วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

กฎ 1/3 สูตรลับที่ทำให้ชาวยิว รักษาความมั่งคั่ง มาตลอด 1,500 ปี

86,000,000,000,000 บาท (อ่านว่า แปดสิบหกล้านล้าน) คือมูลค่าความมั่งคั่งที่อยู่ในมือของมหาเศรษฐีเชื้อสายยิว จำนวน 465 คนจากทั่วโลก ในปี 2025 ที่ผ่านมา
น่าสนใจที่ว่าชาวยิวนั้น เป็นเชื้อชาติที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐาน จนกระจัดกระจายไปทั่วโลกในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
แต่พวกเขาก็มักจะสามารถตั้งตัวและกลายเป็นเศรษฐี ที่ติดอันดับความมั่งคั่งในหลากหลายประเทศที่ไปอยู่อาศัยได้อยู่บ่อย ๆ
เบื้องหลังความมั่งคั่งที่ผลิตซ้ำได้นี้ ก็มาจากหลักคิดทางการเงิน ซึ่งส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นกว่า 1,500 ปี ผ่านคัมภีร์ทางศาสนา ที่บางคนก็เรียกกันว่า “กฎ 1/3”
ถ้าสงสัยว่า กฎ 1/3 มีรายละเอียดอะไรบ้าง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
“บุคคลพึงแบ่งเงินของตนออกเป็นสามส่วนเสมอ หนึ่งในสามลงทุนในที่ดิน, หนึ่งในสามลงทุนในธุรกิจ และอีกหนึ่งในสามเก็บไว้ในมือ”
ข้อความนี้ไม่ได้มาจากหนังสือการเงินที่ไหน แต่มาจากใน “ทัลมุด” คัมภีร์ศาสนาซึ่งรวบรวมกฎหมาย ข้อปฏิบัติและวิธีการดำเนินชีวิตตามบัญญัติของพระเจ้าสำหรับชาวยิวไว้
ตรงนี้เองที่ทำให้บางคนเรียกคำสอนนี้ว่าเป็น กฎ 1/3 ที่สอนให้ชาวยิวแบ่งสินทรัพย์ออกเป็นส่วน ๆ อย่างชาญฉลาด
โดยถ้าหากเราเทียบสินทรัพย์จาก กฎ 1/3 กับบริบทของการลงทุนในปัจจุบัน ก็จะได้ว่า
- 1/3 ลงทุนในที่ดิน ซึ่งปัจจุบันก็อาจจะรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ และกอง REITs ที่จ่ายปันผลจากค่าเช่าให้เราได้
- 1/3 ลงทุนในธุรกิจ ซึ่งสำหรับใครที่ไม่ถนัดในการทำธุรกิจด้วยตัวเอง ก็อาจจะลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ แทน
- 1/3 เก็บไว้ในมือ ซึ่งนอกจากเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในบัญชีธนาคารแล้ว ก็อาจรวมถึงกองทุนรวมตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง พันธบัตร หรือบางคนก็ตีความรวมไปถึงทองคำด้วย
ซึ่งการกระจายความเสี่ยงแบบนี้ ถือว่าค่อนข้างเป็นแนวคิดที่ล้ำยุคเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับอายุของคำสอนนี้ที่ผ่านกาลเวลามาถึงกว่า 1,500 ปี
เพราะคำสอนนี้ไม่ได้บอกแค่ให้เรากระจายความเสี่ยงด้วยการมีธุรกิจหลาย ๆ อย่าง หรือถือหุ้นหลาย ๆ ตัวเท่านั้น แต่ยังสอนให้เรากระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายสินทรัพย์ด้วย
ทำให้เราไม่ต้องกลัวว่าความมั่งคั่งที่สั่งสมมาทั้งชีวิต จะถูกลบหายไป ถ้าเกิดวิกฤติที่ทำให้ตลาดหุ้นพัง
เนื่องจากเราก็ยังเหลือทั้งการลงทุนในที่ดิน และเงินสดอยู่รวมกันอีกตั้ง 2 ส่วน
นอกจากนี้ การลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ยังทำให้พอร์ตการลงทุนของเราทนทานต่อสภาพเศรษฐกิจมากขึ้นด้วย
อย่างเช่น ในช่วงที่เกิดเงินเฟ้อสูง แม้เงินสดที่คิดเป็น 1/3 ของความมั่งคั่งเราจะกำลังเสื่อมค่า
แต่ทว่าการลงทุนในที่ดิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ และกองทุน REITs นั้น สามารถปรับขึ้นค่าเช่าเพื่อชดเชยเงินเฟ้อได้ ส่วนที่ดินนั้นก็อาจมีการปรับมูลค่าเพิ่มขึ้น จากการเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่จำกัด ผลิตเพิ่มไม่ได้
เช่นเดียวกันกับการลงทุน ที่ธุรกิจคุณภาพสูง จะสามารถปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยเงินเฟ้อได้ รวมถึงราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปอีก
ก็จะทำให้ความมั่งคั่งของเราโดยรวมแล้ว ยังคงเติบโตต่อไปได้
ในทางกลับกันถ้าหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา การมีเงินสดอยู่ในมือ ก็จะทำให้เราไม่ต้องตัดขายขาดทุนหุ้นของธุรกิจคุณภาพสูงออกมา เพียงเพราะต้องการเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แต่สามารถใช้เงินสดที่มีอยู่ หลังเหลือจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นเงินทุนไว้เลือกซื้อหุ้น หรือที่ดินและอสังหาริมทรัพย์คุณภาพดี ในราคาถูกได้
ซึ่งจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า การไล่ซื้อตอนราคาแพง ๆ ในภาวะตลาดปกติ
โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างสุดโต่ง ว่าจะถือเงินสดที่ปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคาขึ้นลง แต่โดนเงินเฟ้อกัดกิน
หรือจะถือแต่สินทรัพย์ลงทุนอย่างเดียว จนไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายเวลาเกิดเหตุจำเป็น หรือในวันที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง
จะเห็นได้ว่า กฎ 1/3 ที่ชาวยิวถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนานนี้ ไม่ได้เน้นไปที่การสร้างผลตอบแทนสูงสุดเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว
เพราะการถือเงินสด ที่มากถึง 1 ใน 3 ของพอร์ตการลงทุน ก็จะฉุดผลตอบแทนโดยรวมให้ต่ำลง แถมการลงทุนในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ก็ใช้เวลานาน กว่าจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง จนทำให้เราได้กำไร
แม้จะมีข้อจำกัดเหล่านี้ แต่สิ่งที่ กฎ 1/3 พยายามจะสอนเราก็คือ ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เราจะเสียความมั่งคั่งเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เสียไปทั้งหมดเสมอ
ทำให้ตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ แม้ชาวยิวจะถูกขับไล่ออกไปจากดินแดน หรือประเทศต่าง ๆ จนทำให้ต้องสูญเสียที่ดิน หรือธุรกิจของตัวเอง
แต่ด้วยความมั่งคั่งที่ยังมีเหลืออีก 1 ส่วน ซึ่งก็คือเงินสด ที่อาจจะถูกเก็บไว้ในรูปเครื่องประดับมีค่า หรือทองคำ ที่พกพาไปกับตัวได้
ก็ทำให้เมื่อไปถึงดินแดนใหม่ พวกเขาก็ไม่ต้องเริ่มจาก 0 แต่มีเงินทุนริเริ่มทำธุรกิจใหม่ หรือซื้อที่ดินไว้ปล่อยเช่า เพื่อสร้างความมั่งคั่งอีก 2 ส่วนที่เสียไปกลับคืนมา
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ไม่ว่าชาวยิวจะต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ไหนบนโลก พวกเขาก็จะสามารถตั้งตัวได้ และกลายเป็นเศรษฐีได้บ่อยครั้ง
เพราะพวกเขาคือชนชาติที่ถูกสอนเรื่องการบริหารความเสี่ยงอยู่ตลอดมา ผ่านคัมภีร์ทางศาสนาเป็นเวลาเกินกว่า 1,000 ปี
แถมพวกเขายังเข้าใจดีว่า การรักษาความมั่งคั่งนั้น สำคัญไม่แพ้กันกับตอนที่หามันมาอย่างยากลำบากเลย
เรื่องราวทั้งหมดนี้ จึงเป็นบทเรียนชั้นดีให้พวกเราได้กลับไปทบทวนตัวเองด้วยเช่นกัน ว่าพอร์ตการลงทุนที่เรามีนั้น แข็งแกร่งพอที่จะรักษาความมั่งคั่ง ไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เพราะโลกเรามักจะไม่ได้จดจำคนที่ “เคย” สร้างความมั่งคั่งได้มาก แล้วสุดท้ายเสียมันไป
แต่จดจำคนที่ยังรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม..
#WealthPreservation
#กลยุทธ์ลงทุน
#ชาวยิว
โฆษณา