Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
อมร ทองสุก
•
ติดตาม
30 มี.ค. เวลา 02:41 • การศึกษา
1. สดับดนตรีเสา
เกาเจาจื่อเห็นความหนักพระทัยฉายปรากฏบนพระพักตร์ของฉีจิ่งกงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างก้มหน้าเงียบงันอย่างจนปัญญา หากมีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังคงยืนสุขุมอยู่ท่ามกลางคณะขุนนาง
ที่แท้หลังจากเกาเจาจื่อได้ฟังเรื่องพายุฝนที่กำลังจะมาถึงจากขงจื่อแล้ว เขาได้สั่งม้าเร็วแจ้งข่าวให้ทุกหัวเมืองเตรียมมาตรการป้องกันอุทกภัยโดยเร่งด่วนดังนั้นยามที่พายุฝนมาถึง เขาจึงหาได้มีแวววิตกกังวลไม่ หากแต่รู้สึกเบาใจด้วยสามารถป้องกันหายนะภัยให้กับประชาชนได้สำเร็จ
1
เกาเจาจื่อได้ก้าวออกสู่กลางท้องพระโรงและกราบบังคมทูลว่า "ขอเดชะ ฝ่าบาทอย่าได้ทรงพระวิตกไปเลยพ่ะย่ะค่ะ เพราะกระหม่อมได้แจ้งข่าวให้ทุกหัวเมืองเร่งขุดลอกคลองคูเป็นที่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ครั้นฉีจิ่งกงได้ทรงทราบ ความหนักพระทัยที่เหมือนดั่งศิลาหนักบนพระอุระก็หล่นล่วงไปในฉับพลัน พระองค์ทรงพระสรวลว่า "ช่างดีจริงที่ท่านเอาใจใส่และเตรียมการไว้ล่วงหน้า มิเช่นนั้นเภทภัยก็จักเกิดขึ้นกับประชาชนเมืองเราเป็นแน่แท้" จากนั้นพระองค์ได้ตรัสแก่ข้าราชบริพารว่า "ข่งชิวช่างเป็นผู้วิเศษโดยแท้ ที่ผ่านมาแคว้นฉีจะฝนตกเฉพาะเดือน ๖ แต่ปีนี้ฝนกลับตกตั้งแต่ต้นเดือน ๕ และเขาก็สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำ ช่างน่านับถือจริงๆ"
คณะขุนนางต่างเกิดความเลื่อมใสในสติปัญญาของขงจื่อ ทั้งหมดต่างกล่าวยกย่องขงจื่อจนเสียงดังเอ็ดอึงขึ้นในห้องประชุม หากมีเพียงเยี่ยนอิงเท่านั้นที่บูดบึ้งมิพอใจ เพราะความสามารถอันเหนือคนธรรมดาของขงจื่อได้ทำให้เขากินนอนไม่เป็นสุข
พายุฝนได้ซัดกระหน่ำตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน รัฐข้างเคียงต่างประสบอุทกภัยแสนสาหัส แต่มีเพียงแคว้นฉีเท่านั้นที่ได้เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ความเสียหายจึงทุเลาจนเหลือน้อยที่สุด หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ฉีจิ่งกงจึงยิ่งทรงเคารพนับถือขงจื่อมากขึ้นกว่าเก่า และพระองค์ก็ทรงเรียกขงจื่อว่าฟูจื่อนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งนี้ยังหมั่นทรงสนทนาปัญหาบ้านเมืองด้วยขงจื่ออยู่มิขาด
วันหนึ่ง ขณะที่ฉีจิ่งกงได้ทรงสนทนากับขงจื่อถึงเรื่องดนตรี พระองค์ได้รับสั่งให้คีตาจารย์เข้าเฝ้า คีตาจารย์ท่านนี้มีอายุราว ๕๐ สวมชุดปราชญ์ แววตาคมกริบ หนวดเครายาวลาดถึงอก อิริยาสุภาพและหนักแน่น ครั้นขงจื่อได้พบก็รู้สึกดีใจขึ้นในทันใด
ฉีจิ่งกงรับสั่งให้คีตาจารย์ท่านนี้บรรเลงเพลงเสาถวาย เพลงเสาเป็นเพลงเก่าแก่ที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระเจ้าซุ่น ท่วงทำนองเพลงเสามีความหนักแน่นทรงพลัง จนทำให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงพระบารมีแห่งพระเจ้าซุ่น และเกิดใจจงรักภักดีที่ประสงค์ทุ่มเทกายใจเพื่อแผ่นดิน ความมืดมนในจิตใจล้วนมลายหายสิ้น และแทนที่ด้วยคุณธรรมที่มุ่งปฏิบัติตามพระยุคลบาทแห่งพระเจ้าซุ่นด้วยใจจริง
ขงจื่อนั่งฟังเพลงเสาอย่างหลงใหล ครั้นเสียงพิณจบลง เขาถึงกับปีติดีใจจนลุกพรวดราวกับจะโจนทะยานสู่ห้วงนภา ขงจื่อกล่าวด้วยอารมณ์ตื้นตันว่า “เยี่ยม เยี่ยมจริงๆ มิน่าล่ะ คีตาจารย์ในราชสำนักที่ชื่อฉางหงจึงได้กล่าวยกย่องดนตรีถึงเพียงนี้”
ครั้นกล่าวจบก็เดินตรงไปยังโต๊ะพิณและหัดบรรเลงเพลงเสาโดยไม่รอช้า เพราะนี่คือดนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ขงจื่อได้เคยฟังมา เขาจึงอยากจะเรียนให้เจนจบอย่างยากจะอดใจ ฉะนั้นจึงได้ไต่ถามแลหัดบรรเลงขับขานอย่างเพลินอารมณ์
ครั้นฉีจิ่งกงทรงทอดพระเนตรเห็นความคลั่งไคล้ในดนตรีของขงจื่อ จึงรับสั่งด้วยพระอารมณ์ขันว่า “เวลายังมีอีกนาน ไยท่านฟูจื่อจึงต้องเร่งร้อนถึงปานนี้ด้วยเล่า”
ขงจื่อผละมือลงจากพิณ หากแต่จิตใจยังคงอาลัยอาวรณ์อยู่มิขาด หลังจากได้กลับสู่เรือนพักรับรองของเกาเจาจื่อแล้ว จิตใจของขงจื่อยังคงเคลิบเคลิ้มอยู่ในภวังค์แห่งเสียงเพลง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ขงจื่อก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึกปรือเพลงเสาอยู่มิขาด จนกระทั่งความเหน็ดเหนื่อยมิอาจชนะใจให้ต้องพักผ่อน ความหิวโหยมิอาจชนะกายให้ต้องบริโภคได้อีก
ขงจื่อคร่ำเคร่งอยู่กับการบรรเลง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทวนแล้วทวนอีก คิดแล้วคิดอีก จนแม้แต่ข้าวปลาอาหารก็หาได้มีความโอชะอีกต่อไปไม่ ขงจื่อถอนใจรำพันขึ้นว่า “นึกไม่ถึงว่าดนตรีจะมีมนตร์เสน่ห์มากถึงเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าการสัมผัสดนตรีจะสามารถดึงดูดตนให้หลงใหลได้ถึงเพียงนี้”
เช้าวันหนึ่ง ฉีจิ่งกงได้เสด็จออกขุนนาง ได้ตรัสสรรเสริญถึงสติปัญญาและจรรยามารยาทอันงดงามของขงจื่อกับเหล่าธารกำนัลในที่ประชุม ทั้งยังทรงเสนอกับที่ประชุมว่า “ข้ามีความรักใคร่และชื่นชมต่อธีรชนมาโดยตลอด ซึ่งผู้มีสติปัญญาความสามารถเช่นขงจื่อก็ใช่ว่าจะสามารถพบได้ง่ายๆ ขุนนางทั้งหลาย ข้าควรจะแต่งตั้งตำแหน่งอะไรให้แก่เขาดี”
เยี่ยนอิงขยับแขนเสื้อที่โปร่งกว้างให้เข้าที่และทำการโค้งกายคารวะ พลางทูลว่า
“ขอเดชะ พวกบัณฑิตนักศึกษารุ่นใหม่เหล่านี้ก็มีดีแต่เปลือกนอก โดยหาได้มีแก่นสารภายในไม่ พวกเขามีจิตใจอหังการ ไม่เคยมีใครอยู่ในสายตา แต่ไหนมาก็ลำพองตัวไม่ยอมก้มหัวให้กับใคร พวกเขาได้แต่พึ่งฝีปากเร่ป่าวอุดมการณ์เพื่อขอข้าวกินไปวันๆ เท่านั้น ดังนั้นการที่เราจะมอบงานใหญ่แห่งบ้านเมืองให้แก่คนเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่มิควรกระทำยิ่ง สำหรับจริยดนตรีที่ได้กำหนดมาแต่ต้นราชวงศ์โจว มันก็มีประสิทธิผลแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น บัดนี้ได้เป็นที่ลืมเลือนของชาวโลกไปเสียสิ้นแล้ว”
ขุนนางอีกท่านหนึ่งนามว่าหลีสวีได้สำทับอย่างนกแก้วนกขุนทองว่า "เจ้าพวกบัณฑิตเหล่านี้ก็มีดีแต่ภายนอก นิยมพูดแต่เรื่องเพ้อฝัน ศัพท์แสงวิชาอันงดงามของพวกเขานั้นหาได้มีประโยชน์ใดๆ ไม่ ขอให้ฝ่าบาทอย่าได้ทรงติดกับพวกเขาอย่างเด็ดขาด"
"ติดกับ" ฉีจิ่งกงทรงรู้สึกสะท้านพระทัยและทอดพระเนตรไปที่หลีสวีอย่างเคร่งขรึม
หลีสวีรู้ตัวว่ากล่าวผิดไป จึงยิ้มแหยๆ ว่า "หากข่งชิวเก่งสมคำร่ำลือจริง เหตุใดจึงไม่อยู่รับราชการที่แคว้นหลู่ล่ะ แล้วเหตุใดเจ้าแคว้นหลู่จึงต้องทรงหลบหนีลี้ภัยมาที่แคว้นฉีล่ะ"
คำกล่าวลอยๆ ของหลีสวีได้พุ่งตรงไปที่จุดอ่อนของขงจื่ออย่างจัง และนับแต่นั้น ฉีจิ่งกงก็มิทรงเอ่ยถึงเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งให้แก่ขงจื่ออีก ภาพพจน์อันดีงามของขงจื่อได้ถูกลบออกไปจากพระทัยของฉีจิ่งกงโดยสิ้นเชิง ความสนิทสนมจึงเริ่มเหินห่าง แม้นระยะแรกจะยังทรงแสดงท่าทีที่ให้เกียรติแก่ขงจื่อด้วยติดที่มารยาทก็ตาม แต่ระยะหลังก็เริ่มแสดงความเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
วันหนึ่ง ฉีจิ่งกงได้รับสั่งกับขงจื่ออย่างมีนัยว่า "ข้าคงมิอาจปฏิบัติต่อท่านเหมือนเช่นเจ้าเมืองหลู่ที่ปฏิบัติต่อจี้ผิงจื่อในฐานะอุปราช แต่ข้าก็มิอาจนิ่งดูดายที่จะปล่อยให้ท่านเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ข้าจึงได้แต่ปฏิบัติต่อท่านให้อยู่ระหว่างกลางเท่านั้น”
ขงจื่อเป็นคนปราดเปรื่อง จึงรู้ดีว่าคงจะมิอาจบรรลุปณิธานของตนที่แคว้นฉีได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงบอกเจตนาที่จะกลับแคว้นหลู่ให้เกาเจาจื่อทราบ หากเพราะเกาเจาจื่อได้รั้งเอาไว้ ขงจื่อจึงได้รับปากอยู่ต่ออย่างเสียไม่ได้
หลายวันต่อมา ฉีจิ่งกงได้รับสั่งกับขงจื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า "ข้าชราแล้ว พละกำลังก็ด้อยกว่าเมื่อก่อนตั้งมากมาย ข้าคงมิอาจใช้ท่านบริหารบ้านเมืองได้อีกหรอก"
ขงจื่อรู้ดีว่าวันนี้จะต้องมาถึง จึงหาได้รู้สึกวิตกไม่ เพียงแต่ยังมิอาจระงับความหดหู่เสียใจได้เท่านั้น หลังจากขงจื่อกลับถึงเรือนรับรอง เขาได้สั่งกำชับลูกศิษย์ให้จัดเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางให้พร้อมอย่างเงียบๆ
ปีหลู่เจากงศกที่ ๒๗ (๕๑๕ ปีก่อนคริสตศักราช) วสันตฤดู แคว้นอู๋ยกทัพรุกรานแคว้นฉู่ ขงจื่อรู้สึกถอดใจกับข่าวนี้ยิ่งนัก เพราะความฝันที่วาดหวังให้ใช้จริยากวาดล้างเรื่องเลวร้ายในสังคมเริ่มเลือนลางมากขึ้นทุกที วันหนึ่ง ขงจื่อได้อาศัยจังหวะที่เกาเจาจื่อเข้าวังรีบนำคณะศิษย์ออกเดินทาง และเริ่มต้นหนทางอันวิบากบนอนาคตอันเลือนลางอีกครั้ง
1
จิตใจของขงจื่อตอนนี้แสนสับสนยิ่ง ตอนมานั้นคลุมเครือ ตอนกลับนั้นเคว้งคว้าง ขงจื่อมีความรู้สึกว่าในโลกนี้ช่างมีคนเข้าใจเขาน้อยเสียเหลือเกิน หากเป็นเช่นนี้ แล้วจะหาผู้รู้ใจได้จากที่ใด
ในวันนี้ ขณะที่ทุกคนกำลังเดินทางอยู่ พลันเห็นรถม้าคันหนึ่งวิ่งสวนมาข้างหน้า ผู้ที่นั่งบนรถเป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างปานกลาง สวมชุดนักปราชญ์ หน้าตาคมสัน อิริยาภูมิฐาน เพียงขงจื่อปราดมองก็รู้ทันทีว่าเป็นคนที่มีอุปนิสัยดีงาม จึงได้กล่าวกับจื่อลู่ว่า "จื่อลู่ ข้าเห็นว่าชายที่นั่งอยู่บนรถม้าข้างหน้าจักต้องเป็นวิญญูผู้มีคุณธรรมสูงส่งเป็นแน่ เจ้าลองไปถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามของเขาหน่อยสิ"
จื่อลู่เดินไปหยุดอยู่หน้ารถม้าของชายผู้นั้น และคารวะว่า "ข้าน้อยขอรบกวนเวลา คือข้าน้อยอยากทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านสักหน่อย"
ชายผู้นั้นโค้งกายพลางกล่าวว่า "ข้าน้อยคือจี้จ๋าแห่งแคว้นอู๋"
"จี้จ๋า" ขงจื่อทบทวนชื่อนี้อยู่หลายรอบ แต่แล้วก็แทบจะอุทานออกมาด้วยความดีใจ เพราะจี้จ๋าไม่เพียงแต่มีความรู้ความสามารถอันสูงส่งเท่านั้น หากแต่ยังมีกิตติคุณอุโฆษไปทั่วสี่คาบสมุทรอีกด้วย เขาคือบุตรชายคนที่สี่ของโซ่วเมิ่งแห่งแคว้นอู๋
โซ่วเมิ่งมีเจตนาให้จี้จ๋าสืบตำแหน่งเจ้าเมืองต่อจากท่าน แต่จี้จ๋ากลับปฏิเสธตำแหน่งเจ้าเมืองโดยไม่รู้สึกเสียดาย โซ่วเมิ่งจึงต้องมอบตำแหน่งเจ้าเมืองให้แก่บุตรคนโต ภายหลังบุตรชายคนโตยกตำแหน่งให้แก่น้องคนที่สอง น้องคนที่สองมอบตำแหน่งต่อให้แก่น้องคนที่สาม และครั้นน้องคนที่สามได้ถึงแก่อสัญกรรม จี้จ๋าก็พยายามหลบเลี่ยงด้วยไม่ประสงค์จะรับตำแหน่ง ดังนั้นบุตรชายของเจ้าเมืองจึงมีความชอบธรรมสืบตำแหน่งต่อไป ซึ่งก็คืออู๋หวังเหลียวนั่นเอง
ขงจื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับจี้จ๋ามากมาย อย่างเช่นครั้งหนึ่ง จี้จ๋าต้องเดินทางสัญจรไปเจริญสัมพันธไมตรีในแต่ละแว่นแคว้น ในระหว่างที่ผูกสันถวไมตรีกับแคว้นสวีอยู่นั้น เจ้าแคว้นสวีทรงมีความหลงใหลในกระบี่ที่คาดติดเอวของจี้จ๋าเป็นอย่างมาก แม้นจะมิได้รับสั่งขอโดยตรง แต่จี้จ๋าก็อ่านสายพระเนตรของเจ้าเมืองสวีออก จึงคิดจะมอบกระบี่นี้แก่เจ้าเมืองสวีเป็นกำนัล เพียงแต่ยังติดอยู่ที่ธรรมเนียมการทูตที่จะต้องคาดกระบี่ในยามเจริญสัมพันธไมตรี เพราะหากราชทูตไม่พกกระบี่ก็จะเป็นการเสียมารยาททางการทูตได้
ดังนั้นจี้จ๋าจึงตัดสินใจจะถวายกระบี่ให้แก่เจ้าเมืองสวีหลังจากได้เสร็จสิ้นภารกิจทางการทูตแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าเจ้าแคว้นสวีจะทรงพระประชวรหนักและเสด็จสวรรคตก่อนที่จี้จ๋าจะไปถึงไม่นาน จี้จ๋ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปคำนับพระศพและนำกระบี่แขวนไว้บนต้นไม้หน้าสุสาน
มีคนถามว่า "ท่านเจ้าเมืองก็สวรรคตไปแล้ว มันจะเกิดประโยชน์อันใดกับการที่ท่านนำกระบี่ไปแขวนไว้บนต้นไม้นั้นเล่า" จี้จ๋ากล่าวว่า "ภายในใจของข้าได้รับปากว่าจะถวายกระบี่ให้ฝ่าบาทไว้แล้ว ดังนั้นข้าจะไม่เปลี่ยนความตั้งใจของข้าด้วยเพราะท่านเจ้าเมืองได้สวรรคตไปแล้วอย่างเด็ดขาด" ในภายหลัง ชาวเมืองแคว้นสวีได้แต่งเพลงสดุดีเกียรติคุณของจี้จ๋าว่า
อันจี้จ๋าแห่งเหยียนหลิงจริงใจยิ่ง
เป็นมิตรจริงไม่ทิ้งทอดอาวรณ์รัก
กระบี่งามค่าพันชั่งมิหวงหัก
ยอมตัดรักแขวนรุกขาหน้าสุสาน
ครั้นคิดถึงตรงนี้ ขงจื่อจึงรีบลงจากรถไปคำนับจี้จ๋าว่า "ข้าน้อยข่งชิวแห่งเมืองหลู่ รู้สึกเลื่อมใสในคุณธรรมของท่านใต้เท้ามาช้านาน วันนี้ได้พบท่านที่นี่โดยบังเอิญ จึงนับเป็นวาสนาของข้าน้อยยิ่งนัก"
เมื่อจี้จ๋าได้ยินว่าคนที่มายืนอยู่ข้างหน้านั้นคือขงจื่อ จึงรีบลงจากรถม้ามาคารวะว่า "ท่านฟูจื่อมีชื่อเสียงอันโด่งดัง ข้าเองรู้สึกแค้นใจที่พบท่านช้าไป วันนี้โชคดีที่ได้มาพบท่าน จึงนับเป็นวาสนาของข้าด้วยเช่นเดียวกัน"
ครั้นกล่าวจบก็ชี้ไปที่ชายหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ข้างหลังว่า "นี่คือบุตรชายคนโตของข้าชื่อว่าจี้อี้ ที่ร่วมเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อแสวงหาอาจารย์โดยเฉพาะ วันนี้ได้มาพบท่านฟูจื่อจึงนับเป็นโอกาสที่ฟ้าทรงประทานให้โดยแท้ ข้าปรารถนาจะให้บุตรข้าได้ร่ำเรียนวิชากับท่านยิ่งนัก จึงขอให้ท่านฟูจื่ออย่าได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด"
จี้อี้มีไหวพริบดี ได้รีบชิงคุกเข่าก่อนที่ขงจื่อจะทันได้กล่าว "ศิษย์จี้อี้ ขอกราบคารวะท่านอาจารย์"
ขงจื่อพูดอย่างแช่มชื่นว่า "ข้าน้อยเกรงว่าจะไม่ได้เก่งสมคำร่ำลือจนทำให้ท่านต้องผิดหวัง"
จี้จ๋ากล่าวว่า "ท่านฟูจื่อกล่าวเกรงใจเกินไปแล้ว อย่าว่าแต่ท่านฟูจื่อเองเลย ลำพังแค่ลูกศิษย์ของท่านก็มีชื่อเสียงลือชาปรากฏอยู่หลายท่านแล้ว"
ขงจื่อพยุงจี้อี้ลุกขึ้น ส่วนจี้จ๋าก็คล้องแขนขงจื่อเดินไปนั่งสนทนาบนพื้นหญ้าริมทาง ทั้งสองต่างสนทนาถึงเรื่องเอกลักษณ์ของดนตรีเสาและดนตรีอู่ อีกยังสนทนาถึงเรื่องจารีตประเพณีของแคว้นอู๋ ครั้นจบการสนทนา ทั้งสองจึงต่างกล่าวอำลาและแยกย้ายเดินทางกันต่อไป
จี้จ๋ายังคงพาบุตรชายของตนไปยังแคว้นฉี โดยได้ปรึกษากับขงจื่อว่าจะนำไปฝากฝังร่ำเรียนเมื่อเขาได้เดินทางไปเยือนแคว้นหลู่ในโอกาสหน้า
ขงจื่อได้นำคณะศิษย์ออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งเหลืออีกเพียงสามสิบลี้ก็จะถึงแคว้นหลู่อยู่แล้ว ได้เห็นทหารม้าแห่งแคว้นอู๋นายหนึ่งควบม้าไล่หลังมาแต่ไกล ทหารนายนั้นได้ลงจากหลังม้ามาคารวะขงจื่อว่า "กราบเรียนท่านฟูจื่อ นายน้อยของข้าน้อยได้เสียชีวิตกระทันหันที่อิ๋งป๋อ ใต้เท้าจึงสั่งให้ข้าน้อยรีบควบม้าด่วนมาแจ้งให้ท่านทราบ"
ครั้นขงจื่อได้ทราบก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจยิ่ง จึงสั่งให้คณะเดินทางย้อนกลับไปร่วมพิธีศพของจี้อี้ที่อิ๋งป๋อทันที
หลังจากเสร็จจากงานพิธีศพที่อิ๋งป๋อ ทุกคนจึงมุ่งหน้าเดินทางกลับแคว้นหลู่อีกครั้ง แต่ครั้นกลับถึงบ้านก็ทราบข่าวการเสียชีวิตของเมิ่งผี ซึ่งข่าวนี้ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับขงจื่อจนน้ำตาไหลอาบใบหน้า ในใจนึกตำหนิฉีกวนซื่อที่ไม่ยอมส่งคนไปแจ้งข่าวให้ทราบอยู่มิขาด
แต่ภายหลังหนันกงจิ้งสูได้อธิบายเหตุผลให้ฟังว่า "หลังจากอาจารย์ลุงได้เสียชีวิต ศิษย์ได้แต่งคนไปแจ้งข่าวท่านอาจารย์ที่แคว้นฉี แต่ตอนนั้นท่านอาจารย์ได้เดินทางกลับแคว้นหลู่พอดี ดังนั้นม้าใช้จึงเดินทางหวนกลับเมืองหลู่ตามหาท่านอาจารย์ แต่ท่านอาจารย์ตอนนั้นได้เดินทางวกกลับแคว้นฉีอีกครั้ง เนื่องด้วยใช้เส้นทางไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงคลาดกันจนไม่สามารถแจ้งข่าวให้ท่านอาจารย์ทราบได้"
ขงจื่อมีเมิ่งผีเป็นญาติผู้พี่อยู่เพียงคนเดียว ทั้งสองได้ร่วมเจริญเติบโตและเรียนรู้ด้วยกันมาแต่เยาวว์วัย ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงแนบแน่นมากเป็นพิเศษ มาบัดนี้ท่านได้สูญเสียญาติคนสนิทที่สุดไปเสียแล้ว ความเศร้าโศกวิโยคจึงใหญ่หลวงยิ่งนัก และเพื่อที่จะให้หลานชายนามว่าข่งจงและหลานสาวนามว่าข่งอู๋เจียได้ลดความเศร้าสร้อยจากการสูญเสียบิดา ขงจื่อจึงสั่งให้ข่งหลีไปรับหลานทั้งสองมายังแคว้นหลู่
หลังจากได้ส่งข่งหลีไปแล้ว ขงจื่อก็เริ่มกิจวัตรการประศาสน์วิชาขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ขงจื่อสอนคัมภีร์ซือจิงอยู่นั้น น้ำเสียงของท่านดูหนักแน่นทรงพลัง จังหวะและสำเนียงดูอ่อนโยนน่าชิดใกล้
"คัมภีร์ซือจิงมีทั้งสิ้นสามร้อยกว่าบท โดยแบ่งออกเป็นหมวดจารีต หมวดสัตตะ หมวดสรรเสริญ หมวดจารีตก็คือหมวดที่รวบรวมเพลงพื้นบ้านของโจวหนัน เจาหนัน เป้ย ยง เว่ย หวัง เจิ้ง ฉี ค่วย เฉา ปิน”
ชีเตียวคายถามขึ้นว่า "ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงจัดเพลงพื้นบ้านไว้ในหมวดจารีตล่ะ"
ขงจื่อผงกศีรษะรับคำอย่างยิ้มแย้มว่า "ชีเตียวคาย เจ้าถามได้ดีมาก เหตุที่บุพชนได้จัดเพลงพื้นบ้านไว้ในหมวดจารีตมีเหตุผลอยู่ ๒ ประการ เหตุผลที่หนึ่งคือ จากเนื้อหาจนถึงรูปแบบต่างๆ ของเพลงล้วนสะท้อนถึงจารีตประเพณีในสมัยนั้นทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงยกเพลงให้เป็นตัวแทนของจารีต เหตุผลที่สองคือ จารีตมีลักษณะสูงต่ำ ใหญ่เล็ก ขุ่นใส ตรงคด และดนตรีก็มีลักษณะอย่างนี้ครบถ้วนทุกประการ ดังนั้นผู้คนจึงยกเพลงพื้นบ้านให้เป็นส่วนหนึ่งของจารีตนั่นเอง"
ศิษย์ทุกคนต่างนั่งฟังอย่างตั้งใจ ส่วนคำอธิบายของขงจื่อก็ได้ยังความกระจ่างให้กับทุกคน อันประดุจว่าได้ถูกกระชากผ้าปิดตาจนได้พบกับแสงสว่างในฉับพลัน
จื่อลู่ถามว่า "ท่านอาจารย์ หมวดสัตตะและหมวดสรรเสริญนั้นมีสาระเช่นไรฤๅ"
ขงจื่อได้ทำการอธิบายให้ฟังอย่างถ้วนถี่
ครั้นได้อธิบายการแบ่งหมวดหมู่ของคัมภีร์ซือจิงจบ ขงจื่อจึงเริ่มอธิบายบทอี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหมวดสัตตะ แต่เพียงขงจื่อได้อธิบายจนถึงคำว่า จุดด่างพร้อยบนหยกขาว ยังพอเกลาให้ทุเลา หากความเขลาในวาจา มิอาจทาแต้มได้เลย เท่านั้น ความปีติก็ฉายปรากฏบนใบหน้าของขงจื่ออย่างสดใส
และได้กล่าวกับลูกศิษย์ด้วยอาการตื่นเต้นว่า "นี่ช่างเป็นสุภาษิตอันวิเศษจริงแท้ หยกขาวแม้นจะสมบูรณ์เพียงใด หากมีจุดด่างพร้อยก็ยังพอขัดแต่งให้งดงาม แต่สำหรับพฤติกรรมและวาจานั้นเล่า หากพูดผิดหรือทำผิดไปแล้ว ก็จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก
ดังนั้นท่านโจวกงจึงกล่าวว่า 'อย่ากล่าวมาก เพราะยิ่งกล่าวจะยิ่งแพ้พ่าย อย่าทำมาก เพราะยิ่งทำจะยิ่งมากภัย' พวกเจ้าจะต้องจดจำไว้ให้ดี คนเราเมื่ออยู่บนโลกใบนี้ ก็ควรต้องมีความรอบคอบในกิริยาวาจาอย่างยิ่งยวด"
ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ศิษย์จะจดจำไว้ทุกลมหายใจ"
นับแต่นั้น ทุกคนได้เริ่มเกิดความสนใจศึกษาคัมภีร์ซือจิงขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะหนันกงซื่อแล้ว เขาถึงกับคลั่งไคล้หลงใหลจนมิยอมวางมือ
หนันกงซื่อ ฉายาจื่อหยง หรือเรียกกันว่าหนันหยง มีความสามารถในการเข้าถึงความคิดและคำสอนของขงจื่อได้อย่างแตกฉาน ขงจื่อชื่นชมในตัวเขาเป็นอย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่ง หนันหยงได้ถามขงจื่อว่า "อี้มีความชำนาญการยิงธนู ส่วนเอ้ามีความชำนาญด้านยุทธนาวี แต่ทั้งสองกลับมิได้ตายดี ส่วนอวี่และจี้ที่ไม่มีความชำนาญในการรบ ซ้ำยังต้องลงนาปลูกข้าวด้วยตนเองเสียอีก แต่เหตุใดทั้งสองจึงสามารถครองพิภพได้ สาเหตุนั้นเป็นไฉนฤๅ"
ขงจื่อมิได้ตอบ แต่หลังจากหนันกงซื่อจากไปแล้ว ขงจื่อกล่าวว่า "คนคนนี้ช่างเป็นวิญญูชนโดยแท้ คนคนนี้ช่างเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในคุณธรรมอย่างดียิ่ง" สำหรับผู้ที่ไม่เอ่ยปากชมใครเป็นวิญญูชนโดยง่ายเช่นขงจื่อ ครั้งนี้กลับเอ่ยคำยกย่องหนันกงซื่อจนถึงเพียงนี้ จึงเห็นได้ว่าศิษย์อาจารย์ทั้งสองต่างมีแนวคิดที่ตรงกันมากเพียงไร
วันหนึ่ง ขณะที่ขงจื่อกำลังถ่ายทอดดนตรีเสาและดนตรีอู่ให้แก่ลูกศิษย์ ได้เห็นข่งหลีนำข่งจงและข่งอู๋เจียเข้ามาหา
ข่งจง มีฉายาว่าจื่อเมี่ย บัดนี้ได้เติบโตจนเป็นชายหนุ่มรูปงาม ส่วนอู๋เจียก็เป็นสาวงามที่ชดช้อยอ่อนหวาน พวกเขาทั้งสองต่างเข้ามาคารวะขงจื่อ จากนั้นได้เข้าไปคารวะฉีกวนซื่อภายในเรือน และนับแต่นั้น ขงจื่อก็รับอุปการะหลานทั้งสอง พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่หลานชาย ส่วนหลานสาวก็ไปเรียนงานฝีมือและมารยาทสตรีกับฉีกวนซื่อ
เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ขงจื่อได้พบหนันกงซื่อกำลังทบทวนกวีบทอี้อยู่ จึงกล่าวกับฉีกวนซื่อด้วยความดีใจว่า
"หนันกงซื่อเป็นคนที่มีความสุขุมยิ่งนัก ยามที่วิสุทธิกษัตริย์ขึ้นครองราชย์และประเทศชาติอยู่ในช่วงเจริญรุ่งเรืองนั้น เขามีความสามารถพอที่จะถูกแต่งตั้งให้ว่าราชการโดยไม่ถูกทอดทิ้งได้อย่างสบาย แต่ในยามที่ทุรกษัตริย์ขึ้นครองราชย์และประเทศชาติตกอยู่ในห้วงวิกฤติ เขาก็มีความหนักแน่นพอที่จะไม่ไหลไปตามกระแสจนต้องประสบกับความทุกข์ทรมานจากราชทัณฑ์ ข้าจึงมีความคิดว่าจะยกหลานสาวให้แก่เขา เจ้ามีความเห็นเป็นเช่นไร"
ฉีกวนซื่อกล่าวว่า "หนันกงซื่อเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านเข้าใจเขาดีที่สุด หากจะยกอู๋เจียให้แก่เขา ข้าคิดว่ามีความเหมาะสมที่สุดแล้ว"
ขงจื่อกล่าวต่ออีกว่า "กงเหยี่ยฉางเป็นคนฉลาด ความอดทนก็เป็นเลิศ ทั้งยังมีจิตใจอันสูงส่ง ข้าจึงคิดจะยกลูกสาวของเราให้แก่เขา เจ้าเห็นเป็นเช่นไร"
ฉีกวนซื่อลังเลอยู่พักหนึ่ง และกล่าวต่อจากนั้นว่า "ในเมื่อท่านพี่คิดว่าเขามีความเหมาะสม ก็แล้วแต่ท่านพี่จะตัดสินใจเถอะ"
หลังจากสองสามีภรรยาได้ตกลงกันแล้ว ขงจื่อได้นำความไปปรึกษาด้วยหนันกงซื่อและกงเหยี่ยฉาง ทั้งสองต่างตอบรับและกราบขอบพระคุณด้วยความดีใจ
ขงจื่อได้สางความตั้งใจเสร็จทีเดียวถึงสองเรื่อง จิตใจจึงรู้สึกปีติยินดีอย่างสุดคณนา ท่านจึงยืนดื่มด่ำกับความสุนทรีย์แห่งหมู่ดาราอันจรัสในระเบียงบ้าน ท่ามกลางวสันตฤดูอันอบอุ่น
ณ เวลานั้น เหยียนลู่พลันถลันเข้ามารายงานว่า "เรียนท่านอาจารย์ เมื่อครู่ศิษย์ได้ยินข่าวลือบนท้องถนนว่า คุณชายอู๋กวงได้สั่งนักฆ่าลอบสังหารอู๋หวังเหลียวและสถาปนาตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองอู๋แล้ว"
ขงจื่อถอนใจยาวว่า "ฮ่าย จี้จ๋านั้นแสนจะอ่อนน้อม แต่พวกเหล่าคุณชายกลับแสนโลภมากไม่มีดี"
วันหนึ่ง ขงจื่อได้นำคณะศิษย์ล่องใต้ไปประมาณหกสิบกว่าลี้จนถึงแคว้นจูซึ่งเป็นเมืองขึ้นของแคว้นหลู่ ทุกคนต่างไต่ขึ้นภูเขาอี้ซัน และผันผายบ่ายหน้าไปยังทิศอุดร ภาพเมืองหลู่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกจนเลือนลาง ขงจื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดและกล่าวด้วยความรู้สึกที่สะท้านใจว่า "โบราณกล่าวว่า ไต่สูงจักมองไกล คำนี้หาได้ผิดไม่ บัดนี้เมืองหลู่ดูแล้วเล็กกระจ้อยยิ่งนัก"
ทิวเขาอี้ซันทอดยาวคดเคี้ยว ลาดเขาทอดยาวสอดประสานกันไปมา ผืนนภาฟ้าครามสอดรับกับทุ่งเขียวแห่งทิวเขาอย่างลงตัว ทั้งหมดได้บรรสานเป็นเสน่ห์ที่ตรึงใจผู้คนให้สลัดความว้าวุ่นจากโลกีย์ ขงจื่อทอดตามองทัศนียภาพอย่างสงบ ภาพภูเขาเหล่านี้ได้เปิดวิสัยทัศน์ให้แก่เขาจนตกสู่ภวังค์แห่งความคิด และในทันใด ขงจื่อก็ได้ความคิดใหม่ๆ ขึ้นมา
1 บันทึก
1
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ขงจื่อ จอมปราชญ์แห่งแผ่นดิน ภาคสอง
1
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย