1 เม.ย. เวลา 08:07 • ปรัชญา

ความอิ่มเอมใจกับการวางลง

1. วิภาดา ถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้ในมือ ใจคิดเรื่อยเปื่อย เธอไม่รู้ว่าเธอติดหนังสือตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็..ช่างมันเถอะ เธอแค่รู้สึกว่าปรัชญาชีวิตพวกนี้ ทำให้ใจเธอสงบและเงียบลงได้บ้าง ก็พอแล้ว… เธอกำลังคิดว่าพวกนักปราชญ์ ปัญญาเฉียบนี้ เขาคิดมันได้อย่างไรกัน เอ..หรือเธอดูหนังจีนกำลังภาย ในมากเกินไปนะ…
2. เธอเดินมาที่โต๊ะนั่งเล่นริมระเบียง ลมพัดอ่อน ๆ เย็นสบาย เธอนั่งลง ผ่อนคลาย เปิดหนังสือที่ถือมา พลิกหน้ากระดาษไปมาแล้วก็เริ่มอ่านมัน…
บรรยากาศในศาลาไม้กลางป่าไผ่ มีเสียงน้ำตกแว่วมาเบา ๆ และควันธูปหอมจาง ๆ
ณ อารามเมฆาขาว บนยอดเขาเร้นลับ
• ศิษย์หนุ่ม : ประคองถ้วยชาด้วยสองมือ คุกเข่าลงเบื้องหน้าอาจารย์…
"ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องสงสัย ท่านเหลี่ยวฝานผู้เปลี่ยนชะตาชีวิต กับท่านปราชญ์เล่าจื๊อผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน แท้จริงแล้วท่านทั้งสองเกี่ยวพันกันอย่างไร?"
• อาจารย์ใหญ่: ยกพัดขนนกในมือขึ้นโบกเบา ๆ นัยน์ตาเปี่ยมเมตตา "เจ้าถามได้ดี.. แม้ทั้งสองท่านจะเกิดต่างยุค ต่างสมัยกันนับพันปี ราวกับดาวเหนือและดาวใต้ที่อยู่คนละฝั่งฟ้า แต่หากเจ้ามองให้ลึกซึ้ง วิถีของพวกเขาล้วนบรรจบที่จุดเดียวกัน"
• ศิษย์หนุ่ม: ขมวดคิ้วสงสัย "เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นขอรับ? ท่านเหลี่ยวฝานสอนให้คนเพียรทำดีเพื่อแก้กรรม แต่ท่านเล่าจื๊อกลับสอนให้เราปล่อยวางและไหลไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ"
• อาจารย์ใหญ่: ยิ้มที่มุมปาก "การ 'ปล่อยวาง' ของเล่าจื๊อ มิใช่การ 'ไม่ทำอะไรเลย' แต่คือการไม่ฝืนกฎแห่งสวรรค์... ส่วนการ 'ทำดี' ของเหลี่ยวฝาน ก็คือการขัดเกลาจิตใจให้สอดคล้องกับเมตตาธรรมของฟ้าดินนั่นเอง ทั้งสองต่างสอนให้มนุษย์เลิกเอาชนะฟ้าดิน แต่ให้กลับมาสยบยอมต่อสัจธรรม"
• ศิษย์หนุ่ม: พยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะรินชาเพิ่ม "ข้าเข้าใจแล้ว... แล้วเหตุใดคัมภีร์ 'เต้าเต๋อจิง' ถึงได้มีมากมายหลายฉบับนักเล่าครับ? จนบางครั้งข้าก็สับสนว่าเล่มใดคือของจริง"
• อาจารย์ใหญ่: —ทอดสายตามองไปที่ลำธารที่ไหลผ่านโขดหิน— "เจ้าดูสายน้ำนั่นสิ... น้ำนั้นใสสะอาด แต่เมื่อมันไหลผ่านดินโคลนมันก็ขุ่น เมื่อไหลลงขวดมันก็เป็นขวด เมื่อไหลลงจอกมันก็เป็นจอก... คัมภีร์เหล่านั้นก็เช่นกัน เหมือนภาชนะที่ผู้คนในแต่ละยุคสมัย ที่พยายามจะเก็บกัก 'เต๋า' เอาไว้"
• ศิษย์หนุ่ม: —เขานิ่งไปชั่วครู่—ก่อนจะเปล่งวาจาออกมาอย่างคมคาย "ถ้าเช่นนั้น... คัมภีร์แห่งวิถีชีวิต ย่อมเป็นดั่งสายน้ำที่ผ่านไปตามกาลเวลาและถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ 'เต๋า' ที่ยังเป็นเต๋า คือ สิ่งจริงแท้ตามหลักธรรมชาติ ที่ย่อมไม่ไหลผ่าน หรือเปลี่ยนไปตามกาลเวลา... ใช่ไหมขอรับ?"
• อาจารย์ใหญ่: —วางพัดลง แล้วตบมือเบา ๆ อย่างพึงพอใจ— "ประเสริฐ! ประเสริฐแท้! เจ้าเข้าถึงแก่นแท้แล้ว... ตัวอักษรอาจแปรเปลี่ยน กระดาษก็อาจสลายกลายเป็นเถ้าธุลี แต่ 'วิถี' นั้น ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์...
มา..มา เจ้ามานั่งดื่มชา เป็นเพื่อนข้าดีกว่า ..วันนี้เจ้าได้เห็น 'ดวงจันทร์' แล้ว มิใช่เพียงแค่ 'นิ้ว' ที่ชี้ไปทางนั้น" แล้วท่านอาจารย์ผู้เฒ่า ก็หัวเราะขึ้นเบา ๆ (..ฮ่า ฮ่า ฮ่า…)
3. "...วิภาดา พลิกหน้ากระดาษถัดไป กลิ่นอายของน้ำหมึกและเสียงใบไผ่เสียดสีกันดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในมโนภาพ..."
• ภายใน “เรือนพิรุณโปรย -(สงบนิ่ง•ฉ่ำเย็น•กระจ่างใจ)” ที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงหยดน้ำค้างตกลงบนหินผาเบา ๆ เป็นจังหวะ
• ศิษย์หนุ่มนามเจียงอวี่-ค่อย ๆ วางพู่กันลง สายตาจดจ้องตัวอักษรที่เพิ่งแห้งสนิทด้วยความอิ่มเอมใจ ก่อนจะประคองบันทึกนั้นไว้แนบอก เขาขยับกายลุกขึ้นอย่างสำรวม แล้ว เดินออกจากเรือนไม้หลังเล็ก ที่อบอวลด้วยไอเย็นของสายฝน มุ่งหน้าสู่ศาลากลางป่าไผ่ เพื่อนำวิถีแห่งเต๋าที่เพิ่งตกผลึก ไปรับคำชี้แนะจาก ท่านอาจารย์ชิงหรง ผู้กำลังนั่งรออยู่อย่างสงบนิ่ง...แต่เยือกเย็น
• เจียงอวี่ มองดูบันทึกที่ตนเองเขียนด้วยความอิ่มเอม "ท่านอาจารย์ ชิงหรง... บทที่สามสิบ และสามสิบสี่นี้ ข้าเรียบเรียงขึ้นจากความเข้าใจอันน้อยนิดของข้าเอง ข้า..ข้ารู้สึกยินดียิ่งนัก ที่ได้เห็นสัจธรรมนี้ปรากฏผ่านปลายพู่กัน"
• ท่านอาจารย์ชิงหรง พยักหน้าเบา ๆ สาย ตา จ้องมองนกที่บินผ่านเมฆไป" แล้วเอ่ยว่า..ความอิ่มเอมใจ-นั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์—เจียงอวี่...ชื่อของเจ้าก็แปลได้ว่า-สายฝน—เมื่อมันร่วงหล่นลงสู่ดินแล้ว เจ้าจะคิดทำเช่นไรต่อไป?"
• เจียงอวี่ ยิ้มอย่างสงบแล้ว วางแผ่นกระ ดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรลงตรงหน้า แล้วกล่าวว่า "ข้าปลื้มปริ่ม อิ่มเอมใจ... แล้วก็ข้า…เขาหยุดชะงัก แล้วจึงกล่าวต่อว่า แล้วก็ขอ 'วางลง' ขอรับ ท่านอาจารย์—ความภูมิ ใจนี้ ก็เป็นเพียงระลอกคลื่นเล็ก ๆ บนผิวน้ำ เมื่อคลื่นถูกพัดผ่านไป น้ำก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม"
• ท่านอาจารย์ชิงหรง: หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "ดี..ดีมาก...'กระทำนำแล้ววาง' เจ้าพูดออกมาเช่นนี้ คิดได้เช่นนี้ และทำได้เช่นนี้ จึงจะนับว่าเป็นศิษย์แห่งเต๋าที่แท้จริง"
"เสียงใบไผ่เสียดสีกันในจินตนาการค่อย ๆ จางหายไป...”
 
4. วิภาดาปิดหนังสือเล่มนั้นลงช้า ๆ สัมผัสของกระดาษยังอุ่นอยู่ในมือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ความสับสนในใจเมื่อครู่ ดูจะเล็กลงจนเกือบหายไปเหมือนที่ท่านอาจารย์ชิงหรงบอกไว้"
• "เธอยิ้มกับตัวเองน้อย ๆ... ปลื้มใจที่ได้พบคำตอบ แล้วเธอก็เลือกที่จะ 'วาง' หนังสือเล่มนั้นลงข้างกาย ปล่อยให้ใจว่างเปล่าและสงบนิ่งดั่งสายน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น"
5. เธอรู้สึกถึงสัมผัสของ“ความอิ่มเอมใจ”ที่แผ่ซ่านอย่างเงียบเชียบ...ก่อนจะปล่อยให้มันค่อย ๆ จางไป พร้อมกับการวางลง ที่แสนเบาสบาย เธอมองดูท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ และตระหนักว่าใจ พื้นที่ว่างเปล่านั้น กลับเต็มเปี่ยมยิ่งกว่าตอนที่พยายามจะครอบครองสิ่งใด"
​#ปรัชญาจีน #จิตวิทยา #วิถีชีวิต #Lifestyle #เต๋า #โอวาทของท่านเหลี่ยวฝาน #เล่าจื๊อ
เต้าเต๋อจิง บทที่ 30 สัจธรรมแห่งการผ่อนปรน และผลลัพธ์ของความรุนแรง -เจียงอวี่
• ผู้ยึดหลักธรรม
ทางเดียวกับเต๋า
ย่อมมิใช้กําลัง
บังคับเข้าขู่เข็ญ
• ผู้นํากําลังสู้รบ
ทําศึกสงคราม
ถึงจะมีชัยชนะ
ก็ย่อมแพ้พ่าย
• เมืองล่มสลาย
เหล่าประชาพบ
แต่ความลําบาก
ยากแค้น ขาดแคลน
• ผู้กระทํานําแล้ววาง
ไม่บังคับเข้าควบคุม
หากขืนฝืนกระแสเต๋า
ย่อมจบสิ้นอย่างรวดเร็ว
เต้าเต๋อจิง บทที่ 34 “ความเล็กและความใหญ่แห่งเต๋า”—เจียงอวี่
• เต๋านั้นกว้างใหญ่
เหมือนน้ําไหลเอ่อล้น
เมื่อสรรพสิ่งถือกําเนิด
เต๋าไม่อ้างสิทธิ์ครอบครอง
• มุ่งกระทําอย่างไม่คิด
ดั่งผู้ใต้บัญชา
ที่ไม่มีผู้ใดมาสั่งการ...
• ความเล็กในเต๋า
ที่ไร้ตัว-ไร้ตน
จึงเป็นความยิ่งใหญ่
อันสูงสุดแห่งปุถุชน
โฆษณา