป็นภรรยา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ในกรณีที่มีการกล่าวว่า "หลวงพิชัยอาษา" ต่อมาได้เป็น "พระยาพิชัยดาบหัก" มีหลักฐานขัดแย้งด้วยเป็น "ทหารจีน" ซึ่งต่างจากประวัติพระยาพิชัยดาบหักที่เป็น "ทหารไทย" โดยมีพื้นเพมาจากเมืองพิชัย (อุตรดิตถ์) ดังนั้นหลวงพิชัยอาษา หรือหลวงพิชัยราชา ยอดขุนพลที่ติดตามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในคราวนี้ จึงหมายถึง "เจ้าพระยาสวรรคโลก" ไม่ใช่ "พระยาพิชัยดาบหัก" ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"แลทหารจีนนั้น คือหลวงพิพิธ หลวงพิไชย" (2 : 360)
พระยาพิชัยดาบหัก มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง "นายทองดี" ที่ได้รบกับกองทัพพม่าที่ยกมาจากปากน้ำโจ้โล้ (พ.ศ. 2309) ซึ่งสอดคล้องกับประวัติพระยาพิชัยดาบหักที่มีชื่อเดิมว่า "จ้อย" และเปลี่ยนมาเป็น "ทองดี" ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"นายทองดี นายแสงทหารยกออกมารับล่อพะม่านอกปืนใหญ่น้อยซึ่งตั้งดาไว้ประมาณ 6-7 เส้น" (1 : 38)
3. หลวงพรหมเสนา ปรากฏชื่อหลังตีฝ่าวงล้อมพม่าเพียง 2 ครั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเท่านั้น ครั้งแรกเป็นผู้ควบคุมตัวพระระยองไปกักขังไว้ (พ.ศ. 2309) และครั้งสุดท้ายเมื่อคราวปราบผู้ต่อต้านเมืองระยอง (พ.ศ. 2309) พร้อมกับพระเชียงเงินและหลวงพิชัยราชา (หลวงพิชัยอาษา) ส่วนคำกล่าวที่ว่าได้เลื่อนเป็น "เจ้าพระยาอนุรักษ์ภูธร" เจ้าเมืองนครสวรรค์ ไม่มีหลักฐานใดช่วยยืนยันได้เลย จึงสันนิษฐานว่าหากไม่ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ก็น่าจะได้รับพระราชทานเลื่อนขึ้นในราชทินนามอื่น ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"ผู้รั้งเมืองระยองมิรับ ตรัสทราบพระญาณด้วยอาการกิริยา จึงตรัสสั่งให้หลวงพรหมเสนาคุมตัวจำไว้" (1 : 40)
"แล้วเสด็จด้วยทหารไทยจีนถือปืนคาบศิลา พระเชียงเงิน ท้ายน้ำ หลวงชำนาญไพรสณฑ์ หลวงพรหมเสนา นายบุญมี นายแสง ทหาร นายอยู่ ศรีสงคราม นายนาค ทหาร ทำมะรงอืม ทหารแลทหารจีนนั้นคือหลวงพิพิธ หลวงพิชัย..." (1 : 40)
4. หลวงราชเสนา (หลวงราชเสน่หา) ขุนอภัยภักดี และหมื่นราชเสน่หา ไม่ปรากฏชื่อในเอกสารใดเลย สันนิษฐานว่าหากไม่ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ก็น่าจะได้รับพระราชทานแต่งตั้งขึ้นในราชทินนามหรือตำแหน่งอื่น และรับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวที่ว่า "หลวงราชเสนา" หรือ "หลวงราชเสน่หา" ได้เลื่อนเป็น "เจ้าพระยาสุรสีห์" เจ้าเมืองพิษณุโลก คำกล่าวนี้มีหลักฐานขัดแย้งเนื่องด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์ได้เป็น "นายสุดจินดามหาดเล็ก" แล้วเลื่อนเป็น "พระมหามนตรี" เจ้ากรมพระตำรวจในขวา ดังนั้นคำกล่าวนี้จึงไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้เช่นกัน ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"แลนายสุดจินดามหาดเล็กนั้น หนีออกไปสำนักนิ์ ณะ เมืองชลบูรีย์ ครั้นรู้ข่าวว่าจ้าวตากออกไปตั้งอยู่ ณะ เมืองจันทบูร จึ่งพาพักพวกบ่าวไพร่เดิรบกออกไป เข้าพึ่งอยู่ด้วยจ้าวตากๆ ก็รับไว้ชุบเลี้ยงตั้งเปนพระมหามนตรี เหตุรู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อนกรุงยังไม่เสียนั้น" (2 : 367)
ชะตากรรม "หกขุนพล" คราวตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไปหัวเมืองชายทะเลตะวันออก จึงทราบเพียง 2 ท่านเท่านั้น ได้แก่ พระเชียงเงิน (พระยาสุโขทัย) และหลวงพิชัยราชา (เจ้าพระยาสวรรคโลก) ส่วนอีก 3-4 ท่านที่เหลือสันนิษฐานว่าหากไม่ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน ก็น่าจะได้รับพระราชทานแต่งตั้งในราชทินนามอื่น เป็นขุนพลเคียงข้างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตลอดรัชกาลนั้นเอง
บรรณานุกรม
(1) พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จดหมายรายวันทัพ อภินิหารบรรพุรุษ และเอกสารอื่น. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2562
(2) พนรัตน์, สมเด็จพระ. พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ “ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2548
(3) ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี. กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2523
โฆษณา