13 เม.ย. เวลา 00:55 • ข่าวรอบโลก

กบฏเหมาอิสต์ของอินเดียถูกกำจัดอย่างราบคาบ

สงครามที่ไม่มีใครนอกอินเดียรู้จัก เพิ่งจบลงอย่างเงียบๆ
ทำไมการประกาศชัยชนะเหนือกบฏเหมาอิสต์ของอินเดียถึงสำคัญกว่าที่หัวข้อข่าวบอก และทำไมสิ่งที่ตามมาอาจยากกว่าสงครามเอง
วันที่ 30 มีนาคม 2026 Amit Shah รัฐมนตรีมหาดไทยอินเดียยืนขึ้นในสภาและพูดว่า "ผมพูดได้อย่างเปิดเผยว่าเราเป็นประเทศที่ปลอดนาคซาไลท์แล้ว ไม่มีความลังเลในการพูดเช่นนี้"
ประโยคนี้ปิดฉากสงครามกลางเมืองที่ยาวนานเกือบหกสิบปี และเป็นสงครามที่คนนอกอินเดียแทบไม่เคยได้ยินชื่อ
มันเริ่มต้นในปี 1967 ที่หมู่บ้าน Naxalbari ในเชิงเขาหิมาลัย เมื่อกลุ่มคอมมิวนิสต์สายเหมาอิสต์นำโดย Charu Majumdar ก่อกบฏติดอาวุธเรียกร้องการปฏิวัติแบบจีน กบฏนาคซาไลท์ไม่เคยเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน พวกเขาไม่ได้ต้องการแยกออกจากอินเดีย พวกเขาต้องการล้มรัฐบาลอินเดียทั้งระบบแล้วแทนที่ด้วยรัฐคอมมิวนิสต์
ในช่วงจุดสูงสุดในปลายทศวรรษ 2000 กบฏเหมาอิสต์ควบคุมพื้นที่กว่า 92,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมกว่า 180 อำเภอ มีกำลังรบประมาณ 15,000 ถึง 20,000 คน และควบคุมพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของประเทศ ลองนึกภาพ ประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่อันดับเจ็ดของโลกมีส่วนหนึ่งในสามที่รัฐบาลเข้าไม่ถึง ไม่มีถนน ไม่มีโรงเรียน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีตำรวจ มีแต่กองกำลังติดอาวุธที่ตั้ง "รัฐบาลประชาชน" ของตัวเอง มีศาลของตัวเอง มีกฎหมายของตัวเอง
พื้นที่ที่กบฏครองถูกเรียกว่า "Red Corridor" หรือ "ระเบียงแดง" ทอดยาวจากใต้สุดของอินเดียขึ้นไปจนถึงเนปาล อดีตนายกรัฐมนตรี Manmohan Singh เคยเรียกขบวนการนาคซาไลท์ว่าเป็น "ภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย" ไม่ใช่การก่อการร้ายในแคชเมียร์ ไม่ใช่ความไม่สงบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่คือกบฏเหมาอิสต์ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกของรัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย
ตั้งแต่ปี 2000 มีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเหมาอิสต์กว่า 12,000 คน รวมถึงพลเรือนกว่า 4,000 คน เจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 2,700 คน และกบฏเกือบ 5,000 คน ตลอดหลายทศวรรษ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิตรวมกว่า 5,000 คน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยอยู่ในข่าวระหว่างประเทศ เพราะมันเกิดขึ้นในป่าที่ไม่มีนักข่าวเข้าถึง กับชนเผ่าที่ไม่มีเสียงในสื่อ
สิ่งที่ทำให้ขบวนการนี้อยู่ได้นานเกือบหกสิบปีไม่ใช่อุดมการณ์ แต่คือความจริงที่ว่าคนจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่น Shah เองยอมรับในสภาว่ารากของการก่อกบฏมาจาก "ความล้มเหลวในการส่งมอบการพัฒนาให้พื้นที่ชนเผ่า" กบฏเหมาอิสต์เคยระดมผู้คนราว 10 ล้านคนในอินเดียกลาง ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าและกลุ่มเปราะบาง คนเหล่านี้ไม่ได้เข้าร่วมเพราะอ่าน Marx แล้วเห็นด้วย พวกเขาเข้าร่วมเพราะรัฐบาลไม่เคยมาสร้างถนน ไม่เคยมาสร้างโรงเรียน ไม่เคยมาให้บริการสาธารณสุข และกบฏเป็นกลุ่มเดียวที่มาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา
แล้วอะไรเปลี่ยน
รัฐบาล Modi ใช้ยุทธศาสตร์สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือปฏิบัติการทหารเข้มข้น ด้านอีกหนึ่งคือการพัฒนาพื้นที่ ระหว่างปี 2014 ถึง 2024 มีการสร้างถนน 12,000 กิโลเมตรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ 5,000 ต้น เปิดสาขาธนาคาร 1,060 แห่ง ติดตั้ง ATM 937 เครื่อง เปิดที่ทำการไปรษณีย์ 5,899 แห่ง สร้างโรงเรียน 850 แห่ง และศูนย์สาธารณสุข 186 แห่ง
ในเวลาเดียวกัน การกำจัดผู้นำระดับสูงของกบฏเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ รวมถึงเลขาธิการ CPI (Maoist) Nambala Keshava Rao ผู้บัญชาการอาวุโส Madvi Hidma และผู้นำระดับสูงหลายคนในช่วงต้นปี 2026 ในปี 2025 เพียงปีเดียว กองกำลังความมั่นคงสังหารกบฏ 364 คน จับกุม 1,022 คน และมีผู้มอบตัว 2,337 คน รวมถึงผู้นำระดับสูง
ในวันสุดท้ายของกำหนดเส้นตาย 31 มีนาคม กบฏ 43 คนซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังถืออาวุธ มอบตัวพร้อมทองคำ 7 กิโลกรัมและเงินสด 30 ล้านรูปี ในรัฐ Andhra Pradesh, Chhattisgarh และ Maharashtra แต่ยังมีผู้บัญชาการสองคนที่ยังหลบหนีอยู่ และให้คำมั่นว่าจะสู้ต่อ
ตัวเลขความรุนแรงระหว่างปี 2004-2014 เทียบกับ 2014-2024 แสดงให้เห็นการลดลงอย่างชัดเจน เหตุรุนแรงลดจาก 16,463 ครั้งเหลือ 7,744 ครั้ง เจ้าหน้าที่เสียชีวิตลดจาก 1,851 คนเหลือ 509 คน พลเรือนเสียชีวิตลดจาก 4,766 คนเหลือ 1,495 คน การเสียชีวิตของพลเรือนและเจ้าหน้าที่ลดลง 90% นับตั้งแต่ปี 2010 และการโจมตีของเหมาอิสต์ลดจากกว่า 1,900 ครั้งต่อปีเหลือราว 200 ครั้งในปีที่แล้ว
แต่สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงในคำประกาศชัยชนะคือคำถามว่าอะไรจะเติมเต็มช่องว่างที่กบฏทิ้งไว้
ในพื้นที่ที่กบฏเคยครอบครอง พวกเขาสร้างระบบคู่ขนานที่ทำงานมาหลายสิบปี มี "รัฐบาลประชาชน" มีศาลไม่เป็นทางการ มีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เมื่อกบฏถอนตัวออกไป สิ่งที่เหลือคือสุญญากาศทางการปกครอง ถนนถูกสร้าง เสาสัญญาณถูกติดตั้ง แต่คำถามคือรัฐบาลจะอยู่ต่อหรือจะจากไปหลังกล้องดับ
สำหรับคนทำธุรกิจและนักลงทุน การสิ้นสุดของขบวนการนาคซาไลท์หมายถึงพื้นที่ป่ากว่า 92,000 ตารางกิโลเมตรที่เคยเข้าไม่ถึงกำลังเปิดออก พื้นที่เหล่านี้อุดมด้วยแร่เหล็ก บ็อกไซต์ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่บริษัทเหมืองแร่พยายามเข้าไปมาหลายทศวรรษแต่ถูกกบฏขัดขวาง การเปิดพื้นที่เหล่านี้จะดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเหมืองแร่มหาศาล แต่ก็จะมาพร้อมกับคำถามเรื่องสิทธิของชนเผ่าที่อยู่มาก่อน เพราะหนึ่งในเหตุผลที่กบฏได้รับการสนับสนุนตั้งแต่แรกก็คือชนเผ่ากลัวว่าที่ดินของตัวเองจะถูกยึดไปให้บริษัทเหมืองแร่
สิ่งที่มาแทนที่การก่อกบฏมักสำคัญพอๆ กับวิธีที่มันจบลง ถ้ารัฐบาลเข้าไปพร้อมโรงเรียนและโรงพยาบาล ชนเผ่า 10 ล้านคนจะได้ชีวิตที่ดีขึ้น ถ้ารัฐบาลเข้าไปพร้อมรถขุดเหมืองแร่ ชนเผ่าเหล่านั้นจะมีเหตุผลใหม่ในการก่อกบฏ และวงจรจะเริ่มต้นอีกครั้ง
สงครามที่ยาวนานหกสิบปีไม่ได้จบเพราะฝ่ายหนึ่งชนะ มันจบเพราะคนที่ถูกลืมนานเกินไปยอมวางปืนเพื่อแลกกับถนนและโรงเรียน คำถามคือพวกเขาจะได้สิ่งที่ถูกสัญญาจริงหรือไม่
โฆษณา