30 มี.ค. เวลา 13:06 • กีฬา
สนามกีฬาทอตนัมฮอตสเปอร์

"แสงสุดท้าย" แห่งไก่เดือยทอง และความล้มเหลวของทูดอร์

"รอนแรมมาเนิ่นนานเพียงหนึ่งใจ
กับทางที่โรยเอาไว้ด้วยขวากหนาม
ถูกแหลมคมทิ่มแทง
จนมันแทบจะทนไม่ไหว,,,"
.
.
.
หากแฟนบอลทีมไหน
กำลังท้อแท้ หมดกำลังใจ
หน่ายกับผลงานทีมรัก
ให้หันมาดู Tottenham สักนิด
แล้วคุณจะคิดทันทีว่าทุกอย่างที่เจอ
มันเบาลงในพริบตาแทบจะทันใด
กับความเละเทะครั้งใหญ่
ทั้งในและนอกสนามแบบสุดๆ
และยังไม่มีทีท่าจะหยุด
ต่อให้ตกนรกลงไปเล่นใน ชปช.
ก็ยังไม่รู้จะกลับมาได้เมื่อไหร่
พร้อมการสั่งปลด "Igor Tudor"
โค้ชชาวโคตแอตที่สร้างผลงาน
ได้ย่ำแย่ที่สุด และผมก็แอบลงชื่อเขา
เป็นเต็ง 1 โค้ชยอดแย่ประจำฤดูกาลแล้วล่ะ
มาดูกันว่าอะไรที่ทำให้ไก่เดือยทองตัวนี้
ป่วยเรื้อรังและซึมมาหลายปี
.
.
.
1. ความผิดพลาดตั้งแต่ "กระดุมเม็ดแรก" ของบอร์ดบริหาร
- การแต่งตั้งทูดอร์มาคุมทีม คือการเอา "ระเบิดเวลา" มาวางไว้ในห้องแต่งตัวตั้งแต่ Day1 เมื่อสเปอร์สเป็นทีมที่เน้นฟุตบอลระบบที่อาศัยความเข้าใจ แต่ทูดอร์คือ "สายเผด็จการ" (Hardline Approach) ที่เน้นระเบียบจัดและยอมหัก ไม่ยอมงอ
ที่สำคัญคือสเปอร์สต้องการผู้เชี่ยวชาญในการดับไฟ แต่ดันเลือกใช้คน ผิดที่ ผิดเวลา ไม่รู้เลยว่าไฟอันร้อนแรงบนเวทีที่โหดหินอย่างพรีเมียร์ลีก เขาดับกันยังไง
จากที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในแดนผู้ดี ที่ต้องการความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการคน (Man Management) สูงมาก การเอาโค้ชที่ไม่เคยผ่านบรรยากาศนี้มาคุมทีมที่ "เปราะบาง" ทางความรู้สึกอย่างสเปอร์ส คือการเซ็นใบมรณะบัตรให้ตัวเองล่วงหน้าโดยดุษฎี
2. ความสำเร็จที่อื่น ใช่ว่าจะดีกับที่ใหม่
- ทำไมทูดอร์เคยคุม Lazio และ Juventus แล้วเวิร์ค? ต้องบอกงี้ครับ ช่วงที่คุมอินทรีฟ้าขาว (มีนาคม–มิถุนายน 2024) ระบบหลังสาม หรือ 3-4-2-1 ที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดทำงานได้ดีในระยะสั้น
เพราะนักเตะมีความเร็วและวินัยสูงพอที่จะเล่น high line ได้โดยไม่ถูกเจาะง่าย ทั้งกองหลังอย่างพวก A.Romagnoli ทั้ง wing-backs อย่าง M.Lazzari และ N.Tavares วิ่งขึ้น-ลง 90 นาทีแบบไม่ยอมหยุด
รวมถึงทั้งมิดฟิลด์ตัวรับที่ cover ดีแบบ M.Guendouzi และ N.Rovella ทำให้ระบบ man-oriented high press ของเขาทำงานเต็มประสิทธิภาพ
พาทีมที่เคยอยู่อันดับ 9 พุ่งขึ้นมาได้ผลงานแข็งแกร่ง (แพ้แค่เกมเดียวในลีก) และจบอันดับ 7 เพราะผู้เล่นทุกตำแหน่งตอบโจทย์ “ความดุดัน + โครงสร้างชัด” ตาม
ตำราเขาเป๊ะ
ส่วนผลงานกับม้าลาย (ทั้งช่วยงานในฤดูกาล 2024/25 และคุมต้นฤดูกาล 2025/26) ระบบหลังสามยิ่งเวิร์คหนักกว่าเดิม เพราะ Juve มีแผงหลังที่ “แข็งแกร่งทางกายภาพและมีวินัยสูง” อย่าง G.Bremer และ F.Gatti ซึ่งอ่านเกมเร็วและรับมือการเพรสซิ่งสูงได้ดีมาก
มิดฟิลด์อย่าง M.Locatelli ทำหน้าที่ cover ตรงกลางได้เยี่ยม ทำให้ high press แบบ man-to-man ไม่ล้มเหลวบ่อย ทีมได้ counter-attack เร็วและเสียประตูน้อยลงทันตาเห็น
รวมๆ คือผู้เล่นทุกคนในระบบนี้เคยชินกับความเข้มข้นของ Serie A อยู่แล้ว จึงไม่ต้องปรับตัวใหม่มาก
ทูดอร์จึงกลายเป็น “firefighter” ที่ช่วยพา Juve คว้าอันดับ 4 ได้ทันเวลาในช่วงแรก ก่อนที่ทุกอย่างจะพังลงเมื่อเขาตัดสินใจเซ็นต่อสัญญาแล้วดันฟอร์มตกหนักในฤดูกาลใหม่ จนโดนไล่ออก
แต่กับสเปอร์สที่สร้างชื่อจากแบ็ก 4 ที่มีฟูลแบ็กเติมเกมมันๆ การพยายามยัดเยียด "หลังสาม" แบบโบราณเข้าไป มันจึงเหมือนการเอาสี่เหลี่ยมไปยัดใส่รูวงกลมแบบนั้นเลย
3. ทำไม "หลังสาม" ของทูดอร์ ถึงเป็นนรกของสเปอร์ส?
- ระบบหลังสามของเขา ไม่ใช่แค่การวางกองหลัง 3 คน แต่มันคือ "Man-to-Man Marking" ทั้งสนาม (คล้าย ๆ กับ จานปิเอโร กาสเปรินี่ สมัยคุม Atalanta)
นี่คือการเล่นแบบ High Line & Presssing: เขาบังคับให้กองหลังดันสูงมากและประกบตัวต่อตัว ถ้าพลาดหนึ่งคนคือ "หลุดเดี่ยว" ทันที ซึ่งกองหลังสเปอร์สไม่ได้มีความเร็วในการถอยหลัง (Recovery Pace) ขนาดนั้น
การสั่งให้ไปวิ่งไล่ตามประกบรายคนทำให้นักเตะหลงตำแหน่ง และเสียประตูง่ายเป็นว่าเล่น จาก counter-attack และ transition เยอะผิดปกติ (เฉลี่ย 3.5 ลูก/เกมในช่วงแรก) เพราะระบบนี้ “High Risk – High Reward” แต่สเปอร์สไม่มีเครื่องมือและความฟิตพอที่จะเล่นแบบนี้ได้เลย (แถมหลายครั้ง ทูดอร์ยังเปลี่ยน formation สร้างความสับสนให้ลูกทีม หาจุดลงตัวไม่เจอ งงในงง)
ต่างจากเดิม ที่พวกเขาโตมากับระบบ "Zonal Marking" (คุมโซน) ช่วยกันปิดพื้นที่มากกว่า และถนัดกับระบบหลัง 4 โดยเฉพาะในยุค M.Pochettino (2014-2019) คือ การเล่นใน DNA ของทัพไก่จริงๆ
เขาสร้างทีมด้วย 4-2-3-1 / 4-3-3 ที่มีโครงสร้างชัดเจน + Pressing แบบ Zonal / Lane Press (ไม่ใช่ man-to-man แบบทูดอร์) ด้วยกองหลัง 2 คน (T.Alderweireld-J.Vertonghen) คุมโซนตรงกลาง + มี full-backs ทั้ง K.Walker, D.Rose, K.Trippier, B.Davies) ที่วิ่งขึ้น-ลงให้ความกว้างและ overload ทางปีก
ระบบนี้ทำให้ทีม compact เวลากดสูง และมี “safety net” เมื่อถูก counter (มีคน cover โซนเสมอ) เพราะผู้เล่นถูกสร้างมาให้เหมาะกับการเล่นแบบนี้ ทั้ง CB มี positioning ดี + recovery pace พอตัว, full-backs เป็น attacking weapon, มิดฟิลด์ช่วยกันปิดช่องว่าง
นั่นคือเหตุผลที่ Tottenham ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบ 20 ปี (รองแชมป์พรีเมียร์ลีก 2016/17, เข้า UCL รอบชิง 2019) เพราะ ระบบหลัง 4 ที่ให้ความมั่นคง + ละเข้ากับสไตล์ผู้เล่น ตั้งแต่ M.Pochettino ต่อเนื่องมาถึงลุง Ange ที่พาทีมคว้าถ้วย UEL
4. โศกนาฏกรรมแห่งดาวร่วง
- การเลือกใช้ "A.Kinsky" โกลมือสองในเกม UCL รอบ 16 ทีม และต้องไปเยือนทีมที่เขี้ยวลากดินแบบ Atletico De Madrid นับเป็นการตัดสินใจที่โคตรประมาทและ "ไร้ความรับผิดชอบ" ที่สุด
 
ยิ่งในเกมที่กดดันสูง ความผิดพลาดควรมีน้อยสุด แต่การไม่มีประตูที่ไว้ใจได้ ทำให้กองหลังระแวงไปหมด ลนลานจนเสียไวถึง 3 ประตู ตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกไป ในนาที 17 เท่านั้นเอง พร้อมบอกว่าทำไปเพื่อปกป้องนักเตะ
ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ในสนาม แต่เป็นการ "ทำลายความมั่นใจ" ของเด็กดาวรุ่งคนหนึ่งไปตลอดกาลพร้อมหยาดน้ำตาลูกผู้ช่ย ขนาด L.Karius ที่เคยพลาดในนัดชิงกับราชัน ยังใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับมาคืนฟอร์ม
พูดตรงๆ นี่เป็นความเสี่ยงแบบสุดตัวของทูดอร์ ถ้าถูก ก็ได้เครดิตว่าอ่านเกมขาดและกล้าให้โอกาสเด็ก แต่ถ้าผิด มันจะดูเหมือนการเอานักเตะที่ไม่ได้ match-fit ลงไปเจอเกมที่โหดเกินระดับความพร้อมของเขา จากผลลัพธ์ที่ออกมา มันจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่แพงเกินไป
เมื่อเกมยุโรปกับตราหมี จบลงด้วยการแพ้รวม 7-5 แม้จะชนะเลกสอง 3-2 ภาพรวมของการตัดสินใจก็ยิ่งดูไม่ใช่และน่าเสียดายจริงๆ
5. เล่นในบ้านเหมือนนอกบ้าน
- ที่สเปอร์สอ่อนในบ้านปีนี้ เพราะทีมเสียสมดุลเวลาเล่นต่อหน้าแฟนๆ ตัวเอง ทั้งที่ไม่ควรเลย จนมีสถิติในบ้านแย่สุดในพรีเมียร์ลีก ล่าสุดคือเจอ Nottingham Forest บุกถลุงขนกระจุยถึง0-3 ก่อนพักเบรกทีมชาติแบบขมๆ
เหตุผลหลักที่เห็นชัดคือ อาการบาดเจ็บของนักเตะที่ยาวเหยียด โดยเฉพาะแนวรุกดีๆ อย่าง J.Maddison และ D.Kulusevski ที่ไม่พร้อมใช้งานต่อเนื่อง
ซ้ำยังทะลึ่งไปขายดาวรุ่งเม็ดงามอย่าง B.Johnson ที่สอดมายิงประตูสำคัญได้บ่อย บินสู่ปราสาทเรือนแก้วไปแบบงงๆ ส่วนแข้งใหม่แบบ X.Simons ก็ยังไม่อาจยกระดับทีมได้มากพอ หรือคนก่อนนี้อย่าง M.Tel ก็ผีเข้าออก เล่นดีแค่ไม่กี่เกม
ทำให้สเปอร์สยิงประตูน้อยลง มากกว่านั้นคือไม่มีตัว "พลิกเกม" ที่จะช่วยชีวิตทีมได้มากพอ และตลกร้ายสุดคือพวกเขาปราศจากแนวคิดแห่งผู้ชนะ ลงเล่นไปวันๆ ตกชั้นก็ไม่คิดอะไร
ฤดูกาลนี้สรุปได้ว่าแข้งไก่มีปัญหาทั้งเรื่อง mentality, injuries และ วินัยในการเล่น ยิ่งเวลาลงแข่งในบ้านและโดนความคาดหวังกดทับ มันยิ่งเห็นชัดกว่าเดิมจนปีกหนักอึ้ง รวมถึงแท็คติกและระบบการเล่นอันเข้มข้นของทูดอร์ ที่ไม่เอื้อต่อสภาพร่างกายเอาเสียเลย มีแต่จะพากันบาดเจ็บซ้ำไปมา
พอรูปเกมเริ่มติดลบ แฟนๆ ไม่เชียร์อัพเท่าที่ควร เลยกลายเป็นแรงกดเพิ่มให้ความผิดพลาดลามเร็วขึ้น กลายเป็นสวรรค์ทีมเยือนได้ทุกเมื่อ (แอบคิดแทนยิดอาร์มี่ว่าถ้าให้เลือกได้ ขอคืนแชมป์ UEL แลกกับการอยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไป เพราะสิ่งที่จะตามมาคือภาวะทีมแตก ซุปตาร์แยกย้ายกันหลายคน ทีนี้ใครอยากช้อนแข้งไก่ในราคาน่ารัก ไม่โดนโก่ง นี่จะเป็นโอกาสแล้วล่ะ)
6. ขาด "ผู้นำ" ที่ดี
- ตั้งแต่ผ่านยุคกัปตัน "H.Kane - Son Heung Min" สเปอร์สก็สูญเสีย “แกนนำระดับตำนาน” ที่เคยรวมทีมทั้งในสนามและนอกสนามไปอย่างสิ้นเชิง Son เป็นกัปตันที่เงียบแต่ได้รับการเคารพสูงสุดจากเพื่อนร่วมทีม ส่วน Kane คือผู้นำที่ดึงทีมขึ้นมาได้ในทุกสถานการณ์ หลังจากนั้นทีมจึงขาดผู้นำที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง ซึ่งกัปตันคนล่าสุดอย่าง C.Romero ก็ดูจะเป็นตัวสร้างภาระมากกว่าจะนำทีม ทั้งสไตล์การเล่นที่โฉ่งฉ่าง หนักหน่วง แบบที่โดนใบแดงในเกมพ่าย Man United ด้วยสกอร์ 2-0 เมื่อ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้นทูดอร์ เองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในทีม โดยเขามักขัดแย้งกับลูกทีมตัวหลัก เช่น กรณี M.van de Ven ปราการหลังตัวเก่งที่ควรเป็นผู้นำรุ่นใหม่ มีคลิปและรายงานหลายครั้งที่โค้ชวัย 48 ปี ตะโกนสั่งให้แบ็กดันไลน์สูง แต่แข้งดัตช์ดูเหมือนจะไม่ตอบสนอง สื่อถึงการขาดความเคารพและความไว้วางใจระหว่างโค้ชกับผู้นำในห้องแต่งตัว จึงยิ่งทำให้ความเป็นทีมพังหนักขึ้นไปอีก
รวมๆ แล้ว Tottenham ในยุคนี้ ตั้งแต่ T.Franks ถึง I.Tudor จึงขาดทั้ง “ผู้นำที่นำทีมได้” และ “โค้ชที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียว (Unity)” กลายเป็นห้องแต่งตัวที่แตกแยกตั้งแต่ต้น รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้งจากสนามใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างพังยับยู่ยี่ ไม่ว่าจะได้ Roberto De Zerbi มาคุมทีมตามเป้าหรือไม่ ใครมากุมบังเหียนไก่ป่วยตัวนี้ที่เรื้อรังดื้อยา บ้วนพลังใจมานาน บอกเลยว่ายากเต็มที
ถ้าจะพูดถึงเรื่องดีๆ ไม่กี่อย่างนั่นคือรางวัลลูกยิงแห่งฤดูกาลจาก “D.Solanke” ที่หวดท่า Scorpion Kick เข้าไปในเกมเสมอ City ไป 2-2 และการระเบิดฟอร์มของ M.van de Ven ที่ลากตะลุยขึ้นมายิงได้บ่อย จนเป็น Signature
ทั้งนี้แต้มต่อเพียงแต้มเดียวที่นำโซนตกช้ันอยู่ ก็ไม่มีทางรู้ว่ามันจะเป็น “แสงสุดท้าย” ที่ส่องประกายถึงเมื่อไหร่ มันคงจริงที่ทางยาวไกลกร่อนหัวใจ และมันคงน่าเสียดายเหลือเกิน ถ้าเกิดจะไม่ได้เห็น North London Derby ในเวลาอันใกล้ กับอีกหนึ่งทีมที่เคยยิ่งใหญ่ สยายปีกมาดมั่นมานาน และเฉียดจะสำเร็จครั้งแล้ว ครั้งเล่ามากกว่าที่เป็น หากพวกเขาไม่ทำตัวเอง
ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร
ขอให้วันหนึ่งพวกเขาคว้ามันไว้ได้
และกลับมาในแนวทางที่เคยเป็นจริงๆ,,
โฆษณา