30 มี.ค. เวลา 08:13 • ข่าวรอบโลก

รวบรวมผีบนจอทีวีสด (พร้อมวาร์ป)

ห้าครั้งที่สิ่งลี้ลับปรากฏตัวขณะกล้องกำลังถ่ายทอดสด และทำไมแต่ละครั้งจึงทิ้งบาดแผลไว้กับคนที่ไม่ได้ขอดู
คืนฮาโลวีน 31 ตุลาคม 1992 BBC ออกอากาศรายการชื่อ Ghostwatch ซึ่งนำเสนอในรูปแบบถ่ายทอดสดการสืบสวนปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติในบ้านหลังหนึ่งย่าน Northolt ชานกรุงลอนดอน ครอบครัว Early ประกอบด้วยแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกสาวสองคน ถูกรังควานโดยผีที่เด็กๆ เรียกว่า "Pipes" เพราะเสียงเคาะท่อน้ำ พิธีกรที่ปรากฏหน้าจอคือ Michael Parkinson นักสัมภาษณ์ระดับตำนานของอังกฤษ
Sarah Greene พิธีกรรายการเด็กยอดนิยม, Mike Smith สามีของ Greene ที่เป็นดีเจวิทยุ BBC Radio One และ Craig Charles ดาราตลกจากซีรีส์ Red Dwarf คนดู 11 ล้านคนนั่งดูอยู่หน้าจอโดยไม่รู้ว่าทุกอย่างถ่ายทำเสร็จล่วงหน้าหลายสัปดาห์ เพราะในปี 1992 ไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ตรวจสอบ และ BBC ไม่เคยมีประวัติหลอกผู้ชมในลักษณะนี้มาก่อน
สิ่งที่ทำให้ Ghostwatch ข้ามเส้นจากรายการสร้างสรรค์ไปสู่เหตุการณ์ระดับชาติคือการออกแบบที่ละเอียดจนน่ากลัว รายการแสดงหมายเลขโทรศัพท์ 081 811 8181 ซึ่งเป็นหมายเลขโทรเข้า BBC จริงที่ใช้กับรายการอื่นๆ ด้วย ผู้ที่โทรเข้ามาจะได้ยินข้อความอัตโนมัติบอกว่ารายการเป็นเรื่องแต่ง แต่คืนนั้นมีคนโทรเข้ามาประมาณหนึ่งล้านสาย และ BBC มีโอเปอเรเตอร์แค่ห้าคน
คนส่วนใหญ่จึงได้ยินเพียงเสียงสายไม่ว่าง ซึ่งกลับเพิ่มความสมจริงให้รายการยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเหตุการณ์ในจอเริ่มรุนแรงขึ้น ข้าวของลอยได้ เด็กหายตัว พิธีกรถูกลากเข้าห้องใต้บันได และ Parkinson เริ่มพูดจาเพ้อเจ้อราวกับถูกสิงสู่ คนดูที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริงก็เริ่มตื่นตระหนก
ผลกระทบที่ตามมาหนักกว่าที่ใครคาดไว้ BBC ได้รับจดหมายร้องเรียนกว่า 30,000 ฉบับ มีรายงานว่าหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งคลอดก่อนกำหนดจากความตกใจ Sarah Greene ต้องออกรายการเด็กในเช้าวันจันทร์ถัดมาเพื่อยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้ถูกผีลากไป
สิบแปดเดือนต่อมา แพทย์จากหน่วยจิตเวชเด็กในเมือง Coventry ตีพิมพ์รายงานใน British Medical Journal ระบุว่าเด็กชายอายุสิบขวบสองคนมีอาการตื่นตระหนก นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ซึ่งเป็นกรณีแรกที่ได้รับการบันทึกว่ารายการโทรทัศน์ทำให้เกิดอาการคล้าย PTSD ในเด็ก เด็กคนหนึ่งถูกส่งเข้ารักษาตัวในหน่วยผู้ป่วยในนานแปดสัปดาห์ เพราะเขาเอาหัวโขกกำแพงเพื่อพยายามเอาภาพผี "Pipes" ออกจากหัว
แต่เรื่องที่เจ็บที่สุดคือ Martin Denham คนงานโรงงานอายุ 18 ปีจากเมือง Nottingham ที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้และมีวุฒิภาวะทางจิตเทียบเท่าเด็กอายุ 13 ห้าวันหลังรายการออกอากาศ เขาผูกคอตายที่ต้นไม้ใน Bestwood Park ระบบทำความร้อนในบ้านของเขาเสียอยู่แล้ว ทำให้ท่อส่งเสียงเคาะคล้ายกับในรายการ เขาเชื่อว่าผีจากรายการมาอยู่ในบ้านจริงๆ โน้ตที่พบในกระเป๋าเขาเขียนว่า "ถ้าผีมีจริง ผมจะอยู่กับแม่ตลอดไปในฐานะผี" พ่อเลี้ยงของเขาบอกว่า Martin "ถูกสะกดจิตและหมกมุ่น" กับรายการ แม่ของเขาไม่เคยเปิดดู BBC อีกเลยตลอดชีวิต
คณะกรรมการมาตรฐานการกระจายเสียงของอังกฤษตัดสินในปี 1995 ว่า BBC "จงใจสร้างบรรยากาศคุกคาม" Ghostwatch ไม่เคยถูกฉายซ้ำทางโทรทัศน์อังกฤษอีกเลย กลายเป็นรายการต้องห้ามที่มีตัวตนอยู่แค่ในตำนานของสนามเด็กเล่นและม้วนวีดิโอที่บันทึกไว้คืนนั้น จนกระทั่ง British Film Institute นำออกมาจำหน่ายในรูปแบบ DVD
ในปี 2002 แม่ของ Martin ออกมาประณามการจำหน่ายครั้งนั้นโดยกล่าวว่ารายการนี้ฆ่าลูกชายของเธอ สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ Stephen Volk ผู้เขียนบทบอกว่าเขาแค่ต้องการ "ยกย่อง" Orson Welles ที่เคยทำให้อเมริกาตื่นตระหนกด้วยรายการวิทยุ The War of the Worlds ในปี 1938 แต่เขาไม่เคยจินตนาการว่าผลลัพธ์จะรุนแรงถึงขนาดนี้ รายการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสนุกในคืนฮาโลวีนกลายเป็นพิธีเรียกวิญญาณระดับชาติที่ทิ้งรอยแผลจริงไว้กับคนจริง
ย้ายจากลอนดอนไปอเมริกาใต้ วันที่ 17 เมษายน 2014 สนามฟุตบอล Hernando Siles ในเมือง La Paz โบลิเวีย กำลังถ่ายทอดสดแมตช์ Copa Libertadores รอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่าง The Strongest ทีมท้องถิ่นกับ Defensor Sporting จากอุรุกวัย สนามนี้ตั้งอยู่บนความสูง 3,637 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
เป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลอาชีพที่สูงที่สุดในโลก สูงจนเคยถูก FIFA สั่งห้ามใช้แข่งฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกในปี 2007 สูงจน Lionel Messi เคยอาเจียนกลางสนามขณะแข่ง และสูงจนประธานาธิบดี Evo Morales ต้องออกมาต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิ์ในการใช้สนามนี้
ช่อง Fox Sports ตั้งกล้องมุมกว้างเพื่อจับภาพอัฒจันทร์ทั้งสนาม ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 91 ขณะที่ Defensor นำอยู่ 2-0 กล้องจับภาพเงาดำร่างหนึ่งวิ่งผ่านอัฒจันทร์ชั้นล่างด้วยความเร็วที่ไม่น่าจะเป็นมนุษย์ ทะลุผ่านผู้ชมและสิ่งกีดขวางโดยไม่มีการหยุดหรือชะลอตัวแม้แต่วินาทีเดียว
ภาพนั้นแพร่กระจายไปทั่วโลกภายในไม่กี่ชั่วโมง สำนักข่าวตั้งแต่ Washington Post ถึง Daily Mail รายงานเรื่องนี้ คนดูที่เชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติยืนยันว่าเงานั้นวิ่งทะลุสิ่งกีดขวางที่กั้นระหว่างโซนที่นั่ง ซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้ คนที่ไม่เชื่อบอกว่ามันคือคนที่วิ่งหนีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และสิ่งที่ดูเหมือนทะลุสิ่งกีดขวางจริงๆ คือบันไดทางเดินระหว่างบล็อกที่นั่ง ช่อง Super Sport 365 ออกมาให้คำอธิบายในภายหลังว่าเป็นชายคนหนึ่งที่วิ่งหนีรปภ.ในนาทีสุดท้ายของเกม แต่คำอธิบายนั้นไม่เคยมีพลังเท่าภาพที่เห็น
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีเนื้อหามากกว่าคลิปไวรัลทั่วไปคือประวัติศาสตร์ของสนาม Hernando Siles Boris Yangues ผู้บริหารสหพันธ์ฟุตบอลโบลิเวียเคยให้สัมภาษณ์ว่า "สนามนี้ไม่ได้น่ากลัวแค่เพราะความสูง แต่ยังเพราะวิญญาณที่เร่ร่อนอยู่ในสนาม บนทางเดิน อัฒจันทร์ และห้องแต่งตัว ที่นี่มีผีที่ทำให้พวกเราทุกคนที่ทำงานในสนามหวาดกลัว" ตามเรื่องเล่าท้องถิ่น เมื่อประมาณห้าสิบปีก่อนเคยเกิดเหตุอัฒจันทร์ถล่มที่สนามนี้ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คนที่ทำงานในสนามเล่าว่าเคยเห็นเด็กๆ มาเตะบอลในสนามตอนกลางคืนแล้วหายไป
สนามที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1930 ซึ่งตั้งชื่อตามประธานาธิบดีคนที่ 31 ของโบลิเวีย ถูกใช้เป็นที่จัดแข่งขันระดับนานาชาติมาหลายทศวรรษ รวมถึงรอบชิงชนะเลิศ Copa América ปี 1997 ตำนานเรื่องผีไม่ได้ทำให้มูลค่าของสนามลดลง กลับทำให้มันมีเรื่องเล่ามากขึ้น
ในโบลิเวีย ผู้คนไม่ได้มองเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องหวาดกลัวเสมอไป มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เชื่อว่าคนตายยังอยู่ใกล้ๆ และในเวเนซุเอลา แฟนบอลยังเชื่ออย่างจริงจังว่าวิญญาณของประธานาธิบดี Hugo Chávez เคยปัดลูกบอลไม่ให้เข้าประตูในแมตช์ระหว่างชาติกับโคลอมเบีย
สิ่งที่ Hernando Siles สอนเราจริงๆ ไม่ใช่ว่าผีมีจริงหรือไม่ แต่คือพลังของภาพที่ถูกจับในจังหวะที่ถูกต้อง ภาพเงาวิ่งทะลุคนนั้นถูกดูไปหลายสิบล้านครั้ง ถูกวิเคราะห์ทีละเฟรม ถูกนำไปใส่เพลงประกอบจาก The X-Files และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สนามที่น่ากลัวอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะมีคลิป ในยุคที่ทุกอย่างอยู่บนกล้อง สิ่งที่ทำให้เรื่องผีมีพลังไม่ใช่หลักฐาน แต่คือความรู้สึกที่คุณไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดในตอนที่เห็นมันครั้งแรก
เดือนธันวาคม 2015 ในสตูดิโอของช่อง Teleceiba ประเทศฮอนดูรัส Carlos Molina กำลังนำเสนอข่าวเช้าในรายการ Primera Edición ร่วมกับ Pablo Zapata เพื่อนร่วมรายการ กล้องจับภาพปกติ สตูดิโอเงียบสงบ จนกระทั่งแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะข่าวตรงหน้า Molina เริ่มเลื่อนไปด้านข้างอย่างช้าๆ ด้วยตัวของมันเอง ไม่ใช่การสั่นไหว ไม่ใช่การเอียง มันเลื่อนเป็นเส้นตรงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นผลัก
Molina หันไปหา Zapata ทันทีและพูดว่า "ดูสิ ดูสิ เห็นแก้วเลื่อนไหม?" Zapata หัวเราะและพยายามดำเนินรายการต่อ แต่ Molina ไม่ยอม เขายืนยันว่าโต๊ะไม่เอียง ไม่มีน้ำหก และไม่มีเหตุผลทางกายภาพที่แก้วจะเลื่อน
หลังรายการจบ Molina ให้สัมภาษณ์ว่า "สิ่งที่ผมรู้สึกคือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ผมรู้สึกหนาวเย็นทั้งตัวก่อนที่แก้วจะเลื่อน" ทีมงานทุกคนออกมายืนยันว่าไม่มีใครแกล้ง ไม่มีเส้นเอ็นผูกแก้ว ไม่มีกลไกใดซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ภาพจากกล้องหลายมุมยืนยันว่าไม่มีมือใครอยู่ใกล้แก้วในขณะที่มันเลื่อน คลิปนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในสื่อละตินอเมริกาและยุโรป ถูกนำไปวิเคราะห์ในรายการเรื่องลี้ลับหลายช่อง และถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าขนลุกที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนจอข่าว
คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกเสนอมากที่สุดคือหยดน้ำเกาะแก้ว เมื่อแก้วเย็นวางบนพื้นผิวเรียบ ไอน้ำจะควบแน่นที่ฐานแก้วและสร้างฟิล์มน้ำบางๆ ที่ทำให้แก้วเลื่อนได้เอง เหมือนรถไถลบนถนนเปียก ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Leidenfrost-like sliding และเกิดขึ้นได้จริงในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเย็น ซึ่งสตูดิโอโทรทัศน์มักเป็นแบบนั้น นักวิทยาศาสตร์หลายคนยืนยันว่าสามารถทำให้แก้วเลื่อนด้วยวิธีนี้ได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งเหนือธรรมชาติ
แต่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยเซ็กซี่เท่าเรื่องผี และในฮอนดูรัส มีเรื่องเล่าที่ถูกแชร์ตามเว็บบอร์ดท้องถิ่นว่าสถานที่ที่สตูดิโอ Teleceiba ตั้งอยู่นั้น เมื่อสี่สิบปีก่อนเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ทำให้เด็กชายคนหนึ่งเสียชีวิต และคำพูดสุดท้ายของเด็กคนนั้นคือการร้องขอน้ำหนึ่งแก้ว ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ แต่มันเป็นเรื่องเล่าที่ถูกผูกเข้ากับเหตุการณ์ได้อย่างแนบเนียน จนทำให้คลิปแก้วเลื่อนกลายเป็นมากกว่าปริศนาทางฟิสิกส์
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวแก้วคือปฏิกิริยาของ Molina ต่อหน้ากล้อง เขาไม่ได้แสดง เขาไม่ได้ทำเสียงตกใจเกินจริง เขาแค่หันไปหาเพื่อนร่วมรายการด้วยสีหน้าที่บอกว่า "คุณเห็นเหมือนกันไหม" ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเดียวกันกับที่มนุษย์ทุกคนจะทำเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ความจริงใจของปฏิกิริยานั้นคือสิ่งที่ทำให้คลิปนี้ถูกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่แก้ว
ปี 2004 ช่อง TV Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ออกอากาศรายการ "Inaka ni Tomarou!" หรือ "ไปค้างบ้านนอกกันเถอะ!" ซึ่งเป็นรายการบันเทิงอบอุ่นที่ส่งดาราไปเคาะประตูบ้านชาวบ้านในชนบทเพื่อขอพักค้างคืนโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า ไม่มีโรงแรม ไม่มีรีสอร์ท แค่เสน่ห์ของคนแปลกหน้ากับน้ำใจชาวบ้าน รายการนี้ออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2010 และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องผีแม้แต่น้อย
จนกระทั่งตอนที่ Ebisu Yoshikazu นักวาดการ์ตูนและพิธีกรทีวีชื่อดัง ได้รับมอบหมายให้ไปเยือนพื้นที่รอบภูเขาโอโซเรซัง จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถานที่ศักดิ์สิทธ์ที่สุดของญี่ปุ่นและเป็นสถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็น "ประตูสู่โลกของคนตาย"
Ebisu เดินเท้าลงจากโอโซเรซังมาถึงหมู่บ้านชาวประมงชื่อโอฮาตะมาจิที่เชิงเขา หลังจากเดินหาบ้านที่ยอมให้พักจนเหนื่อยหมดแรง ในที่สุดก็มีคุณยายคนหนึ่งรับเขาเข้าบ้าน คุณยายอาศัยอยู่คนเดียว สามีไปทำงานต่างถิ่น ลูกๆ ย้ายไปอยู่กรุงโตเกียวหมดแล้ว เห็น Ebisu เหนื่อยก็เรียกเพื่อนบ้านมาช่วยทำราเม็งมิโซะให้กิน Ebisu ซึ่งขึ้นชื่อว่าไม่ค่อยชมอาหารใคร ถึงกับพูดว่า "อร่อยมากครับ" ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดของตอนนั้น และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ใบหน้าปรากฏ
ขณะที่ Ebisu กำลังนั่งซดราเม็ง กล้องจับภาพเขาจากด้านหน้า ทางด้านซ้ายของจอมีเสาและผนังห้อง ตรงนั้นเองที่ใบหน้าหนึ่งโผล่ออกมาจากขอบผนัง จ้องมองมาที่ Ebisu ด้วยสายตาที่คนดูบรรยายว่า "ไร้ชีวิตชีวาอย่างสิ้นเชิง" สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าขนลุกกว่าภาพผีทั่วไปคือตำแหน่งของใบหน้า มันอยู่ในระดับที่ถ้าเป็นมนุษย์จะต้องเห็นไหล่ด้วย แต่ไม่มีไหล่ ไม่มีร่างกาย มีแค่ใบหน้าลอยอยู่ตรงขอบผนัง ปรากฏเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหายไป ก่อนที่กล้องจะซูมเข้าหา Ebisu อย่างกะทันหัน ราวกับตากล้องเพิ่งสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
คนดูที่บันทึกรายการไว้หยุดภาพและเริ่มแชร์ในกระดานข้อความ 2channel ทันที กระทู้เต็มไปด้วยการวิเคราะห์ทีละเฟรม บางคนชี้ว่ามันคือทีมงานที่ยืนอยู่หลังผนัง เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาทีมีคนใส่เสื้อลายทางเดินผ่านหลัง Ebisu ซึ่งน่าจะเป็นสต๊าฟ แต่คนอื่นๆ ถามกลับว่าทำไมสต๊าฟจะมายืนจ้องมองเข้ากล้องจากขอบผนังในขณะที่ดาราของตัวเองกำลังถ่ายฉากสำคัญ และทำไมถึงเห็นแค่ใบหน้าโดยไม่มีร่างกาย
สถานีโทรทัศน์ TV Tokyo ได้รับโทรศัพท์สอบถามจากคนดูจำนวนมาก แต่ไม่เคยออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าใบหน้านั้นเป็นของใคร
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ติดอยู่ในความทรงจำของคนญี่ปุ่นมากกว่าคลิปผีทั่วไปคือบริบทของรายการ "Inaka ni Tomarou!" ไม่ใช่รายการสยองขวัญ มันคือรายการที่คนดูเปิดเพื่อดูความอบอุ่นของชนบทญี่ปุ่น ดูคุณยายทำอาหารให้คนแปลกหน้า ดูรอยยิ้มของคนที่อยู่คนเดียวเมื่อมีคนมาเยี่ยม ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเห็นใบหน้าที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้นในรายการแบบนี้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันน่ากลัว
เพราะเรื่องผีที่เกิดขึ้นในรายการผีนั้นคาดเดาได้ แต่เรื่องผีที่เกิดขึ้นในรายการทำอาหารนั้นไม่มีใครเตรียมตัว
ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เรื่องผีไม่ใช่เรื่องของ "เชื่อหรือไม่เชื่อ" แบบตะวันตก คำว่า "yurei" หมายถึงวิญญาณที่ยังไม่ไปไหนเพราะมีอะไรค้างคาอยู่ในโลกนี้ และโอโซเรซังซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคุณยายไม่กี่กิโลเมตรนั้นเป็นสถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นมาพูดคุยกับคนตายผ่านร่างทรงมานานหลายร้อยปี
ทำเนียบขาวมีตำนานเรื่องผีหลอนมายาวนานกว่าสองร้อยปี Grace Coolidge ภริยาของประธานาธิบดี Calvin Coolidge เป็นคนแรกที่รายงานว่าเห็นวิญญาณของ Abraham Lincoln ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างห้อง Yellow Oval Room ในปี 1927 ราชินี Wilhelmina แห่งเนเธอร์แลนด์ได้ยินเสียงเคาะประตูตอนดึกขณะพักในทำเนียบขาวช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเปิดประตูก็เห็น Lincoln สวมหมวกทรงสูงยืนอยู่ เธอเป็นลมทันที
Winston Churchill อ้างว่าเห็น Lincoln ขณะที่ตัวเองเพิ่งออกจากอ่างอาบน้ำ ไม่สวมเสื้อผ้า คาบซิการ์อยู่ และพูดกับวิญญาณอย่างสงบว่า "สวัสดีท่านประธานาธิบดี ดูเหมือนท่านจะได้เปรียบผมในตอนนี้" Lincoln ยิ้มแล้วหายไป ประธานาธิบดี Eisenhower บอกเลขาฝ่ายสื่อของตัวเองว่าเขาเจอวิญญาณ Lincoln เดินสวนทางมาในทางเดินบ่อยครั้ง
แต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดทางทีวีเกิดขึ้นในยุคที่ใกล้กว่านั้นมาก ระหว่างการแถลงข่าวสดหนึ่งครั้งหน้าทำเนียบขาวในสมัยของ Barack Obama คนดูที่บ้านสังเกตเห็นสิ่งที่ดูเหมือนใบหน้ามนุษย์มองลงมาจากหน้าต่างชั้นบนของทำเนียบขาว ขณะที่ Obama กำลังพูดอยู่ด้านล่าง
ใบหน้านั้นไม่เหมือนภาพสะท้อนปกติ มันดูเหมือนมีคนยืนอยู่จริงๆ เบื้องหลังกระจก คลิปถูกตัดออกมาและแพร่กระจายในอินเทอร์เน็ต คนจำนวนมากปัดทิ้งทันทีว่าเป็นแค่แสงสะท้อน แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยชี้ว่ามันดูแตกต่างจากภาพสะท้อนอื่นๆ ในหน้าต่างบานเดียวกัน
ครอบครัว Obama เองเคยยอมรับว่าได้ยินเสียงแปลกๆ ในทางเดินตอนกลางคืน Michelle Obama เล่าให้กลุ่มนักเรียนฟังว่าสมาชิกในครอบครัวรู้สึกเหมือนมีอะไรแทะเท้าตอนนอน ลูกสาวของ George W. Bush ทั้ง Jenna และ Barbara เคยตื่นมาได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังจากที่ไหนไม่รู้และเสียงดนตรีจากยุคทศวรรษ 1920 ลอยออกมาจากเตาผิง
สุนัขของประธานาธิบดี Reagan ชื่อ Rex จะยืนเห่าหน้าห้อง Lincoln Bedroom ทุกครั้งที่เดินผ่าน และปฏิเสธที่จะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปไม่ว่าจะถูกชักชวนอย่างไร Reagan เคยพูดในการแถลงข่าวปี 1987 ว่า "ผมไม่เคยเห็นเขาเอง แต่สุนัขตัวน้อยของเราจะยืนจ้องไปตามทางเดินยาวราวกับเห็นอะไรบางอย่าง"
ประเด็นที่น่าสนใจกว่าว่าผีมีจริงหรือไม่คือเหตุผลที่เรื่องผี Lincoln ยังคงถูกเล่าซ้ำ ตำนานนี้มีอายุมากกว่าร้อยปี ถูกรายงานโดยประธานาธิบดี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นายกรัฐมนตรี ราชินี และพนักงานทำเนียบขาวหลายสิบคน จุดเริ่มต้นที่แท้จริงอาจมาจาก Jeremiah "Jerry" Smith พนักงานทำเนียบขาวที่ทำงานมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี Grant ในทศวรรษ 1860 จนเกษียณสามสิบห้าปีต่อมา
Smith ชอบเล่าเรื่องผีให้นักข่าวฟัง เขาอ้างว่าเห็นวิญญาณของ Lincoln, Grant และ McKinley หลายร้อยครั้ง นักข่าวที่ต้องการเรื่องเล่าในวันที่ไม่มีข่าวก็ยินดีรับฟังเสมอ และเรื่องเหล่านั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานทำเนียบขาวที่ส่งต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
ใบหน้าในหน้าต่างทำเนียบขาวระหว่างการแถลงข่าวของ Obama อาจเป็นแค่แสงสะท้อน อาจเป็นเจ้าหน้าที่ Secret Service ยืนมองอยู่หลังกระจก หรืออาจเป็นสิ่งที่ไม่มีคำอธิบาย แต่สิ่งที่มันทำได้อย่างแน่นอนคือเตือนให้คนนับล้านจำได้ว่าทำเนียบขาวเป็นอาคารอายุกว่าสองร้อยปีที่เคยมีคนตายข้างใน เคยมีคนจัดพิธีเรียกวิญญาณข้างใน และเคยมีประธานาธิบดีที่ถูกลอบสังหารอาศัยอยู่ข้างใน
ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องผีหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือทำเนียบขาวเป็นอาคารที่มีน้ำหนักของประวัติศาสตร์กดทับอยู่ทุกตารางนิ้ว และบางครั้ง น้ำหนักนั้นก็ปรากฏเป็นเงาในหน้าต่างตอนที่ไม่มีใครคาดคิด
กล้องไม่เคยโกหก แต่มันก็ไม่เคยบอกความจริงทั้งหมด สิ่งที่ทั้งห้าเหตุการณ์นี้มีร่วมกันไม่ใช่หลักฐานว่าผีมีจริง แต่คือการพิสูจน์ว่ามนุษย์มีความต้องการลึกๆ ที่จะเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างอยู่นอกเหนือสิ่งที่ตาเห็น และเมื่อความต้องการนั้นถูกส่งผ่านจอทีวีที่คนนับล้านกำลังดูพร้อมกัน มันไม่สำคัญอีกต่อไปว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เพราะสิ่งที่รู้สึกคือสิ่งที่จำ
โฆษณา