Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
บทเรียนผลตอบแทนทบต้น จากพินัยกรรม ส่งต่อความมั่งคั่ง 200 ปี ของ เบนจามิน แฟรงคลิน
เงินเริ่มต้นเท่ากัน ใช้เวลาเท่ากัน แต่ปลายทางก้อนหนึ่งกลายเป็น 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อีกก้อนเติบโตไปเกือบ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่รู้หรือไม่ว่า ความแตกต่างของเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐนี้
เกิดจากผลตอบแทนที่ต่างกันเพียงประมาณ 0.5% ต่อปีเท่านั้น
และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ พินัยกรรม 200 ปี ของรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อย่างคุณเบนจามิน แฟรงคลิน
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงกรณีศึกษาระดับโลก ที่แสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น
แต่ยังให้บทเรียนล้ำค่าว่า การส่งต่อที่แท้จริงไม่ใช่แค่การทิ้งเงินก้อนใหญ่เอาไว้ให้
แต่ยังรวมถึงการออกแบบกติกา และโครงสร้าง เพื่อกำหนดว่าเงินนั้นจะถูกใช้ และต่อยอดอย่างไรด้วย
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ย้อนกลับไปในปี 1790 เมื่อคุณเบนจามิน แฟรงคลิน เสียชีวิตลงในวัย 84 ปี
เขาได้ระบุในพินัยกรรมให้มอบเงินให้แก่เมืองบอสตัน ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิด และเมืองฟิลาเดลเฟีย เมืองที่เขาสร้างตัวขึ้นมา
จำนวนเงินเมืองละ 1,000 ปอนด์สเตอร์ลิง หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันก็ราว ๆ เมืองละ 5.7 ล้านบาท
ซึ่งสาเหตุที่เงินมรดกในพินัยกรรมตอนนั้น ยังเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงอยู่ ก็เพราะว่าประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างชาติมาได้แค่ 14 ปีเท่านั้น
ยังไม่ทันวางระบบเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กว่าจะได้เอาออกมาใช้ก็ในปี 1792 หรือหลังจากคุณเบนจามิน แฟรงคลิน เสียชีวิตไปได้ 2 ปี
แต่ความน่าสนใจ คือแนวคิดเบื้องหลังพินัยกรรมนี้..
ว่ากันว่า คุณแฟรงคลินได้ไอเดียนี้ มาจากนักเขียนชาวฝรั่งเศสที่นำเอาคาแรกเตอร์ของเขา ซึ่งมีภาพจำเป็นเหมือนนักปราชญ์สายประหยัด ผู้ชอบสอนคนเรื่องการออมและการใช้เงิน
มาแต่งเป็นเรื่องเล่าล้อเลียนผ่านพินัยกรรมสมมติ เพื่ออธิบายให้เห็นว่าความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นนั้นทรงพลังมากแค่ไหน
ซึ่งคุณแฟรงคลินดันชอบไอเดียนี้มาก จนตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องเล่านั้น ให้มันกลายเป็นเรื่องจริง..
โดยออกแบบกติกาให้เงินก้อนนี้ทำงานผ่านรูปแบบของกองทรัสต์ เพื่อเป็นกองทุนของแต่ละเมือง แล้วนำเงินไปปล่อยกู้ให้แก่ช่างฝีมือต่อไป
แต่ช่างฝีมือที่จะกู้ได้ จะต้องเข้าเงื่อนไขที่ว่า ต้องแต่งงานแล้ว มีอายุไม่เกิน 25 ปี และผ่านระบบช่างฝึกหัดมาก่อน
โดยให้ทยอยผ่อนจ่าย ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคืนในทุก ๆ ปี เพื่อจะได้นำกระแสเงินสดนั้น กลับมาหมุนเวียน และปล่อยกู้รอบใหม่ให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป
พูดง่าย ๆ คือ โครงสร้างพินัยกรรมนี้ ทำงานคล้ายกับกองทุนหมุนเวียน เพื่อช่วยให้คนสร้างเนื้อสร้างตัวมากกว่าจะเป็นมรดกที่แจกจ่ายให้จบไปในครั้งเดียว
ซึ่งเหตุผลที่เขาเลือกปล่อยกู้ให้กับช่างฝีมือ ก็เพราะเขาเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเมืองให้เติบโตต่อไปได้
1
และที่สำคัญ ตัวเขาเองก็เคยเป็นช่างพิมพ์ ที่สามารถตั้งตัวขึ้นมาได้จากเงินกู้ยืมของคนอื่นมาก่อนเช่นกัน
พินัยกรรมนี้จึงเป็นเหมือนการส่งต่อโอกาสในการสร้างตัวแบบเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับ ให้กับคนรุ่นหลังนั่นเอง..
2
แต่นอกจากกติกาเรื่องการปล่อยกู้แล้ว อีกหนึ่งความแยบยลของพินัยกรรมนี้คือ การกำหนดจังหวะเวลาเอาไว้ล่วงหน้า
2
เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้ถูกใช้หมดเร็วเกินไป และค่อย ๆ เติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 200 ปี
โดยแบ่งการนำเงินออกมาใช้ไว้เป็น 2 ช่วง
ช่วงแรก คือเมื่อครบ 100 ปี จะอนุญาตให้แต่ละเมืองนำเงินประมาณ 75% ของเงินทั้งหมดในกองทุน ณ ตอนนั้น ออกมาใช้พัฒนาเมืองหรือทำสาธารณประโยชน์ได้
ส่วนเงินที่เหลืออีก 25% ให้เก็บไว้เป็นเงินต้น เพื่อปล่อยกู้ให้ทบต้นต่อไป
จากนั้น เมื่อครบ 200 ปี เงินก้อนสุดท้ายถึงจะถูกมอบให้แต่ละเมือง และรัฐบาลของรัฐนั้นนำไปจัดสรรต่อตามสมควร
ซึ่งทั้งหมดนี้คุณแฟรงคลินก็ไม่ได้แค่เขียนไว้ลอย ๆ เพราะด้วยความที่เขาเป็นคนละเอียด และเข้าใจพลังของดอกเบี้ยทบต้นเป็นอย่างดี
เขาจึงคำนวณไว้ล่วงหน้าออกมาเป็นตัวเลขเป๊ะ ๆ แล้วว่า หากเงินก้อนนี้เติบโตไปตามแผน มันจะมีมูลค่าเทียบเท่ากับประมาณ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 200 ปีข้างหน้า
เรียกได้ว่า นี่คือการวางแผนส่งต่อมรดก ที่กำหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างรัดกุม และคิดเผื่ออนาคตไว้แทบทุกอย่าง
ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เวลา ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ผลตอบแทนทบต้น ทำงานได้เต็มที่ตามที่วางแผนไว้
แต่ปัญหาคือ ในโลกความเป็นจริง แผนการที่ต้องใช้เวลายาวถึง 2 ศตวรรษ ก็มักจะมีตัวแปรภายนอก ที่แม้แต่อัจฉริยะอย่างคุณแฟรงคลินก็คาดไม่ถึง
นั่นคือ การที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานค่อย ๆ เปลี่ยนไป
อาชีพช่างฝีมือแบบเดิมเริ่มมีบทบาทน้อยลง เพราะแรงงานจำนวนมากค่อย ๆ หันไปทำงานในโรงงานมากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ การปล่อยกู้เริ่มทำได้ยากขึ้น เพราะจำนวนคนที่ผ่านเงื่อนไขมีน้อยลงเรื่อย ๆ
และเมื่อเงินถูกปล่อยกู้น้อยลง ดอกเบี้ยที่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่คอยขับเคลื่อนให้เงินทบต้น ก็ลดลงตามไปด้วย
จากเดิมที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อส่งต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ กลับกลายเป็นว่าระบบนี้ก็ค่อย ๆ ล้าสมัยลง ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
เมื่อกติกาเดิมที่ถูกเขียนไว้เริ่มกลายเป็นข้อจำกัด ทั้งสองเมืองจึงเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการ
ฝั่งเมืองบอสตัน เลือกที่จะปรับตัว โดยค่อย ๆ ลดการปล่อยกู้ในรูปแบบเดิมลง แล้วหันมาโฟกัสที่การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย
ในขณะที่ฝั่งเมืองฟิลาเดลเฟีย แม้จะปรับตัวแต่ก็ยังคงเน้นแนวทางการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มชนชั้นแรงงานเป็นหลัก เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคุณแฟรงคลินมากที่สุด
และการตัดสินใจที่แตกต่างกันนั้น ก็นำมาซี่งผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน..
เวลาล่วงมาถึงปี 1990 หรือครบ 200 ปี ตามที่พินัยกรรมของคุณเบนจามิน แฟรงคลิน กำหนดไว้
กองทุนของฟิลาเดลเฟีย มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุนของบอสตัน มีมูลค่าอยู่ที่เกือบ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นความแตกต่างกันเกือบ 2.5 เท่าเลยทีเดียว..
ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าของทั้งสองกองทุนเข้าด้วยกัน กลับมีเพียงราว 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังไม่ถึง 1 ใน 5 ของเป้าหมายที่คุณแฟรงคลินเคยคำนวณไว้ด้วยซ้ำ
สาเหตุก็ไม่ได้มาจากการคำนวณผิดพลาด แต่เกิดจากกติกาที่ออกแบบไว้เป็นเกราะป้องกันนั้นรัดกุมเกินไป จนกลายเป็นข้อจำกัด
1
การวางแผนระยะยาว จึงไม่ใช่แค่ต้องอาศัยวินัยและระยะเวลา แต่ต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ
1
เพื่อไม่ให้กติกาที่เคยถูกออกแบบมา หรือหลักการที่ยึดถือ สุดท้ายกลับกลายเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางการเติบโตของตัวมันเอง
โดยหากเราลองคิดตามง่าย ๆ โดยไม่นับรวมกับเงินที่ถูกดึงออกไปในช่วง 100 ปีแรก
สมมติให้ทั้งสองกองทุน เริ่มต้นด้วยเงินเท่ากันที่ 4,444 ดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลา 200 ปีเท่ากัน
แต่เพียงแค่กองหนึ่งมีผลตอบแทนต่างจากอีกกองแค่ 0.5% ต่อปีเท่านั้น
สุดท้าย กองทุนหนึ่งมีมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่อีกกองทุนมีมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งจะเห็นว่า ความต่างที่ดูเล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมายนี้ แต่เมื่อมันถูกทบต้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น ก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาต่างกันหลายเท่าตัว
สุดท้าย แม้มูลค่ากองทุนจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คุณแฟรงคลินเคยคำนวณไว้ แต่ตลอดระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านมา เงินก้อนนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า
เพราะมันถูกใช้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากตั้งตัว จนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศ บางคนก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของสังคมได้ในเวลาต่อมา
ไม่เพียงเท่านั้น เงินที่ถูกนำไปสร้างสถาบันการศึกษา ก็ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งให้ความรู้มาจนถึงทุกวันนี้..
#WealthTransfer
#วางแผนมรดก
#ดอกเบี้ยทบต้น
References
-
https://www.philanthropyroundtable.org/hall-of-fame/benjamin-franklin/
-
https://explorepahistory.com/odocument.php%3FdocId=1-4-2DE.html
-
https://fi.edu/en/support/benjamin-franklins-donor-story
-
https://www.philanthropyroundtable.org/magazine/what-miracle-of-compound-interest/
-
https://www.spokesman.com/stories/2022/apr/10/we-the-people-ben-franklin-the-financier-how-the-f/
-
https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_dollar
หุ้น
การลงทุน
49 บันทึก
38
2
28
49
38
2
28
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย