Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
2 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 12
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 12
ไม่ประสงค์ออกนาม : มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่ ถ้าไม่เคย ทำไมมีรายงานการพบ UFO บ่อยเหลือเกิน คนคงไม่ตาฝาดกันทั้งโลกกระมัง
วินทร์ เลียววาริณ : ก่อนอื่น เราต้องตกลงกันก่อนว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ หมายถึงอะไร
คำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ นี้ พิชัย วาศนาส่ง เป็นคนตั้ง มาจากคำว่า alien
พิชัย วาศนาส่ง เป็นสถาปนิก นักเขียน นักวิเคราะห์สถานการณ์ข่าวต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2512 เมื่อสหรัฐฯส่งยานอพอลโล 11 ไปดวงจันทร์ และมีการถ่ายทอดสดทั่วโลก เขาก็เป็นคนบรรยายเสียงภาษาไทยทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม
คำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ ฮิต ติดหูคนง่าย ก็ใช้กันมาตลอด
แต่ปัญหาคือเมื่อมีคำว่า ‘มนุษย์’ อยู่ในคำนี้ ทำให้เกิดภาพในใจว่า alien มีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์ มีสองแขน สองขา มีตา มีปาก มีหู
เคยสงสัยไหมว่าทำไมรายงานการพบ UFO ส่วนมากจึงมักเป็นที่สหรัฐฯ? ราวกับมนุษย์ต่างดาวชอบประเทศนี้เป็นพิเศษ
หนังฮอลลีวูดแทบทั้งหมดออกแบบมนุษย์ต่างดาวหน้าตาเหมือนมนุษย์ ไม่แปลกเพราะหนังที่ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ไม่มีตา ไม่มีปาก พูดไม่ได้ น่าจะเดินเรื่องลำบาก
นี่กลายเป็นกรอบคิด ทำให้เราเกิดภาพว่าสิ่งมีชีวิตต่างดาวต้องมีรูปแบบชีวิตแบบมนุษย์
นิยายวิทยาศาสตร์ชั้นดีทั้งหลายมักไม่ใช้คำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ แต่ใช้ ‘สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว’ (extraterrestrial intelligence) สองคำนี้ไม่เหมือนกัน สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาแบบมนุษย์ อาจเป็น ‘หมึกยักษ์’ เช่น ใน Arrival หรือ ‘ก้อนหิน’ เช่น ใน Project Hail Mary
รูปชีวิตแบบมนุษย์บนโลกเรานั้นเป็นรูปแบบเฉพาะตัว โอกาสที่สิ่งมีชีวิตในโลกอื่นจะเหมือนมนุษย์น่าจะต่ำมาก เฉพาะบนโลกเราก็มีความหลากหลายของรูปแบบชีวิตนับไม่ถ้วน ดังนั้นคำถามว่า “มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่” น่าจะเปลี่ยนเป็น “สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวเคยมาเยือนโลกเราหรือไม่”
คำตอบคือไม่รู้
แล้วทำไมมีคนสาบานว่าเห็น alien ตามจุดต่างๆ บนโลก?
ก็ต้องตอบด้วยหลักกาลามสูตร
“อย่าเชื่อจนกว่าจะเห็นหลักฐาน”
ตลอดหลายสิบปีนี้ เราได้ยินเสมอว่ามีหลักฐานการมาเยือนของ alien บางองค์การในสหรัฐฯเก็บมันเป็นความลับ ฯลฯ แต่เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานจริงๆ ที่เป็นรูปธรรมทางวิทยาศาสตร์ มีแต่คำให้การ คำกล่าวอ้าง ไปจนถึงคำสาบานว่าเจอมนุษย์ต่างดาวจริง
เราอยู่ในโลกที่ทั้งหนังและหนังสือล้างสมองเราด้วย ‘หลักฐาน’ ว่ามีมนุษย์ต่างดาวแน่นอน แต่ไม่มีใครสามารถหาหลักฐานที่ปราศจากข้อโต้แย้งมาได้สักรายเดียว
นักฟิสิกส์จักรวาล นีล ดีกราส ไทสัน พูดขำๆ ว่า คนจำนวนมากบอกว่า “เมื่อคืนนี้ฉันเห็น UFO บนท้องฟ้า ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ต้องเป็นยานมนุษย์ต่างดาวแน่เลย”
เขาว่า UFO ย่อมาจาก Unidentified flying object แปลว่า สิ่งบินได้ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไร
ชื่อก็บอกแล้วว่าไม่สามารถระบุได้ และในเมื่อไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็หยุดพูดแค่นั้น อย่าสรุปว่าเป็นยานมนุษย์ต่างดาว
มันไม่ใช่หลักฐาน
คาร์ล เซเกน บอกว่า “Extraordinary claims require extraordinary evidence.” หมายความว่า จะอ้างจะเคลมอะไรได้ทั้งนั้น แต่พิสูจน์ด้วยหลักฐานอย่างชัดเจน
ยิ่งเคลมพิสดารเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีหลักฐานมากขึ้นมายืนยัน
คาร์ล เซเกน เขียนในหนังสือเล่มหนึ่งว่า วิธีพิสูจน์ง่ายมากๆ แค่เอาหลักฐานสักชิ้นเดียวที่พิสูจน์ว่า ธาตุของหลักฐานชิ้นนั้นมีไอโซโทปต่างจากของโลกเรา ก็จบ สรุปได้เลยว่ามี alien
คนเราชอบเรื่องแบบนี้ มันเป็นการผจญภัยผสมแฟนตาซี เราชอบสรุป
คิดแบบนักวิทยาศาสตร์มันไม่สนุก!
และเรื่องที่สนุกที่สุดน่าจะมาจากนักเขียนชาวสวิสนาม เอริค ฟอน ดานิเกน
หลายสิบปีก่อนนิตยสารต่วย’ตูนเผยแพร่งานของ เอริค ฟอน ดานิเกน อ่านสนุกมาก และน่าคล้อยตาม ดานิเกนทำให้ทฤษฎี Paleo-contact กลายเป็นเรื่องฮิตไปทั่วโลก
Paleo-contact คือทฤษฎีว่าสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวเคยมาเยือนโลกในอดีตกาลไกลโพ้น สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวหรือมนุษย์ต่างดาวที่ดานิเกนเรียกว่า ‘ancient astronauts’ (มนุษย์อวกาศโบราณ) ชี้ทาง มอบวิทยาการให้มนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ไม่มีปัญญาคิดเอง เช่น เทคโนโลยีการสร้างพีระมิด
ดานิเกนเริ่มเขียนเรื่องแนวนี้มาตั้งแต่ปี 1964 แต่เรื่องที่ดังที่สุดคือ Chariots of the Gods? ในเรื่องเขายกความสามารถของวิทยาการทั้งหลายในโลกอดีตกาลว่าเป็นงานของมนุษย์ต่างดาวทั้งสิ้น
ดานิเกนฟันธงว่า เทพเหล่านั้นก็คือพระเจ้าจากอวกาศ หรือมนุษย์ต่างดาว มนุษย์ต่างดาวยังมีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ ทำให้มนุษย์ฉลาดกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
หลักฐานอยู่ตรงไหน?
ดานิเกนบอกว่าหลักฐานมีมากมายทั่วโลก เช่น พีระมิดแห่งอียิปต์ เป็นผลงานการสร้างของมนุษย์ต่างดาวแน่นอน เพราะการตัดหินใหญ่ขนาดนั้นยากเกินไปสำหรับมนุษย์ อีกทั้งสัดส่วนโครงสร้างของพีระมิดเกี่ยวข้องกับตำแหน่งดวงดาว พีระมิดสามแห่งที่กิซาชี้ไปที่ตำแหน่งดาวโอไรออน เบลท์ พอดี ฟันธงว่ามันเป็นบ้านของมนุษย์ต่างดาว พีระมิดจึงเป็นสถานีเชื่อมระหว่างโลกกับมนุษย์ต่างดาว
สำหรับสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ก้อนหินขนาดยักษ์หลายก้อนเรียงเป็นวง ดานิเกนไม่เชื่อว่าคนโบราณจะมีปัญญาขนย้ายหินใหญ่หนักสี่ตันได้อย่างไร เขาฟันธงว่าสโตนเฮนจ์เป็นจุดสังเกตสำหรับการขึ้นลงของยานอวกาศต่างดาว เพราะมองเห็นได้ไกล ๆ จากท้องฟ้า
นอกจากนี้ก็มีลายเส้นที่ราบนาซกา เปรู (Nazca Lines) เป็นรอยสลักบนพื้นโลก ณ ที่ราบนาซกา ในทะเลทรายอะทาคามา ประเทศเปรู เส้นสายเหล่านี้เป็นรูปต่างๆ เช่น สัตว์ มองเห็นได้แต่จากอากาศเท่านั้น ดังนั้นดานิเกนจึงสรุปว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว เพื่อใช้เป็นลานบินยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว
ทั้งหมดนี้คือพูดเองเออเอง
นักวิทยาศาสตร์ปฏิเสธงานของดานิเกนโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ทุกเรื่องเป็นการคาดเดาทั้งสิ้น หลายเรื่องก็มีการแย้งด้วยหลักฐาน เช่นพบบ้านพักที่อยู่ของคนงานที่สร้างพีระมิด หลุมฝังศพคนงาน เครื่องมือ รอยบนหินก็เกิดจากเครื่องมือเหล่านั้นจริง
ส่วนเรื่องตำแหน่งพีระมิดอิงดวงดาว ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีหลักฐานประวัติศาสตร์และโบราณคดีชี้ชัดว่าคนโบราณในอารยธรรมต่าง ๆ รู้เรื่องดาวดีพอ เนื่องจากดาวและฤดูกาลจำเป็นต่อการอยู่รอดและการเกษตรกรรม
สำหรับทฤษฎีว่าสโตนเฮนจ์และ Nazca Lines เป็นจุดสังเกตเวลานำยานอวกาศต่างดาวลงจอดนั้น น่าย้อนแย้ง เพราะหากมนุษย์ต่างดาวมีเทคโนโลยีเดินทางข้ามดาราจักร จะต้องพึ่งแผนที่หรือลายเส้นบนพื้นโลกในการจอดยานหรือ? และต้องจอดเฉพาะตอนกลางวัน เพราะกลางคืนมองไม่เห็นสโตนเฮนจ์และ Nazca Lines โลกเราที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเดินทางข้ามดวงดาว ยังสามารถพาเครื่องบินจอดในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องดูเส้นกำกับแต่อย่างไร
นี่แปลว่าจักรวาลไม่มีสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวกระนั้นหรือ?
ความเห็นของผมคือ ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ มีดวงดาวมากกว่าเม็ดทรายบนโลกทั้งหมด มีความน่าจะเป็นว่ามีสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลกแน่ เพียงแต่ไม่ใช่ ‘มนุษย์ต่างดาว’
ในปี 1950 นักวิทยาศาสตร์สี่คนในโครงการแมนฮัตตัน คุยเล่นกัน บทสนทนาลากไปถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องที่คุยกันในวันนั้นต่อมาเรียกว่า The Fermi Paradox ตั้งตามชื่อ เอนริโค เฟอร์มี นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1938 หนึ่งในคนที่จับกลุ่มคุย
สาระหลักคือ ในช่วงอายุของจักรวาลที่ยาวขนาดนี้ มีดวงดาวมากมายที่อายุมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา เฟอร์มีคำนวณความน่าจะเป็นที่จะมีดาวเคราะห์คล้ายโลก ความน่าจะเป็นที่เกิดชีวิตบนโลกเหล่านั้น ความน่าจะเป็นที่ชีวิตนั้นจะเป็นสิ่งทรงภูมิปัญญา และพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง ก็น่าจะมีชาวต่างดาวมาเยือนโลกเรานานมาแล้ว แต่เราก็ยังไม่พบหลักฐานว่ามีสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวปรากฏตัวให้เราเห็น แต่ก็ยังไม่เห็น แสดงว่าไม่น่าจะมีสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว
บนโลกเรามีการค้นหาชีวิตนอกโลกโดยคลื่นวิทยุ องค์กรหลักที่ทำงานนี้ชื่อ SETI (Search for extraterrestrial intelligence) ก็คือองค์กรที่ เอลลี แอลโรเวย์ นางเอกในเรื่อง Contact ทำงานอยู่
SETI ค้นหามาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 จนถึงวันนี้ SETI ยังไม่พบหลักฐานสักชิ้นเดียวที่ชี้ว่ามีพวกนั้นอยู่
The Fermi Paradox เป็นจริงหรือ? ในเมื่อค้นหามาหลายสิบปี SETI ก็ไม่เคยเจอสัญญาณของสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว?
คาร์ล เซเกน เขียนว่า “Absence of evidence is not evidence of absence.” (ไม่มีหลักฐานมิใช่หลักฐานว่าไม่มี)
การที่เรายังไม่พบหลักฐานชีวิตต่างดาวมิได้บอกว่ามันไม่มี
แล้วทำไมเรายังไม่เจอสิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาวจริงๆ สักที
มีหลายเหตุผลที่ชี้ว่า ทำไมจึงยังไม่มีใครพบเห็น alien
1 ระยะทางระหว่างดวงดาวไกลเกินไป การเดินทางอาจกินเวลานานกว่าอารยธรรมของมนุษย์
2 จำนวนโลกมากเกินไป
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก บอกว่าต่อให้มีอารยธรรมต่างดาวที่สามารถเดินทางข้ามจักรวาลไปที่ใดก็ได้ตามใจนึก ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถสำรวจทุก ๆ โลก
“คุณสามารถเดินข้ามหาดทรายไปทะเลในเวลาสิบนาที แต่คุณคงไม่มีทางสำรวจทรายทุกเม็ดที่คุณเดินข้ามไป”
3 alien อาจมาตอนที่มนุษย์ยังไม่ปรากฏตัวบนโลก หรือหลังจากที่เราสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
4 alien ไม่ได้อยากมาเจอเรา เหตุผลเดียวกับที่เราคงไม่อยากไปเยี่ยมดินแดนที่ทะเลาะกัน ฆ่ากันทุกวัน
ผมเขียนเรื่องนี้ในหนังสือ ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล ดังนี้
นักดาราศาสตร์ ทิโมธี เฟอร์ริส ทำการทดลอง (แบบกวน-teen เป็นอันมาก) ราตรีหนึ่งเขาสวมสูทนั่งที่บ้าน บอกกับตนเองว่า “คืนนี้ข้าพเจ้าอยากกินกุ้งก้ามกรามเป็นอาหารมื้อเย็น”
เขาวางจานเปล่าบนโต๊ะอาหาร จุดเทียนไขด้วยเพื่อเพิ่มความโรแมนติก และนั่งรอกุ้งก้ามกราม
ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่มีกุ้งสักตัวโผล่มาหา
จนถึงห้าทุ่มเขาก็หยุดการทดลอง และประกาศต่อชาวโลกว่า “เฮ้ย! ไม่มีกุ้งก้ามกรามในโลกนี้โว้ย”
ทว่าเราทุกคนต่างก็รู้ว่า โลกนี้มีกุ้งก้ามกรามแน่ ๆ
แปลว่าอะไร? ข้อสรุปนี้ผิดพลาดตรงไหน?
ผิดพลาดตรงที่คนสรุปไม่ได้มองในมุมมองของกุ้งก้ามกราม กุ้งก็มีวิถีชีวิตของมัน มันคงไม่อยากมาที่บ้านนี้ หรืออาจอยากมาแต่มาไม่ได้เพราะติดดูละครโทรทัศน์ ดังนั้นการไม่มีหลักฐานไม่ใช่หลักฐานของการไม่มี
ก็คอยดูกันต่อไป
1 บันทึก
12
1
1
12
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย