Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
2 เม.ย. เวลา 14:56 • ธุรกิจ
🛑 “B1B2” = เทรนด์ใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ
เมื่อ “ชั้นใต้ดิน” และ “คนขายออนไลน์” กำลังเปลี่ยนวิธีขายของแบบเดิม
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า เมื่อก่อนถ้าอยากขายของให้ได้ดี ธุรกิจต้องมี “หน้าร้านดี ทำเลดี และของต้องวางให้คนเห็นมากที่สุด”
แต่วันนี้ เกมนั้นกำลังเปลี่ยนไป คนจำนวนมากไม่ได้เดินห้างเพื่อเลือกของเหมือนเดิม แต่เลือก “เลื่อนหน้าจอ” แล้วซื้อของจากคนที่เขาเชื่อ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของคำว่า “B1B2”
คำว่า “B1B2” อาจฟังดูงงๆ ยังกะคำการ์ตูน แต่จริงๆ แล้ว มันคือการเปลี่ยนแปลงที่เข้าใจได้ง่ายมาก มันคือการที่
* คนเริ่ม “เลือกใช้เงินอย่างฉลาดขึ้น”
* และธุรกิจเริ่ม “ขายผ่านคน แทนที่จะขายผ่านร้าน”
สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนในจีน เช่น
* คนเลือกกินของราคาคุ้ม แทนการกินของแพงเพื่อภาพลักษณ์
* คนซื้อของจาก influencer ที่ดูจริงใจ แทนโฆษณาแบรนด์
ที่สำคัญคือ… มันไม่ได้หยุดอยู่แค่จีน แต่กำลังค่อยๆ เข้ามาในไทยโดยที่หลายธุรกิจอาจยังไม่รู้ตัว และมักจะรู้ตัวอีกที… ตอนที่ยอดขายเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งที่ B1B2 กำลังเปลี่ยน มี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ
* วิธีที่คนใช้เงิน (จากตามกระแส → คิดก่อนซื้อ)
* วิธีที่ธุรกิจขายของ (จากหน้าร้าน → ผ่านคนที่น่าเชื่อถือ)
* และวิธีที่บริษัทแข่งขันกัน (จากแข่งที่ทำเล → แข่งที่ความเชื่อใจ)
พูดง่ายๆ คือ เกมธุรกิจไม่ได้หายไป แต่ “กติกาใหม่” กำลังถูกเขียนขึ้นโดยที่หลายคนยังไม่ทันสังเกต
====
📉 1) คนเริ่ม “คิดก่อนใช้เงิน” มากขึ้น
คนรุ่นใหม่ในจีน เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ค่อยเดินขึ้นไปดูของแพงบนชั้นบนของห้างเหมือนเมื่อก่อน
"แต่เลือกเดินลงไปชั้นล่าง เช่น B1 หรือ B2” เพราะมีสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า เช่น
* ของกินราคาย่อมเยา
* ร้านชานม
* ร้านเล็กๆ ที่ให้ความคุ้มค่า
* รวมถึงร้านที่ “ราคาชัดเจน ไม่ต้องเดา” และซื้อได้บ่อยโดยไม่รู้สึกผิด
สิ่งนี้เรียกว่า “เศรษฐกิจชั้นใต้ดิน”
แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ชั้นของห้าง” แต่อยู่ที่ “วิธีคิดของผู้บริโภค” คนไม่ได้จนลง แต่เริ่มตั้งคำถามกับการใช้เงินมากขึ้น และคิดเป็นขั้นตอนมากขึ้น เช่น
* ซื้อแล้วได้อะไร
* มันคุ้มจริงไหม
* ใช้ได้นานแค่ไหน
* มันจำเป็นหรือแค่ทำให้รู้สึกดีชั่วคราว
พฤติกรรมนี้เกิดจากหลายเหตุผล เช่น
* ค่าครองชีพสูงขึ้น
* ความกดดันจากการทำงานหนัก
* และการเห็นตัวเลือกที่ “คุ้มกว่า” บนโซเชียลมีเดีย
จากเดิมที่ซื้อเพื่อ “ดูดี” หรือ “ตามกระแส” ตอนนี้เปลี่ยนเป็นซื้อเพื่อ “ใช้จริง” และ “ไม่ทำให้ตัวเองเครียดเพิ่ม”
พูดง่ายๆ คือ คนไม่ได้หยุดใช้เงิน แต่เริ่ม “ใช้เงินแบบมีสติ” มากขึ้น และเลือกความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน แทนการใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อความรู้สึกชั่วคราว
====
🧠 “จากของแพง → ของคุ้ม → ใช้เงินอย่างมีเหตุผล”
คนเริ่มมองหา
* ความคุ้มค่า
* ความสบายใจ
* และชีวิตที่ไม่เครียด มากกว่าการโชว์สถานะทางสังคม
สิ่งที่เปลี่ยนจริงๆ คือ “วิธีตัดสินใจ” ของผู้บริโภค
จากเดิมที่อาจซื้อเพราะแบรนด์ดัง หรือกระแสสังคม ตอนนี้คนเริ่มคิดแบบเป็นขั้นตอนมากขึ้น เช่น
* ของนี้ใช้ได้นานไหม
* คุ้มกับราคาหรือเปล่า
* ซื้อแล้วชีวิตดีขึ้นจริง หรือแค่รู้สึกดีชั่วคราว
ตัวอย่างเช่น
* ไปกินข้าวในโรงอาหารราคาถูก แต่สะอาด อิ่ม และกินได้ทุกวัน
* เลือกร้านที่ “ราคาชัดเจน” ไม่ต้องกังวลว่าจะจ่ายเกิน
* ไปเรียนกิจกรรมง่ายๆ เช่น วาดรูป ชงชา หรือดนตรี เพื่อผ่อนคลาย
แม้จะยังอยู่ในวัยทำงาน เพราะคนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิตระยะยาว” มากขึ้น
ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีในระยะสั้น หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า “ใช้เงินน้อยลง” แต่จริงๆ แล้วมันคือ การใช้เงิน “อย่างมีระบบและมีเหตุผลมากขึ้น”
หรือพูดง่ายๆ คือ ใช้เงินให้คุ้ม ใช้เงินให้สบายใจ และใช้เงินแล้วไม่ทำให้ชีวิตหนักขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจาก
“ใช้เงินตามอารมณ์” → “ใช้เงินตามคุณค่า”
====
🚀 2) วิธีขายของกำลังเปลี่ยนไป
เมื่อคนซื้อเปลี่ยน วิธีขายก็ต้องเปลี่ยนตาม นี่คือจุดที่คำว่า B1B2 เข้ามา
B1 = แบรนด์ / คนผลิตสินค้า
B2 = คนขาย (Creator / Influencer)
รูปแบบใหม่คือ
แบรนด์ → คนขาย → ลูกค้า
ไม่ใช่แบบเดิมที่ต้องผ่านร้านค้า หรือห้าง แต่เป็นการ “ย่นระยะ” ระหว่างสินค้าและผู้ซื้อ โดยใช้ “ความเชื่อใจของคนกลาง” เป็นตัวเร่งการตัดสินใจ
สิ่งที่เปลี่ยนจริงๆ คือ คนที่ลูกค้า “เชื่อ” กลายเป็นคนที่ขายได้ และที่ลึกกว่านั้นคือ การตัดสินใจซื้อ ถูกย้ายจาก “เหตุผลของแบรนด์” → ไปอยู่ที่ “ความรู้สึกต่อคนขาย”
====
🔥 คนไม่เชื่อโฆษณา แต่เชื่อ “คนจริง”?
ในจีน แพลตฟอร์มอย่าง TikTok (Douyin) ทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา นั่นคือ
"คอนเทนต์ = การขาย"
หรือพูดอีกแบบคือ ทุกคลิป คือ “หน้าร้าน” และทุกคนสามารถเป็น “พนักงานขาย” ได้
ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพราะโฆษณาเหมือนเมื่อก่อนแต่ซื้อเพราะ
* คนรีวิวที่พูดเหมือนเพื่อนแนะนำ
* คนที่ใช้จริงและเล่าประสบการณ์ตรง
* คนที่เขาติดตามและรู้สึกผูกพัน
กระบวนการนี้ทำให้ “ความสัมพันธ์” กลายเป็นตัวเร่งยอดขาย ไม่ใช่แค่ “คุณสมบัติสินค้า” เหมือนในอดีต
ยิ่งคนขายดูจริงใจมากเท่าไหร่ โอกาสขายได้ก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะลูกค้ารู้สึกว่า
* ความเสี่ยงในการซื้อ “ลดลง”
* และการตัดสินใจ “ง่ายขึ้น”
นี่คือการเปลี่ยนจาก
"ใครมีของเยอะ กระจายได้เก่ง = ชนะ"
ไปเป็น
"ใครสร้างความเชื่อใจ และรักษาความสัมพันธ์ได้ = ชนะ"
ซึ่งเป็นการเปลี่ยน “แกนการแข่งขัน” ของธุรกิจโดยตรง
====
⚙️ ทำไม B1B2 ถึงโตเร็วมาก?
ถ้ามองให้ลึกจริงๆ มันไม่ใช่แค่ “ช่องทางใหม่” แต่มันคือ “ระบบการขายแบบใหม่” ที่เร็วกว่า ถูกกว่า และเรียนรู้ได้ตลอดเวลา
1. คนเริ่มไม่เชื่อโฆษณาแบบเดิม
ผู้บริโภควันนี้ผ่านโฆษณามาเยอะมาก จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Ad Fatigue”
คือเห็นแล้วไม่เชื่อ หรือเลื่อนผ่านทันที
แต่ในขณะเดียวกัน คนกลับเชื่อ “ประสบการณ์ของคนอื่น” มากขึ้น
ทำให้ Creator กลายเป็น “ตัวแทนความน่าเชื่อถือ” แทนแบรนด์
2. วิดีโอ 1 คลิป สามารถขายของได้ทันที
ในโลก B1B2 คอนเทนต์ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้
แต่เป็น “จุดปิดการขาย” ได้เลย เช่น
* ดูคลิป → คลิก → ซื้อทันที
ไม่มีขั้นตอนหลายชั้นเหมือน Funnel แบบเดิม นี่คือการย่นจาก
Awareness → Consideration → Purchase
ให้เหลือแค่
“ดูแล้วซื้อเลย”
ซึ่งทำให้ Conversion เกิดเร็วแบบก้าวกระโดด
3. ทดลองสินค้าใหม่ได้เร็วมาก
เมื่อก่อนการออกสินค้าใหม่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี
แต่ในโลก B1B2 แบรนด์สามารถ
* ส่งสินค้าให้ Creator ทดลองขาย
* ใช้คลิปเป็นสนามทดลองตลาด
ถ้าขายดี → Scale ทันที
ถ้าไม่ดี → ปรับสูตร ปรับราคา หรือหยุดได้ทัน
นี่คือการเปลี่ยนจาก “คิดให้ครบก่อนขาย” ไปเป็นทดลองขาย แล้วค่อยเรียนรู้”
4. รู้ผลทันทีว่าสินค้าขายได้หรือไม่?
ทุกอย่างถูกวัดผลแบบ Real-time เช่น
* คนดูเท่าไหร่
* คลิกเท่าไหร่
* ซื้อจริงกี่คน
ทำให้ธุรกิจไม่ต้อง “เดา” อีกต่อไป แต่สามารถตัดสินใจจากข้อมูลจริงได้ทันที
====
🔥 สิ่งที่เปลี่ยนเชิงโครงสร้างและสำคัญมากคือฦ
B1B2 ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนจาก ระบบที่ “ช้า แต่แม่น” ไปเป็น ระบบที่ “เร็ว และเรียนรู้ตลอดเวลา”
📈 ผลลัพธ์ที่ตามมา ทำให้ธุรกิจสามารถ
* ลองผิดลองถูกได้เร็ว (Fast Experimentation)
* ปรับตัวได้ทัน (Rapid Adaptation)
* และขยายได้ไว (Scalable Growth)
* ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ B1B2 โตเร็วกว่าโมเดลธุรกิจแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
⚠️ แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องระวัง?
แม้ B1B2 จะโตเร็วและทรงพลัง แต่ในมุมของธุรกิจ มันก็มาพร้อม “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องบริหารให้ดี
1. กำไรลดลง (Margin Compression)
เพราะต้องแบ่งรายได้ให้ influencer หรือ creator ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง
บางเคสอาจสูงถึง 20–50% ของราคาขาย
ซึ่งต่างจากช่องทางเดิมที่บริษัทควบคุม margin ได้เองมากกว่า
ที่สำคัญคือ
ยิ่งขายผ่านคนมากเท่าไหร่ → ต้นทุนการขายก็ยิ่งผูกกับ “คน” มากขึ้น
ทำให้ธุรกิจต้องคิดใหม่ว่า
* จะตั้งราคายังไงให้ยังมีกำไร
* และจะ balance ระหว่าง “ยอดขาย” กับ “กำไร” ยังไง
2. คุมแบรนด์ยากขึ้น (Brand Dilution Risk)
เพราะคนขายไม่ใช่พนักงานของบริษัท
แต่เป็น “ตัวแทนอิสระ” ที่มีสไตล์และวิธีพูดของตัวเอง
ทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น
* การสื่อสารคลาดเคลื่อนจาก positioning แบรนด์
* การพูดเกินจริงเพื่อปิดการขาย
* หรือการนำเสนอที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่บริษัทต้องการ
ในระยะยาว แบรนด์อาจ “โตเร็ว” แต่ “ภาพลักษณ์ไม่ชัด” ซึ่งเป็น trade-off ที่หลายธุรกิจมองข้าม
3. เสี่ยงพึ่งคนมากเกินไป (Creator Dependency Risk)
ถ้ายอดขายผูกกับ influencer หรือ creator บางคนมากเกินไป
ธุรกิจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Single Point of Failure” เช่น
* Creator หยุดทำคอนเทนต์
* เปลี่ยนไปขายของคู่แข่ง
* หรือเกิดดราม่าที่กระทบความน่าเชื่อถือ
ยอดขายสามารถ “หายทันที” แบบไม่มี buffer ซึ่งต่างจากช่องทางเดิมที่มีระบบรองรับมากกว่า
====
🇹🇭 แล้วประเทศไทยล่ะ?
ประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณนี้ชัดขึ้นเรื่อยๆ และกำลัง “เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน” อย่างจริงจัง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น
* TikTok Shop ที่กลายเป็นช่องทางขายหลักของหลายธุรกิจ
* การขายผ่าน influencer ที่มีผลต่อยอดขายโดยตรง
* การไลฟ์สดขายของที่สามารถปิดการขายได้ทันที
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ไม่ใช่แค่ “เครื่องมือ” แต่คือ “พฤติกรรมของคนไทยที่กำลังเปลี่ยน” เช่น
* คนเริ่มซื้อของจากคลิปสั้น โดยไม่ต้องเข้าเว็บไซต์
* คนตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะเชื่อคนที่ติดตามอยู่แล้ว
* และคนจำนวนมากรู้สึกว่า “การซื้อผ่านคน” ง่ายและสบายใจกว่า
พูดง่ายๆ คือ ผู้บริโภคไทยเริ่มเชื่อ “คน” มากกว่า “แบรนด์” และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมธุรกิจ
====
🔍 แต่ความต่างของไทย vs จีนที่ต้องเข้าใจ?
แม้ไทยจะเริ่มตามเทรนด์นี้ แต่ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น
* ระบบ supply chain ยังไม่เร็วเท่าจีน
* Creator economy ยังอยู่ในช่วงพัฒนา
* และหลายธุรกิจยังมองว่าเป็นแค่ “marketing” ไม่ใช่ “ช่องทางขายหลัก”
ทำให้หลายองค์กรยัง “ทดลอง” มากกว่า “ลงจริง”
⚠️ ความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น?
ธุรกิจจำนวนมากในไทย ยังยึดโมเดลเดิม เช่น
* เน้นหน้าร้าน / distribution แบบเดิม
* ใช้งบโฆษณาแบบ push message
* และไม่ได้สร้าง ecosystem ของ creator ของตัวเอง
ซึ่งในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นผลกระทบ แต่ในระยะกลางถึงยาว อาจเริ่มเห็น “ยอดขายไหล” ไปอยู่กับคนที่เข้าใจเกมใหม่นี้มากกว่า
====
🎯 สิ่งที่ธุรกิจควรเริ่มทำ?
1. มองว่านี่คือ “ช่องทางขายใหม่” (ไม่ใช่แค่ Marketing)
เปลี่ยน mindset จาก “สื่อสารแบรนด์” → “สร้างยอดขายจริง”
* ตั้ง KPI เป็นยอดขาย/Conversion ไม่ใช่แค่ Reach/Engagement
* ออกแบบ funnel ให้จบในคอนเทนต์ (ดู → คลิก → ซื้อ)
* เชื่อมระบบหลังบ้าน (สต็อก/ชำระเงิน/โลจิสติกส์) ให้รองรับการขายแบบ real-time
2. สร้างเครือข่าย influencer ของตัวเอง (Creator Portfolio)
ไม่ใช่จ้างเป็นครั้งๆ แต่ต้อง “สร้างพอร์ต” ระยะยาว
* แบ่งกลุ่ม Creator: Top / Mid / Micro เพื่อลดความเสี่ยงพึ่งคนเดียว
* ทำสัญญาเชิงกลยุทธ์ (exclusive/priority) กับตัวหลัก
* สร้างระบบ onboarding + guideline ให้สื่อสารแบรนด์ไปในทิศเดียวกัน
เป้าหมายคือ “มีหลายคนช่วยขาย” ไม่ใช่ “ฝากยอดไว้กับคนเดียว”
3. มีทีมดูแล Creator โดยเฉพาะ (Creator Success Team)
จาก PR/Marketing → ไปสู่ “ทีมที่ช่วยให้ขายได้จริง”
* ให้ข้อมูลสินค้า/ข้อได้เปรียบ/มุมเล่าเรื่องที่ขายได้
* วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน (CTR, Conversion, AOV) แล้วปรับคอนเทนต์
* จัดเครื่องมือ/โปรโมชัน (คูปอง, ไลฟ์, bundle) เพื่อดันยอด
ทีมนี้คือ “Sales Enablement” ของโลก Creator
4. สอน Creator ให้เข้าใจสินค้า (Product Storytelling)
ไม่ใช่แค่รู้สเปก แต่ต้อง “เล่าให้คนอยากซื้อ”
* สรุป Key Message 3–5 ข้อ ที่สื่อสารง่ายใน 30–60 วินาที
* ให้ use case ชัด: ใช้เมื่อไหร่ แก้ปัญหาอะไร ดีกว่าเดิมยังไง
* เตรียม FAQ/ข้อโต้แย้ง เพื่อให้ตอบคำถามในไลฟ์ได้ทัน
จาก “รีวิว” → ไปสู่ “การเล่าเรื่องที่ปิดการขายได้”
5. ออกแบบสินค้าให้เข้าใจง่าย (Content-ready Product)
สินค้าในยุคนี้ต้อง “เล่าได้ในไม่กี่วินาที”
* มี Hook ชัด (เห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าดีอะไร)
* มี Demonstration ง่าย (โชว์แล้วเห็นผล)
* มี Packaging/ชื่อ/ราคา ที่จำง่ายและแชร์ต่อได้
ตัวอย่างกรอบคิด
* 3 วิแรก: ดึงความสนใจ (Problem/Hook)
* 10–30 วิ: โชว์ผลลัพธ์ (Demo/Before-After)
* 30–60 วิ: ปิดการขาย (ข้อเสนอ/โปร/CTA)
ถ้าสินค้า “เล่าไม่ได้” ก็ “ขายยาก” ในโลกคอนเทนต์
====
✨ สรุปแบบเข้าใจง่าย
เมื่อก่อน
"ใครมีหน้าร้านดี ทำเลดี = ชนะ"
แต่วันนี้
“ใครมี “คนขายที่ลูกค้าเชื่อ” = ชนะ”
B1B2 คือการเปลี่ยนจาก
“การขายสินค้า” ไปเป็น การขาย “ความเชื่อใจ”
ในโลกวันนี้ สินค้าดีมีเยอะมาก แต่สิ่งที่หายากที่สุดคือ
“ความเชื่อใจของลูกค้า” และคนที่เข้าใจสิ่งนี้ก่อน จะได้เปรียบในระยะยาว
ของอาจเหมือนกันได้ แต่ “ความเชื่อใจ” เลียนแบบกันไม่ได้
#วันละเรื่องสองเรื่อง #B1B2 #ธุรกิจ #เทรนด์โลก #การตลาด #อนาคตธุรกิจ
ธุรกิจ
อนาคต
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย