4 เม.ย. เวลา 22:14 • หนังสือ

วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ น

​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ทรงพระเมตตาโปรดประทานไปพร้อมด้วยกฎมณเทียรบาลพะม่า กับรูปฉายอีกสองแผ่น ได้รับประทานแล้วด้วยดี เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
โดยพระประสงค์ให้เกล้ากระหม่อมอ่านตรวจฉะบับกฎมณเทียรบาลพะม่าให้ตลอด ถ้าถ้อยคำแห่งใดบกพร่องหรือพลาดพลั้ง ให้แก้ไขเสียให้เรียบร้อยก่อนส่งไปตีพิมพ์นั้น เกล้ากระหม่อมกำลังทำอยู่โดยพระประสงค์นั้นแล้ว การตรวจแก้ไขมีผลเปลี่ยนแปลงไปที่ไหนอย่างไร จะได้ทำรายงานกราบทูลมาให้ทราบฝ่าพระบาทในภายหน้า รู้สึกภูมิใจว่าได้หนังสือดีเปนอันมาก
รูปภาพนั้นเห็นจำเปนต้องลงในหนังสือนั้นทีเดียว เช่นมงกุฎพะม่าได้ทรงลงฟุตโน้ตบอกไว้ว่ารูปเหมือนตุ้มปี่ ถ้าไม่มีรูปฉายประกอบ คำฟุตโน้ตก็คงมัวอยู่ไม่กระจ่างไปได้เลย
รูปเรือพระที่นั่ง “การเวก” ซึ่งประทานไปคราวนี้ เกล้ากระหม่อมดู “หูผึ่ง” งามจริงๆ ท่วงทีเหมือนรูปเรือของเขมรซึ่งฉลักไว้ที่ระเบียงพระนครวัด แต่ดูชะแล่มแช่มช้อยงามกว่าของเขมรขึ้นไปอีกมาก ของเขมรดูหนาเตอะตะ
ในการตีพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ เกล้ากระหม่อมจะต้องจัดดำเนินการทุกอย่างให้ล่วงลุตลอดไปเสียก่อน แล้วจึงจะลงมือเรียงคำนำได้ เมื่อเรียงแล้วจะส่งมาถวายขอพระบารมีเปนที่พึ่งให้ทรงตรวจแก้ไข
ขอบพระเดชพระคุณที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานรูปสแตมป์อังกฤษใหม่ไปให้ดู เกล้ากระหม่อมก็พอใจเห็นว่าดีมาก ไม่ชอบอยู่นิดเดียวที่ตรงตัดพระศอดูน่าเกลียดเล็กน้อย พระเจ้าเอดวาดก็ไม่โปรดที่ตรงนั้น ถ้าตัดต่ำลงมาเสียหน่อยให้ถึงที่ต่อกับพระอุระก็เห็นจะหายน่าเกลียด
พระดำรัสเรื่องทำโกศอัฐิ สวนทางกับที่เกล้ากระหม่อมถวายความเห็นมา แต่ไม่เปนไรมิได้ เมื่อฝ่าพระบาทจะต้องพระประสงค์อย่างไรเกล้ากระหม่อมเต็มใจจะทำถวายให้สมพระประสงค์ ในที่นี้จะถวายความเห็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากไม่โปรดอย่างประดิษฐานกล่องศิลาบนพานปิดคลุมแล้ว จะทำเปนโกศให้มีขนาดเขื่องสักหน่อยขึ้น
ไว้ สำหรับใช้แทนพานปิดคลุมก็ได้เมื่อจะทำบุญอัฐิผู้ใด บรรจุกล่องศิลาผู้นั้นลงในโกศ เชิญออกตั้งทำบุญอย่างเดียวกับศพซึ่งใส่โกศแล้วประกอบลองฉะนั้น หรือจะโปรดยักย้ายให้ทำเปนอย่างอื่น เช่นทำเปนกูฎาคารเล็กๆ เพื่อดูแปลกๆ ไปก็ได้ แล้วแต่จะโปรด
​เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า ที่เอาพระไทยใส่ถึงชายไสตรัสถามไปขอประทานกราบทูลให้ทราบฝ่าพระบาทว่า เวลานี้ยังไม่ได้เข้าทำงานแห่งหนึ่งแห่งใด ในหนังสือเวรซึ่งเขียนมาถวายคราวก่อน เรื่องศพพระยาสุริยาว่าสั่งให้ฝังและห้ามเผานั้นผิดหมด เพราะเอาคำลือมาเขียนกราบทูล เหมือนหนังสือพิมพ์เอาข่าวลือลงให้คนอ่าน เมื่อวันที่เขียนหนังสือส่งมาถวายนั้นเองได้ไปเยี่ยมศพพบคุณหญิงลิ้นจี่ สนทนากันได้ความว่า ที่นำศพไปฝังนั้นเปนความจำนงของคุณหญิงลิ้นจี่ เพื่อจะแบ่ง
เบาภารอันจะต้องรักษาศพไว้กับบ้านเท่านั้น เมื่อถึงเวลาสมควรทำฌาปนกิจก็จะนำศพไปเข้าเมรุรับพระราชทานเพลิงตามธรรมเนียม ศพนี้จัดแปลกอยู่ ด้วยได้รับพระราชทานโกศ แต่จะนำศพไปฝัง จึ่งแต่งศพเข้าหีบลองในประกอบหีบทองลายก้านขด ตั้งบนชั้นกระจกไว้ห้องใน แล้วตั้งประกอบโกศเปล่าบนชั้นแว่นฟ้าไว้ห้องนอก ล่ามแถบโยงถึงกัน เครื่องประดับยศใด ๆ ก็จัดตั้งไว้ที่ห้องนอกทั้งสิ้น ทำบุญ ๗ วัน เมื่อวันที่ ๖ แล้วว่าจะลักศพไปฝังที่วัดประยุรวงศ์เมื่อวันที่ ๗
เมื่อวันที่ ๖ เวลา ๕ โมงเข้า เรือ “มาลินี” เชิญพระศพกรมพระกำแพงเพชรมาถึงท่าวัดพระยาไกร มีคนไปรับพระศพมาก เกล้ากระหม่อมกับองค์อาทิตย์ลงไปเยี่ยมพระศพและเจ้าทุกข์ในเรือ แล้วเจ้าพนักงานเชิญพระศพจากเรือขึ้นตั้งเหนือวอพระประเทียบบนรถยนต์ เดินออกถนนเจริญกรุง เลี้ยวถนนสีลมตรงไปถนนราชดำริ เลี้ยวถนนเพชรบุรี เลี้ยวถนนหน้าวัดเบญจมบพิตร เจ้าทุกข์กับพวกซึ่งไปรับพระศพมาก
ด้วยกันขึ้นรถตามเปนกระบวน เห็นจะยาวมากอยู่ แต่เกล้ากระหม่อมไม่ได้เห็น เพราะตัวเองเข้าในกระบวนเสียด้วย ครั้งถึงประตูวัดหว่างพระที่นั่งทรงธรรมกับศาลาปัณณรสภาคก็หยุดรถ เชิญพระศพเข้าศาลาปัณณรสภาค ถ่ายพระศพจากหีบลงพระโกศ เชิญขึ้นพระที่นั่งทรงธรรม ประดิษฐานบนชั้นแว่นฟ้าประกอบลองกุดั่นแล้วเปนเสร็จการในวันนั้น
ในการตอนนี้รำคาญเจ้าพวกชักรูปเหลือกำลัง พากันไปมากมายเที่ยวได้ขวางเกะกะ “นิวเซนต์” อย่างเอก
ครั้นวันที่ ๘ เวลาบ่าย ๕ โมง ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จไปเยี่ยมพระศพแทนพระองค์พระเจ้าอยู่หัวแต่องค์เดียว เพราะอีกสองท่านในคณะป่วยเสียหมด เจ้าพระยายมราช๑ ว่าป่วยเปนหืด (ลางทีจะพูดไม่ถูก ทราบมาก่อนว่าท่านเปนโรค “บรองไคติส” ประจำตัว) ส่วนเจ้าพระยาพิชเยนทร์๒ นั้นหกล้ม กระดูกที่หัวเข่าเปนอะไรไปเดินไม่ได้ แต่ว่ากันว่าไม่ถึง​แตกหัก ประธานคณะผู้สำเร็จราชการทรงวางพวงมาลาของหลวงแล้วทรงจุดเทียน พระสงฆ์ ๒๐ รูปสวดมนต์แล้วทรงธรรม
กัณฑ์หนึ่งเปนเสร็จเสด็จกลับ มีผู้ไปในงานนี้แน่นหนามาก ตรวจหน้าผู้ใหญ่ไม่มีขาด รุ่งขึ้นวันที่ ๙ เวลาเพลมีการเลี้ยงพระและทรงธรรมอีกกัณฑ์หนึ่ง แต่ประธานผู้สำเร็จราชการไม่ได้เสด็จไป ตรัสมอบพระราชวงศ์องค์ใดทำแทนก็ไม่ทราบ เกล้ากระหม่อมก็ไม่ได้ไป เพราะเปนงานเวลาเช้า ตัวสินอนสาย หากพยายามลุกขึ้นไปก็เปลืองชีวิตหนัก เห็นไม่จำเปน
กฐินหลวงปีนี้มี ๓ วัน วันที่ ๗ วัดราชประดิษฐ วัดเทพศิรินทร วัดมหาธาตุ วันที่ ๙ วัดบวรนิเวศ วัดราชบพิธ วัดพระเชตุพน วันที่ ๑๐ วัดเบญจมบพิตร วัดราชาธิวาส วัดอรุณ แต่เกล้ากระหม่อมก็ไม่ได้ไปสักวันเดียว
พระยาพจนปรีชาก็ได้ความแน่นอนมา เจ็บเปนโรคไส้ตันเหมือนดั่งคาดคราวนี้ถึงต้องผ่าท้อง อายุ ๗๐ แล้วทนไม่ไหวเลยตาย เขาจะทำบุญ ๗ วันกันในวันที่ ๑๑ ที่วัดมกุฎกษัตริย์ คิดว่าถ้าฝนฟ้าไม่ตกก็จะไปเยี่ยมศพ ด้วยเมื่อตายเมื่อฝังไม่ได้ไป เพราะรู้ตัวไม่ทัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ↩
๒. เจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ↩
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ลายพระหัตถ์ประจำเวรฉะบับลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม หม่อมฉันได้รับแล้ว
ที่หม่อมฉันทูลถามไปว่าชายใสได้งานทำแล้วหรือยังนั้น เกิดแต่เขาบอกมาให้ทราบถึงการมั่นแต่งงานของหลานชายทรงวุฒิชัยของหม่อมฉัน เดิมกรมหลวงสิงห์ฯ เธอตรัสว่าจะให้มีงานทำเปนอาชีพเสียก่อนจึงจะให้แต่งงาน ก็และหลานชายทรงวุฒิชัยนั้น รัฐบาลได้รับเปนยุติแล้วว่าจะให้มีตำแหน่งทำการในกรมรถไฟ แต่รับมาช้านานยังไม่ได้เข้าทำงานจึงตกลงกันว่าไม่ควรรอการมั่น ได้มั่นกันแล้วแต่วันที่ ๕ ตุลาคม เรื่องที่ทูลมานี้เปนเหตุให้หม่อมฉันคิดขึ้นถึงชายใสและหวังใจว่าจะได้รับตำแหน่ง
ทำการในไม่ช้า ถึงกระนั้นหม่อมฉันคิดเห็นอย่างหนึ่ง ว่าช่างคนใดถึงมีฝีมือและความคิดดี ถ้าไม่มีวัตถุที่ช่างคนนั้นได้ทำหรือได้คิดปรากฎแก่ตาคนทั้งหลาย จนมีคำพูดกันว่าเปนลายของคนนั้นหรือว่าเปนความคิดของคนนั้นเกียรติคุณของช่างคนนั้นลี้ลับ มีแต่ประกาศนียบัตรไม่ช่วยตัวได้ จึงนึกว่าในเวลาที่ว่างอยู่นี้คิดหางานทำแห่งใดแห่งหนึ่ง ถึงจะช่วยทำให้เขาเปล่า ๆ ก็ทนเอาชั่วคราว พอแสดงความสามารถให้คนเห็นฝีมือและความคิด จะดีดอกกระมัง ขอให้ทรงพระดำริดูเถิด
มีคดีเรื่องหนึ่งซึ่งหม่อมฉันจำนงจะทูลมานานแล้ว แต่เห็นมิใช่เรื่องเปนแก่นสารนักมีเรื่องอื่นทูลก็รอไว้ สัปดาหะนี้ไม่มีเรื่องอื่นจึงทูลเรื่องที่จำนงไว้นั้น คือหม่อมฉันดูหนังสือพิมพ์ข่าวที่มาจากยุโรปในเวลามาอยู่ปีนัง เห็นคำบอกขายของ Advertisment ในหนังสือ Sphere ว่ามีเครื่องแก้หูหนักซึ่งเขาคิดขึ้นใหม่อย่างหนึ่งเรียกว่า Vibraphone ทำเปนปล่องเงินเล็ก ๆ สองชิ้น เอาใส่ในช่องหูอย่างสำลีอุดหู
ได้ยินเสียงถนัดขึ้น ในคำแจ้งความมีว่าถ้าใครอยากรู้สรรพคุณเครื่องนั้นโดยพิสดาร ถามไปเขาจะชี้แจงให้ทราบ เวลานั้นลูกชายใหม่๑ยังอยู่ปีนังหม่อมฉันจึงให้เธอลองเขียนถามไป ผู้ที่ทำก็ส่งคำอธิบายมาให้ แต่เมื่ออ่านเห็นความขัดข้อง ด้วยเครื่องนั้นเขาทำปรับกับช่องหู คือต้องไปให้ตรวจช่องหูถึงร้านของเขาในลอนดอน อันเปนพ้นวิสัยที่หม่อมฉันจะไปได้เพื่อการนั้น และยังเกิดสงสัยความสุจริตของผู้ที่ขายเครื่องนั้นต่อไปด้วยวิธีขายนั้น ถ้าซื้อขาดทีเดียวเรียกราคา ๒ คีนี ถ้าเอาไปใช้ไม่พอใจจะ
คืนก็ได้ จะเรียกเปนค่าเช่าในกรณีเช่นนั้นเพียง ๘ ชิลลิง พิจารณาต่อไปถึงคำรับรองของบุคคลต่างๆ ที่ได้ใช้เครื่องนั้น ซึ่งเอามาพิมพ์อวด​อย่างดีก็มีเพียงว่าได้ใช้มา ๖ เดือน รู้สึกว่าได้ยินถนัดดีขึ้นกว่าแต่ก่อนพิเคราะห์ดูผู้ทำคิดแต่จะเอาเงินทั้งขาขึ้นและขาล่อง จึงระงับความคิดเรื่องไวบราโฟน ต่อนั้นมามีผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งเคยคุ้นกับหม่อมฉันจะกลับไปอเมริกาผ่านมาทางปีนัง แวะมาหาหม่อมฉัน ๆ ปรับทุกข์กับแกถึงเรื่องหูหนัก แกบอกว่าMr. J. H. Mckean ซึ่งเปนผู้จัดการโรงพยาบาล
โรคเรื้อนที่เชียงใหม่ อยู่เมืองเชียงใหม่กินยาควีนินกันไข้มลาเรียทุกๆ วันมาช้านานเลยหูหนวก เขาไปอเมริกาไปพบเครื่องแก้หูหนวกคิดขึ้นใหม่อย่างหนึ่งเรียกว่า Sonotone ดีนัก จะฟังทางช่องหูหรือถ้าช่องหูตันจะฟังทางกระโหลกศีรษะที่บ้องหูก็ได้ เขาได้เห็นเครื่องนั้นแล้วเห็นใช้ได้ดีจริงเขาจึงรีบเขียนจดหมายไปถึงมิสเตอรแม๊กเกน ให้บอกอธิบายมาให้หม่อมฉันทราบ หม่อมฉันได้รับจดหมายของมิสเตอรแม๊กเกน บอกมาว่ามีเอเยนต์ของบริษัทนั้น ขายเครื่องโสโนโตนอยู่ที่เมืองสิงคโปร์
ให้หม่อมฉันสืบถามดูที่นั้นเถิด หม่อมฉันวานห้างอิสต์เอเซียติกถาม เขาส่งคำอธิบายลักษณและแสดงคุณของเครื่องนั้นมาให้ และตอบมาว่าเครื่องนั้นมีขายอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ มีหลายอย่างราคาต่าง ๆ กันตั้งแต่เครื่องละ ๒๐๐ เหรียญลงมาจน ๕๐ เหรียญ จะขนเอามาให้หม่อมฉันเลือกที่ปีนังจะเปนการสิ้นเปลืองมากนัก ถ้าให้ดีให้หม่อมฉันไปเลือกที่เมืองสิงคโปร์ ได้ทราบดั่งนี้ก็อึดอัดใจ เพราะไปสิงคโปร์เที่ยวหนึ่งจะต้องเสียเงินตั้งราว ๒๐๐ เหรียญ จึงนิ่งอยู่
เมื่อหญิงใหญ่๒ออกมาปีนัง เธอรู้ว่าหม่อมฉันกำลังพัวพันอยู่กับเครื่องแก้หูหนวก เธอจึง​เอาเครื่องที่รูปร่างเหมือนอย่างช้อนซุปเช่นพระองค์เจ้าจรูญฯ ใช้ออกมาด้วย หม่อมฉันลองดูได้ยินถนัดดีขึ้นมากจึงยุติเพียงใช้เครื่องอย่างช้อนซุป เพราะสำเร็จประโยชน์อย่างหนึ่ง เพราะไม่ต้องซื้ออย่างหนึ่ง และเมื่อคิดไปเห็นว่าเครื่องอย่างอื่นซึ่งต้องอาศัยไฟฟ้า ลำบากในการใช้ด้วยต้องมีแบเตอรี่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ มือข้าง
หนึ่งถือเครื่องรับเสียงมืออีกข้างหนึ่งถือเครื่องส่งเสียงเข้าหูดูลำบาก แต่เครื่องอย่างช้อนซุปที่หม่อมฉันใช้นั้น ก็เอาวางไว้ในห้องรับแขกใช้แต่เวลาสนทนากับแขกมาหาเมื่อพูดกันเปนแก่นสาร แต่เวลาอื่นก็ขี้เกียจใช้ สู้ให้ลูกและบ่าวตะโกนอย่างแต่ก่อนไม่ได้ หม่อมฉันได้ส่งใบแจ้งความเครื่องแก้หูหนวก ทั้งอย่างไวบราโฟนและอย่างโสโนโตน มาถวายทอดพระเนตรเล่นด้วย
ในสัปดาหะนี้ หม่อมฉันส่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าตอนที่ ๗ ท่อนที่ ๒ มาถวาย หน้ากระดาดอยู่ข้างจะน้อยไป เพราะความไปลงถึงข้ออธิบายเรื่องเจ้าผีของพะม่า ซึ่งจะต้องมีวินิจฉัยแต่งไม่ทัน คราวนี้หม่อมฉันส่งรูปฉายประกอบมาด้วย ๖ รูป คือ
๑. รูปสะพานอังวะ
๒. รูปภูเขาเมืองสะแคง
๓. รูปเรือลำเลียงพ่วงเรือ Express
๔. รูปเรือจ้างพะม่า
๕. รูปเรือพะม่าขนาดย่อม
๖. รูปเรือพะม่าขนาดใหญ่
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. หม่อมเจ้าอาชาวดิศ ดิศกุล ↩
๒. หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล ↩
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๗ ล่องแม่น้ำเอราวดี (ท่อนที่ ๒)
​เมื่อล่องลงมาทางแม่น้ำเอราวดี สังเกตดูวิธีที่บริษัทเขาจัดการรับส่งคนโดยสารและสินค้า เขาเอาเรือลำเลียงเที่ยวจอดไว้ตามตำบลที่เขากำหนดเปนสถานีรายเปนระยะ
ตลอดลำแม่น้ำ เรือลำเลียงนั้นต่อด้วยเหล็ก ข้างบนทำเปนโรงไม้มุงสังกะสี มีฝารอบเปิดเปนทางเดินผ่านตามขวางที่กลางเรือเหมือนกันทุกลำ ใครจะฝากสินค้าขาออกก็เอาไปส่งลงบรรทุกไว้ในเรือลำเลียง ถ้าเรือไฟมีสินค้าจะส่งที่ตำบลนั้นก็ขนลงไว้ในเรือลำเลียง เวลาเรือไฟไปถึงถ้าสินค้าขาออกมีในเรือลำเลียงน้อยก็ขนเอาลงเรือลำเลียงที่ผูกข้างไป ถ้าสินค้ามีมากก็เปลี่ยนเอาเรือลำเลียงลำที่จอดมาผูกข้าง ปลดเอาลำที่ผูกข้างมาเข้าจอดไว้แทน แต่เรือไฟชนิดที่พวกเรามาเปนเรือด่วน Express
Steamer (เหมือนอย่างรถไฟด่วน) ไม่แวะทุกสถานี เขามีเรือไฟอีกพวกหนึ่งซึ่งสำหรับแต่รับส่งสินค้าเที่ยวแวะทุกระยะ นอกจากนั้นยังมีเรือไฟขนาดย่อมลงมา เรียกว่าเรือรับส่ง Ferry Steamer เดินเปนระยะ เช่นในระวางเมืองมัณฑเลกับเมืองแปรเปนต้นทุกวัน เรือพวกนี้เที่ยวจอดรับคนโดยสารทุกสถานี เมื่อฉันล่องลงมาผ่านกับเรือไฟของบริษัทวันละหลาย ๆ ลำ ฉันถามเขาว่าบริษัทใช้คนจำพวกใดในการเดินเรือ เขาบอกว่านายเรือกับต้นหนและต้นกลเปนฝรั่ง นอกจากนั้นใช้แขกอินเดียพวก
ถือศาสนาอิสลามทั้งนั้น ด้วยเหมาะแก่การดังกล่าวมาแล้วในตอนว่าด้วยกลาสีเรือเดินทะเล จ้างพะม่าใช้แต่ในการแบกขนสินค้า เพราะพะม่าวิสัยมักดุบางทีก็เมามายไว้ใจไม่ได้ ข้อนี้กล่าวเปนยุติกันทุกทาง ว่าวิสัยพะม่าเอาไว้ในวินัย Discipline ไม่ได้ เมื่อครั้งพระเจ้ามินดงเคยจัด “ทหารอย่างยุโรป” ให้ฝรั่งเปนครู ก็ฝึกหัดได้แต่อย่างอื่นแต่หัดให้ประพฤติวินัยทหารไม่ได้ ว่าต่อไปถึงเรือที่ใช้ในแม่น้ำเอราวดี ยังมีเรือพะม่าอีกหลายอย่าง เรื่องเรือพะม่าฉันเคยได้ยินกล่าวกันมาแต่ยังหนุ่มว่าเรือของไทย
ชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “เรือไพม้า” นั้นเรียกเพี้ยนมาจาก “เรือพะม่า” เพราะเอาแบบเรือพะม่ามาทำ เมื่อไปเห็นเรือในเมืองพะม่า ปลาดใจที่ไม่เห็นมีเหมือนเรือไพม้าหรือเรืออย่างอื่น ๆ ที่ใช้กันในเมืองไทยสักอย่างเดียว ชวนให้สันนิษฐานว่าแบบเรือที่ใช้กันในเมืองไทย พวกเรือมาดขึ้นกระดานเช่นเรือไพม้าเปนแบบไทยพวกเรือต่อเช่นเรือสำปั้นเปนต้น ไทยได้แบบมาจากจีนเปนขึ้น แต่ที่ว่านี้ยังไม่ได้พิจารณาถ้วนถี่ ฉันอาจเข้าใจผิดก็เปนได้ เรือพะม่าขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับบรรทุกสินค้ารูปร่างเพรียวกว่าเรือ
บรรทุกเข้าในเมืองไทย มีประทุนแต่กลางลำไปจนข้างท้าย แต่ที่ถือท้ายทำสูงคล้ายกับเรือแหวดสำหรับคนถือหางเสือนั่งบางลำถึงทำหลังคาและจำหลักลวดลายใต้ที่นั่งถือท้ายหรูหรา ส่อว่าเห็นจะเกิดแต่ตัวนายเรือเปนผู้ถือหางเสือ และต้องทำที่นั่งสูงเพราะจะให้แลเห็นร่องน้ำถนัด เรือชนิดนี้​ขาร่องตีกรรเชียงขาขึ้นแล่นใบหรือถ่อ ยังมีเรือใบประเภทเดียวกันที่ย่อมลงไปถือท้ายด้วยพายใหญ่อย่างเรือแม่ปะที่กลางลำมีทั้งประทุนบรรทุกของและมีปรำให้คนโดยสารนั่งต่อไปข้างหน้า นอกจากนั้นก็เปน
เรือสำหรับใช้ไปมา และที่สุดถึงเรือจ้างสำหรับข้ามฟากแต่เรือจ้างนั้นเปนอย่างแจวข้างคนเดียว เห็นได้ว่าอย่างมาแต่เรือสำปั้นจีน เช่นใช้เปนเรือจ้างที่เมืองสิงคโปร์และปีนัง เปนแต่ต่อให้หาเพรียวเพราะสายน้ำแรง เรือพะม่าเหล่าที่ว่ามานี้หาผลประโยชน์ตามหมู่บ้านที่เรือกำปั่นไฟไม่แวะ หรือที่มีหาดน้ำตื้นออกไปไกลเรือกำปั่นเข้าไม่ถึงและใช้ในลำน้ำตื้นฯ ที่เรือกำปั่นไม่กล้าเข้า ยังมีที่เที่ยวรับจ้างได้พอเลี้ยงตัว เรือพะม่าพวกเหล่านี้จึงยังมีอยู่ แต่จำนวนคงน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก แพซุงและ
แพบรรทุกสินค้าเช่นหม้อน้ำเคลือบที่ทำ ณ เมืองบาโม (บ้านหม้อ) เปนต้น ก็พบเนืองๆ เขาว่าสินค้าในตอน “แผ่นดินแห้ง” Dry Zone นี้ มีเข้าเปลือกกับฝ้ายและน้ำตาล Jaggery (ว่าเปนน้ำตาลดำ) เปนสำคัญ เข้าเปลือกเอาไปส่งโรงสีไฟตามเมืองรายทาง ฝ้ายส่งขึ้นไปขายทางเมืองจีนและน้ำตาลดำส่งลงมาขายที่เมืองร่างกุ้ง นอกจากนั้นก็มีไม้ขอนสักและสินค้าเบ็ดเตล็ดเช่น เขาและหนังสัตว์ส่งลงไปขายที่เมืองร่างกุ้งเหมือนกัน
ลำน้ำเอราวดีตอนที่เรือล่องลงมาวันแรก ออกจากเมืองมัณฑเลผ่านเมืองอมรบุระ เมืองสะแคง และเมืองอังวะมาโดยลำดับ เมื่อใกล้ถึง “สะพานอังวะ” ที่ทำข้ามแม่น้ำเอราวดี แลเห็นพระเจดีย์ในราชธานีทั้ง ๔ เมืองนั้นในขณะเดียวกัน เพราะเมืองตั้งใกล้ๆ กันดังกล่าวมาแล้ว สะพานอังวะเปนสะพานเหล็กอย่างเปิดไม่ได้เรือกำปั่นต้องลอด เขาบอกว่าเรือกำปั่นของบริษัทลอดได้เสมอเว้นแต่ปีไหนน้ำขึ้นสูงผิดปกติจึงลอดไม่ได้แต่ก็เพียงสักสองสามวัน เมื่อเรือผ่านเมืองสะแคงเห็นเทือกภูเขาอยู่ใกล้
ลำน้ำ มีพระเจดีย์วิหารก่อรายตามยอดและไหล่เขาแลดูครึกครื้นดี ทั้งในลำน้ำตอนนี้เรือก็ล่องสดวก ด้วยมิใคร่มีหาดออกมาไกลนัก เขาเล่าว่าข้างใต้เมืองอังวะแห่งหนึ่ง มีเทือกศิลาภูเขาเมืองสะแคงออกมาเปน “สะพานหิน” ขวางอยู่ใต้น้ำ แต่ก่อนในระดูแล้งเวลาน้ำงวดเรือกำปั่นขึ้นไปได้เพียงถึงสะพานหินก็ต้องหยุด พระเจ้ามินดงเห็นเปนที่คับขัน จึงให้สร้างป้อมทั้ง ๒ ฟาก เมื่ออังกฤษยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองพะม่าครั้งหลัง พระเจ้าสีป่อให้เอาเรือกำปั่นเก่า ๆ ของหลวงมาจมขวางร่องน้ำที่สะพานหิน
หวังจะให้กีดขวางทางเรืออังกฤษ แต่นานมาเรือที่จมไว้ตรงนั้นกันสายน้ำให้แปรไปกัดตลิ่งที่พ้นเทือกสะพานหินกลายเปนลำน้ำ เดี๋ยวนี้ที่ตรงนั้นเรือขึ้นล่องได้ทุกระดู บริษัทเลยเอาวิธีจมเรือขวางน้ำไปแก้ที่อื่นก็ได้ผลอย่างเดียวกัน คิดดูก็ชอบกล ถึงบังคับสายน้ำเอราวดีไม่ได้ ก็อาจจะ “ยั่ว” ให้เปลี่ยนไปได้ดังประสงค์ ค่ำวันนั้นเรือจอดพักที่ใกล้ปากน้ำชินด์วิน ที่บริษัทบอมเบเบอม่าได้รับอนุญาตทำป่าไม้สัก แล้วเลยเปนเหตุให้อังกฤษวิวาทกับพะม่าเมื่อครั้งพระเจ้าสีป่อ
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มกราคม พอรุ่งสว่างเขาก็ออกเรือแต่เวลาพวกเรายังไม่ตื่นนอน มาแวะรับสินค้าที่สถานีแห่งหนึ่งแล้วล่องต่อมา แม่น้ำเอราวดีตั้งแต่ใต้ปากน้ำชินด์วิน น้ำทั้ง ๒ ​แม่น้ำลงมารวมกันทำให้สายน้ำแรงกัดตลิ่งพังลึกเข้าไปกว่าทางข้างเหนือมาก ที่บางแห่งดูไปจากฟากข้างหนึ่งแลเห็นทิวไม้ฟากข้างโน้นแต่ลิบ ๆ ในหนังสือ
นำทางว่ากว้างถึง ๑๐๐ เส้น แต่ในตัวแม่น้ำเองเปนหาดทรายใหญ่น้อยเต็มไปทั้งนั้น ที่บางแห่งทางน้ำไหลแยกเปนหลายสาย แบ่งเอาน้ำไปเสียทางอื่นทำให้ร่องทางที่เรือเดินตื้นขึ้น และมีหาดยื่นออกมาให้ร่องน้ำคดเคี้ยว เรือจึงขึ้นล่องยากในตอนนี้ดังพรรณนามาแล้ว เรือถึงตำบลหนองอู Hnaung U ท่าขึ้นเมืองพุกามเวลา ๑๐ นาฬิกา พวกเราขึ้นบกที่นั้นเปนอันได้มาเรือด่วนลำชื่อ “แอสแสม” Assam เพียงนี้
วันที่ ๓๐ ที่ ๓๑ มกราคมและวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พักอยู่ที่เมืองพุกาม
โฆษณา