ในฝั่งสหรัฐอเมริกา กฎหมายรถไร้คนขับ 2569 มีแนวทางต่างออกไป คือเปิดให้เอกชนพัฒนา แล้วให้รัฐเข้ามาควบคุมความเสี่ยง โดยหน่วยงานอย่าง DMV (Department of Motor Vehicles) และ CPUC (California Public Utilities Commission) ได้อนุญาตให้บริษัท Waymo ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ ให้บริการ Robotaxi เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ซึ่งหมายถึงการนำ AI ออกสู่ตลาดจริง ไม่ใช่แค่ Sandbox ทดลอง
ขณะเดียวกัน การได้รับใบอนุญาตครั้งนี้ยังหมายถึงภาระความรับผิดชอบด้านข้อมูลที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก โดยผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรฐานความปลอดภัย AI ยานยนต์ดังต่อไปนี้
🔹 มี Data Black Box ที่บันทึกข้อมูลการตัดสินใจของ AI ทุกวินาที
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่กฎหมายทั่วโลกกำหนด คือ Data Black Box หรือ “กล่องดำดิจิทัล” ที่ทำหน้าที่บันทึกทุกการตัดสินใจของระบบแบบต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์ความรับผิดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ว่าเป็นความผิดของระบบ AI ความผิดของผู้ให้บริการ หรือเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยข้อมูลที่ถูกเก็บนอกจากภาพหรือวิดีโอ ได้แก่
🔹 บริการวิเคราะห์และตรวจสอบระบบการทำงานของ AI ในยานยนต์ (Software Monitoring)
การทำงานของเทคโนโลยีรถไร้คนขับไม่ได้จบแค่ตอนการส่งรถลงถนน แต่ต้องมีการตรวจสอบตลอดเวลาว่า AI ยังคงทำงานอยู่ภายใต้ขอบเขตความปลอดภัยหรือไม่ และนี่คือโอกาสสำหรับ SME ในการพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยในด้านต่อไปนี้
🔹 การพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลจาก “กล่องดำ” เพื่อช่วยบริษัทประกัน (InsurTech Data Analysis)
เมื่อกฎหมายบังคับให้มี Data Black Box ข้อมูลจากรถจะกลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจทันที ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยจะเปลี่ยนจากการประเมินแบบสถิติไปสู่การใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจอย่างละเอียดยิ่งขึ้น
โอกาสสำหรับ SME ในด้านนี้ คือการเข้าใจทั้งเทคโนโลยีและบริบททางกฎหมายไปพร้อมกัน เพราะข้อมูลจะมีค่าก็ต่อเมื่อสามารถใช้ในทางกฎหมายได้จริง โดย SME สามารถเน้นที่ผลิตภัณฑ์ต่อไปนี้