11 เม.ย. เวลา 00:37 • ข่าวรอบโลก

อินเดีย เปิดฉากสำมะโนประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

อินเดียกำลังนับคนทั้งประเทศ และผลลัพธ์อาจฉีกประเทศออกเป็นสองซีก
ทำไมสำมะโนประชากรที่ล่าช้าห้าปีถึงกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียยุคใหม่
วันที่ 1 เมษายน 2026 เจ้าหน้าที่สำมะโนประชากรอินเดียเริ่มเคาะประตูบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี โครงการนี้มีงบประมาณ 1.24 พันล้านดอลลาร์ ใช้เจ้าหน้าที่กว่าสามล้านคนสำรวจประชากร 1.4 พันล้านคน เป็นสำมะโนประชากรที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
แต่ตัวเลขไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนกลัว สิ่งที่ทำให้คนกลัวคือคำถามที่อยู่ในแบบสอบถาม
สำมะโนประชากรครั้งนี้จะรวมคำถามเรื่องวรรณะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อินเดียเป็นเอกราช ข้อมูลวรรณะแบบครบถ้วนไม่ได้ถูกเก็บมาตั้งแต่ปี 1931 สมัยที่อังกฤษยังปกครอง เกือบร้อยปีที่อินเดียตัดสินใจไม่นับว่าพลเมืองของตัวเองอยู่ในวรรณะอะไร เพราะกลัวว่าการนับจะทำให้ "ความแตกแยกทางสังคม" ชัดเจนขึ้น แต่การไม่นับไม่ได้ทำให้วรรณะหายไป มันแค่ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าความเหลื่อมล้ำใหญ่แค่ไหน
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบวรรณะ มันคือระบบลำดับชั้นทางสังคมที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมฮินดูมาหลายพันปี กำหนดว่าคุณทำอาชีพอะไรได้ อยู่ที่ไหนได้ แต่งงานกับใครได้ ตามครอบครัวที่คุณเกิดมา จากพราหมณ์ที่อยู่สูงสุดลงมาจนถึง Dalits ที่เคยถูกเรียกว่า "จัณฑาล"
แม้รัฐธรรมนูญอินเดียจะยกเลิกแนวคิด "จัณฑาล" และห้ามเลือกปฏิบัติตามวรรณะมาตั้งแต่ปี 1950 แต่ในทางปฏิบัติ ความแตกต่างยังคงมหาศาล การสมรสข้ามวรรณะเกิดขึ้นเพียง 5% ของการแต่งงานทั้งหมดในอินเดีย นั่นหมายความว่า 95% ของคนอินเดียยังคงแต่งงานภายในวรรณะเดียวกัน ในประเทศที่บอกว่ายกเลิกระบบวรรณะไปแล้วเจ็ดสิบกว่าปี
Poonam Muttreja ผู้อำนวยการ Population Foundation of India อธิบายว่าสำมะโนวรรณะ "บังคับให้รัฐต้องเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่มักไม่สะดวกทั้งในทางการเมืองและสังคม" เธอเสริมว่าการขาดข้อมูลวรรณะตลอดเกือบร้อยปีหมายความว่า "เราออกแบบนโยบายในความมืดทั้งที่อ้างว่ากำลังไล่ตามความยุติธรรมทางสังคม"
ที่มาของความขัดแย้งอยู่ที่ระบบโควตา อินเดียสงวนตำแหน่งราชการ ที่นั่งในมหาวิทยาลัย และเก้าอี้ในสภาให้กับวรรณะล่างมาตั้งแต่เป็นเอกราช ปัจจุบันมีโควตา 27% สำหรับกลุ่มที่เรียกว่า Other Backward Classes หรือ OBC ซึ่งเป็นชนชั้นกลางถึงล่างในระบบวรรณะ แต่ตัวเลข 27% นี้คำนวณจากข้อมูลสำมะโนปี 1931 และจากข้อมูลที่ Justice G. Rohini Commission ได้รับ พบว่าแค่ 10 กลุ่ม OBC กินส่วนแบ่งผลประโยชน์โควตาส่วนใหญ่ ขณะที่ 37% ของกลุ่ม OBC ไม่ได้รับอะไรเลย
ถ้าสำมะโนครั้งนี้เผยว่า OBC มีสัดส่วนประชากรสูงกว่าที่เคยคิด แรงกดดันให้เพิ่มโควตาจะมหาศาล และนั่นหมายถึงพื้นที่ที่ลดลงสำหรับวรรณะบน ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรค BJP ของนายกรัฐมนตรี Narendra Modi
ในเดือนเมษายน 2025 คณะกรรมการการเมืองของคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้รวมคำถามวรรณะในสำมะโน Amit Shah รัฐมนตรีมหาดไทยเรียกมันว่า "การตัดสินใจทางประวัติศาสตร์" และบอกว่ามัน "มุ่งมั่นต่อความยุติธรรมทางสังคม" แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือรัฐบาล Modi ต่อต้านเรื่องนี้มาหลายปี
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 รัฐบาลปฏิเสธคำเรียกร้องให้เก็บข้อมูล OBC ในสำมะโน แล้วอะไรเปลี่ยน การประกาศมาก่อนการเลือกตั้งในรัฐ Bihar ซึ่งเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดียและวรรณะเป็นประเด็นหลัก และในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2024 ฝ่ายค้านกลุ่ม INDIA alliance นำโดยพรรค Congress ใช้สำมะโนวรรณะเป็นข้อเรียกร้องหลักจนกดดันให้ Modi ต้องยอม
แต่เมื่อประกาศราชกิจจานุเบกษาสำหรับสำมะโนออกมา คำว่า "วรรณะ" กลับไม่ปรากฏในเอกสาร ทำให้ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังหลบเลี่ยงโดยเจตนา ปากบอกว่าจะนับ แต่เอกสารไม่ได้ระบุ
แต่วรรณะไม่ใช่ระเบิดลูกเดียวในสำมะโนครั้งนี้
ผลการนับจะถูกใช้เป็นฐานในการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถูกแช่แข็งไว้ตั้งแต่สำมะโนปี 1971 ลองนึกภาพ จำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียถูกคำนวณจากตัวเลขประชากรเมื่อ 55 ปีที่แล้ว ตอนนั้นประชากรอินเดียคือ 548 ล้านคน ตอนนี้คือ 1.4 พันล้าน แต่จำนวนที่นั่งยังคงเท่าเดิมที่ 543 ที่นั่ง
เหตุผลที่ไม่เคยเปลี่ยนคือรัฐทางใต้ของอินเดีย อย่าง Tamil Nadu, Kerala, Karnataka และ Telangana ควบคุมการเกิดได้ดีกว่ารัฐทางเหนืออย่าง Uttar Pradesh และ Bihar มาก ถ้าแบ่งที่นั่งตามประชากรจริง รัฐทางเหนือจะได้เพิ่ม 43 ที่นั่ง ขณะที่รัฐทางใต้จะเสีย 24 ที่นั่ง Kerala อาจเสียที่นั่งถึงหนึ่งในสามของที่มีอยู่ Tamil Nadu อาจเสียเกือบหนึ่งในสี่ Uttar Pradesh รัฐเดียวจะได้เพิ่ม 17 ที่นั่ง ซึ่งเกือบเท่ากับที่ Andhra Pradesh, Karnataka และ Kerala เสียรวมกัน
นี่คือสิ่งที่ทำให้สถานการณ์กลายเป็นวิกฤต รัฐที่ทำตามนโยบายรัฐบาลกลางเรื่องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัดกำลังจะถูกลงโทษด้วยการลดอำนาจทางการเมือง ส่วนรัฐที่ไม่ได้ทำจะได้รับรางวัลด้วยที่นั่งเพิ่ม รัฐบาลของ Indira Gandhi แช่แข็งจำนวนที่นั่งในปี 1976 เพื่อไม่ให้รัฐที่ควบคุมประชากรได้ดีถูกลงโทษ แล้วรัฐบาลของ Atal Bihari Vajpayee ขยายการแช่แข็งในปี 2002 ไปจนถึงหลังสำมะโนที่จัดหลังปี 2026
ตอนนี้เวลานั้นมาถึงแล้ว และไม่มีที่ซ่อนอีกต่อไป
Tamil Nadu ถึงกับจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับรัฐอื่นที่ได้รับผลกระทบเพื่อเรียกร้อง "การแบ่งเขตที่เป็นธรรม" ข้อมูลจาก SBI Research ชี้ว่ารายได้ต่อหัวของรัฐทางใต้สูงกว่ารัฐทางเหนือเกือบ 3.5 เท่าในปี 2023-24 รัฐที่รวยกว่า มีการศึกษาดีกว่า ควบคุมประชากรได้ดีกว่า และจ่ายภาษีให้ส่วนกลางมากกว่า กำลังจะมีเสียงน้อยลงในสภา ขณะที่รัฐที่จนกว่าแต่มีคนมากกว่าจะมีเสียงดังขึ้น
มีข้อเสนอให้เพิ่มจำนวนที่นั่งในสภาจาก 543 เป็น 816 หรือ 848 ที่นั่ง เพื่อให้ทุกรัฐได้เพิ่มโดยไม่มีรัฐไหนเสีย แต่นั่นหมายถึงสภาที่ใหญ่ขึ้น 50% งบประมาณที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนอำนาจที่ยังคงเอียงไปทางเหนือมากกว่าเดิมอยู่ดี
สำมะโนครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อินเดียที่จัดทำแบบดิจิทัลทั้งหมด เจ้าหน้าที่ใช้สมาร์ทโฟนเก็บข้อมูลแทนกระดาษ แต่ข้อมูลจาก National Family Health Survey พบว่าครัวเรือนในชนบทมีอินเทอร์เน็ตเพียง 57% เทียบกับ 80% ในเขตเมือง คนที่ยากจนที่สุด ต่ำวรรณะที่สุด อยู่ห่างไกลที่สุด มีโอกาสถูกนับตกหล่นมากที่สุด และนั่นก็เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะใช้กระดาษหรือสมาร์ทโฟน
สำหรับชนกลุ่มน้อยทางศาสนา สำมะโนนี้อาจเป็นดาบสองคม กฎหมายปี 1950 ระบุว่าคริสเตียนและมุสลิมที่มีพื้นเพวรรณะต่ำไม่มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการสำหรับ Scheduled Castes ประชากรราว 350 ถึง 370 ล้านคนอยู่ในกลุ่ม Scheduled Castes หรือชนเผ่า และหลายคนพึ่งพาโปรแกรมเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงความยากจนสุดขีด
องค์กรภาคประชาสังคมประมาณว่าคริสเตียนและมุสลิมหลายสิบล้านคนปกปิดศาสนาที่แท้จริงของตัวเองเพื่อรักษาสิทธิ์ในสวัสดิการ ถ้าสำมะโนเปิดเผยตัวเลขจริง แรงกดดันให้ขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมทุกศาสนาจะมหาศาล แต่ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุคที่ชาตินิยมฮินดูมีอิทธิพลมากขึ้น
สำหรับนักลงทุนและคนทำธุรกิจในเอเชีย สำมะโนอินเดียไม่ใช่แค่เรื่องการนับคน มันคือการวาดแผนที่อำนาจใหม่ทั้งหมด ข้อมูลที่ออกมาจะกำหนดว่าใครได้งบประมาณเท่าไร ใครได้ที่นั่งในสภากี่ที่นั่ง ใครได้โควตาเท่าไร และใครถูกตัดออก บริษัทที่ทำธุรกิจในอินเดียต้องเข้าใจว่าแผนที่การเมืองของอินเดียอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงภายในห้าปีข้างหน้า และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่นโยบายภาษีไปจนถึงกฎระเบียบแรงงาน
หลังเป็นเอกราช อินเดียหยุดนับวรรณะเพราะเชื่อว่าในระบอบประชาธิปไตย ความเท่าเทียมจะค่อยๆ เกิดขึ้นเอง เจ็ดสิบกว่าปีผ่านไป มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง และตอนนี้พวกเขาต้องนับสิ่งที่เลี่ยงมาตลอด
ประเทศที่ไม่กล้านับคนของตัวเองมาเกือบร้อยปี กำลังจะค้นพบว่าสิ่งที่ไม่ถูกนับไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่
โฆษณา