Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
1 เม.ย. เวลา 04:35 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
ฤทธิ์จักรพญายม (The Flying Guillotine, 1975)
อาวุธแทนอำนาจฮ่องเต้
ในบรรดาหนังกำลังภายในที่สร้าง “อาวุธนอกสารบบ” อันลือลั่น คงไม่มีเรื่องใดโดดเด่นเกินกว่าฤทธิ์จักรพญายม(The Flying Guillotine) ผลงานกำกับของเหอเมิ่งหัวที่ออกฉายในปี 1975 นำแสดงโดยเฉินกวนไถ้และกุ๊ฟง เรื่องราวถูกวางอยู่ในยุคราชวงศ์ชิง ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิหย่งเจิ้น ผู้โหดเหี้ยม ซึ่งมันน่าสนใจมาก เพราะในหนังหย่งเจิ้นคือผู้ปกครองที่หวาดระแวงและกระหายอำนาจ เขาสั่งให้สร้างจักรพญายม อาวุธสังหารที่สามารถปลิดชีวิตศัตรูได้จากระยะไกล
อาวุธชิ้นนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือ หากเป็นตัวแทนของอำนาจหรือมือที่มองไม่เห็น การสังหารเกิดขึ้นรวดเร็ว ดุดัน เด็ดขาด และไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งจากหน่วยนักฆ่าที่ถูกฝึกให้ใช้อาวุธนี้ โดยเฉพาะตัวละครอย่างหม่าเถิงที่เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนทำ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกที่อำนาจรัฐกดทับมนุษย์จนไร้ทางเลือก
เอาเข้าจริงแล้วภาพของจักรพรรดิหย่งเจิ้นเป็นแบบในหนังว่าไว้ไหม เพราะบ้างก็ว่าเขาคือจักรพรรดิผู้เด็ดขาด เข้มงวด ทำให้ราชวงศ์ชิงแข็งแกร่ง และปูทางสู่ยุคทองของชิงในรัชสมัยของเฉียนหลง ภาพของหย่งเจิ้นจึงไม่ได้เกิดจากบันทึกทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมผ่านเรื่องเล่า นิยาย และหนัง โดยเฉพาะฤทธิ์จักรพญายมที่ทำให้เขากลายเป็นจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม สร้างกลุ่มนักฆ่าไล่ล่าศัตรูอย่างไร้ปรานี
แต่เมื่อย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์จริง หย่งเจิ้นไม่ได้สร้างอาวุธลับเช่นนั้น สิ่งที่เขามีคือระบบและกฏหมายที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง เขาปราบปรามศัตรูทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ควบคุมขุนนางอย่างใกล้ชิด และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของรัฐ แม้จะไม่มีจักรพญายมที่ขว้างออกไปตัดศีรษะ แต่คำสั่งจากราชสำนักก็สามารถกำหนดชะตาชีวิตของผู้คนได้อย่างรวดเร็วไม่ต่างกัน
ความน่าสนใจจึงอยู่ตรงที่แม้อาวุธในหนังจะเป็นเรื่องแต่ง แต่แก่นของมันกลับสะท้อนความจริงบางอย่างได้อย่างแม่นยำ จักรพญายมคือสัญลักษณ์ของอำนาจที่รวดเร็ว ลับ และเด็ดขาด แทนอำนาจที่ควบคุมทุกอย่างของหย่งเจิ้น ตัวหนังจึงไม่ได้บิดเบือนความจริงไปเสียทั้งหมด หากแต่เลือกขยายมันให้จับต้องได้มากขึ้นผ่านกลุ่มนักฆ่าจักรพยายม
การที่หนังของชอว์บราเดอร์สเลือกนำเสนอหย่งเจิ้นในฐานะทรราชเต็มรูปแบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเล่าเรื่องในหนังที่ต้องมีความขัดแย้ง ตัวร้ายต้องทรงพลัง เพื่อให้การต่อสู้ของตัวเอกมีน้ำหนักและความหมาย แลกด้วยการลดทอนความซับซ้อนของตัวละครหรือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เมื่อเวลาผ่านไปแลภาพของหย่งเจิ้นในฐานะจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมได้ฝังแน่นในวัฒนธรรมสมัยนิยม ผ่านนิยาย หนัง เสียงร่ำลือ มากกว่าภาพของจักรพรรดิผู้เข้มงวดและปฏิรูประบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาคือคนที่ทำให้ระบบของรัฐแข็งแรงพอจะรองรับความรุ่งเรืองในยุคถัดมา เพียงแต่ความเข้มงวดนั้นเองที่ทำให้เขาถูกจดจำในแง่ลบมากกว่าชื่นชม
เนื้อหาในหนังนั้นจักรพรรดิหย่งเจิ้นทรงสั่งขุนนางคนสนิทคือซินกังให้สร้างอาวุธใหม่เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง อาวุธนั้นคือจักรพญายม หมวกโลหะติดใบมีดเชื่อมกับโซ่ยาว สามารถขว้างออกไปไกลถึงร้อยหลา เมื่อหมวกครอบหัวเหยื่อแล้วเพียงกระตุกโซ่ ใบมีดภายในจะปิดลงและตัดศีรษะในพริบตา อาวุธนี้ถูกใช้โดยหน่วยนักฆ่าพิเศษ 12 คนที่เรียกว่า “หน่วยฤทธิ์จักรพญายม”
โดยมีหม่าเถิง (เฉินกวนไถ้)โดดเด่นที่สุด แต่เมื่อเขาเริ่มตระหนักถึงความโหดร้ายและตั้งคำถามถึงการฆ่าฟัน หม่าเถิงจึงหนีออกจากหน่วย กลายเป็นศัตรูของราชสำนัก และถูกตามล่าด้วยอาวุธเดียวกันที่เขาเคยใช้
แม้ “จักรพญายม” จะเป็นอาวุธที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ แต่แนวคิดของมันไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันมีแรงบันดาลใจมาจากหมวกใบมีดของอ็อดจ็อบ (Oddjob)ตัวร้ายในหนังเจมส์ บอนด์ ตอน Goldfinger (1964) ซึ่งใช้หมวกทรงโบลเลอร์ขอบมีดขว้างใส่ศัตรูจนคอขาด ฉากนั้นกลายเป็นภาพจำระดับตำนานของแฟรนไชส์บอนด์
และต่อมาเมื่อค่ายชอว์บราเดอร์สต้องการสร้างอาวุธแปลกใหม่ในยุคที่หนังบู๊เริ่มซ้ำซาก พวกเขาจึงนำแนวคิดอาวุธขว้างตัดหัวและลอยกลับมาหาผู้ใช้มาปรับโฉมให้เข้ากับโลกกำลังภายในของจีนโบราณ กลายเป็นจักรพยายมที่ผสมทั้งความเท่และความน่ากลัวได้อย่างลงตัว
เหอเมิ่งหัวกำกับหนังเรื่องนี้ให้ต่างจากหนังกำลังภายในทั่วไปของค่ายชอว์บราเดอร์ส เขาผสมแนวทางระทึกขวัญเข้าไปในเนื้อหา ใช้ภาพ มุมกล้อง และโดยเฉพาะเสียงเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ เสียง “จักรพญายม” ที่หมุนแหวกอากาศดังก้องราวกังหัน กลายเป็นสัญลักษณ์ของความตายที่คืบคลานเข้ามา หนังจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกกดดันและหลอนทางเสียงอย่างมีชั้นเชิง เสียงเลยกลายเป็นภาษาหนังที่ทรงพลังมากๆ
สิ่งที่ทำให้ฤทธิ์จักรพญายมแตกต่างคือความสมจริงในโลกกำลังภายใน เหอเมิ่งหัวพยายามลดทอนฉากต่อสู้เว่อร์วังแบบหนังกำลังภายใน ไม่มีการเหาะเหินหรือใช้วิชาตัวเบาเกินจริง แต่เน้นการต่อสู้ที่ดูหนักแน่นอย่าง ฉากหม่าเถิงหนีออกจากวัง เขาไม่ได้เหาะข้ามกำแพงด้วยวิชาตัวเบา แต่ใช้ต้นไผ่ทำไม้ค้ำถ่อเพื่อปีนหนี รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้หนังมีมิติของความดิบและเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้ชัดเจน
ฉากต่อสู้ตอนท้ายที่ถ่ายทำริมหน้าผากลางน้ำตกถือเป็นไฮไลต์ เหอเมิ่งหัวเลือกใช้โลเคชันจริงแทนโรงถ่าย ทำให้ภาพออกมาทรงพลังและแตกต่างจากงานของชอว์บราเดอร์สในยุคนั้นอย่างชัดเจน การต่อสู้ระหว่างหม่าเถิงกับะหน่วยจักรพญายมที่เหลือ กลายเป็นฉากแอ็กชันสุดยิ่งใหญ่ที่ยังถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้ แม้หนังมีภาคต่อและจักรพยายมถูกเอามาใช้ในหนังกำลังภายในจนเกร่อ แต่ฤทธิ์จักรพญายมนี้คือจุดเริ่มต้นของตำนาน และยังคงเป็นหนึ่งในผลงานระดับ “สิบอันดับยอดเยี่ยมตลอดกาล” ของชอว์บราเดอร์สในสายตาของผม
ท้ายที่สุด จักรพญายม อาจไม่เคยมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ แต่ในเชิงความหมาย มันคือภาพแทนของอำนาจรัฐที่สามารถตัดสินชีวิตผู้คนได้ในพริบตา และในโลกของจักรพรรดิหย่งเจิ้น อำนาจเช่นนั้นไม่ได้อยู่ในรูปของอาวุธ หากแต่อยู่ในระบบที่เขาสร้างขึ้นอย่างเข้มงวดและไม่ปรานี ซึ่งแม้จะไม่หวือหวาเหมือนในภาพยนตร์ แต่ก็ทรงพลังไม่แพ้กันเลย
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย